สัณฐานชายฝั่งทะเลไทย

สภาพทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย เป็นคาบสมุทรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีรูปร่างคล้ายรูปขวานโบราณ หรือเรียกกันว่า “ขวานทอง” มีด้ามขวานซึ่งเรียกตามภูมิศาสตร์ว่า คาบสมุทรมาลายาหรือมาลายู แบ่งทะเลออกเป็น 2 ฝั่ง คือฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน มีระยะทางตามแนวชายฝั่งรวมกันประมาณ 3,148.23 กิโลเมตร โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ฝั่งทะเลอ่าวไทย มีความยาวชายฝั่งทั้งสิ้น 2,055.18 กิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนของทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก ลักษณะชายฝั่งทะเลอ่าวไทยแบ่งออกได้ 2 ส่วน ตามลักษณะของภูมิภาคของประเทศไทย คือ

1.1 อ่าวไทยด้านตะวันออก ได้แก่ บริเวณฝั่งทะเลตั้งแต่จุดกึ่งกลางระหว่างปากแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำเจ้าพระยาไปทางด้านทิศตะวันออก จรดเขตแดนประเทศกัมพูชา บริเวณบ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด หรือตั้งแต่จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ชายฝั่งทะเลด้านนี้จะได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม

1.2 อ่าวไทยด้านตะวันตก เริ่มจากจุดกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีนไปด้านทิศตะวันตกลงไปทางใต้จรดเขตแดนประเทศมาเลเซีย ที่ปากแม่น้ำสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส หรือตั้งแต่ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรีประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส เป็นฝั่งทะเลที่รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเข้าฝั่งในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ฝั่งทะเล

นอกจากนี้ ยังมีส่วนของน่านน้ำภายใน หรือบริเวณพื้นที่ทะเลก้นอ่าวไทย (อ่าวไทยตอนใน) ได้แก่ บริเวณชายฝั่งทะเลตั้งแต่ปากน้ำแม่กลอง ปากน้ำท่าจีน ปากน้ำเจ้าพระยา จนถึงบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ในทะเลซึ่งอยู่ระหว่างอ่าวไทยฝั่งตะวันออก บริเวณช่องแสมสาร จังหวัดระยอง-ชลบุรี กับอ่าวไทยฝั่งตะวันตก บริเวณเหนืออำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรียกว่า “อ่าวประวัติศาสตร์”

2. ทะเลอันดามัน รวมความยาวชายฝั่งรวม 1,093.14 กิโลเมตรเป็นทะเลเปิดออกสู่มหาสมุทรอินเดีย นับตั้งแต่ปากน้ำกระบุรีจังหวัดระนอง ซึ่งจรดเขตแดนประเทศ สหภาพพม่าลงไปจนถึงช่องแคบมะละกา จรดเขตแดนมาเลเซียที่จังหวัดสตูลหรือตั้งแต่จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ลักษณะฝั่งทะเลของประเทศไทย

ส่วนมากเป็นหาดทรายที่มีความสูงไม่มากนัก ส่วนบริเวณปากแม่น้ำและใกล้เคียงเป็นหาดทรายปนโคลนที่เกิดจากการพัดพาตะกอนของลำน้ำสายต่างๆ บนที่สูง จากการที่เปลือกโลกมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้ฝั่งทะเลเกิดการยกตัวสูงขึ้น และบางแห่งก็ยุบจมต่ำลง ลักษณะฝั่งทะเลจึงสามารถจำแนกรูปลักษณ์ตามภูมิประเทศที่พบได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. ฝั่งทะเลยุบจม (submerged shoreline) ฝั่งทะเลที่เกิดจากการยุบระดับต่ำลงของเปลือกโลก ทำให้น้ำทะเลไหลเข้ามาท่วมบริเวณผืนดินชายฝั่ง เกิดเป็นแนวฝั่งขึ้นใหม่ที่ถอยร่นจากแนวฝั่งเดิมเข้ามาในแผ่นดิน ฝั่งทะเลประเภทนี้ส่วนใหญ่มักเป็นหน้าผาชัน ไม่ค่อยพบที่ราบชายฝั่ง แนวฝั่งพบลักษณะเว้าแหว่งมาก และหากภูมิประเทศเดิมเป็นภูเขา เมื่อเกิดการยุบจม ภูมิประเทศบริเวณนั้นมักเป็นลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะต่างๆ ลักษณะฝั่งทะเลยุบตัวที่พบได้ชัดเจน เช่น ฝั่งบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล หรือแนวฝั่ง-ทะเลด้านอันดามัน นอกจากนี้แม่น้ำที่ไหลลงสู่ทะเล ส่วนใหญ่พบปากแม่น้ำมีลักษณะกว้างมาก ซึ่งเรียกว่า “ชะวาก-ทะเล” เช่น บริเวณปากแม่น้ำกระบุรี จังหวัดระนอง เป็นต้น

2. ฝั่งทะเลยกตัว (emerged shoreline) ฝั่งทะเลที่เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลกหรือทะเลลดระดับลง ทำให้บริเวณที่เคยจมอยู่ใต้น้ำโผล่ผิวน้ำขึ้นมา รูปร่างของแนวชายฝั่งมักเรียบตรง ไม่ค่อยเว้าแหว่งมาก เช่น ชายฝั่งทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันออก หรือฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่จังหวัดชุมพรถึงจังหวัดนราธิวาส ชายฝั่งทะเลยกตัว บางแห่งมีฝั่งชันเป็นภูเขา เนื่องจากภูมิประเทศเดิมที่อยู่ใต้ทะเลมีความลาดชันมาก เช่น ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก บริเวณอ่าวพัทยา อำเภอสัตหีบ และอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นต้น

3. ฝั่งทะเลคงตัว (neutral shoreline) เป็นลักษณะฝั่งทะเลที่เปลือกโลกไม่มีการเคลื่อนไหวมาเป็นเวลานาน ทำให้แนวฝั่งคงที่ มีการเปลี่ยนแปลงสภาพของแนวฝั่งตามปกติ พบบริเวณดินดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาลักษณะชายหาด ริมทะเลพบภูมิประเทศที่เป็นหาดปรากฏตลอดแนวฝั่งทะเล ชายหาดที่พบอาจเป็นแนวโขดหินยื่นไปในทะเล หรือเป็นหาดโคลน หาดทรายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยทั่วไปแล้วชายหาดที่เกิดจากการทับถมของตะกอนวัตถุที่มีขนาดใหญ่ มักมีความลาดชันค่อนข้างมากกว่าหาดที่พบตะกอนวัตถุขนาดเล็ก การเปลี่ยนแปลงของหาดสะท้อนให้เห็นว่าทะเลไม่เคยหยุดนิ่ง ทะเลมีพลังงานมหาศาลที่สามารถสร้างและทำลายหรือให้เกิดการพัฒนาแนวชายฝั่งตลอดเวลา ดังเช่น พบชายหาดหลายแห่งถูกทำลายหรือเสื่อมโทรมไปและในขณะเดียวกันก็พบหาดหลายแห่งที่ถูกสร้างหรือบูรณะขึ้นใหม่ด้วยกลไกทางธรรมชาติ บริเวณหาดหินมักพบว่ามีความชันมาก และค่อยๆ กร่อนอย่างช้าๆ หรือช้ากว่าหาดทรายมาก อัตราการเกิดและการสึกกร่อนของหาดทรายจะแปรไปตามความรุนแรงของคลื่น การพัฒนาหาดทรายเกิดขึ้นเมื่อคลื่นพัดพาเข้ามา และอาจจะพัดพาทรายออกไปเมื่อคลื่นเปลี่ยนทิศทาง โดยปกติแล้วบริเวณที่เป็นแหลมยื่น จะพบหาดทรายทับถมอยู่ด้านเหนือกระแสน้ำ และจะถูกชะพาออกไปทางด้านใต้ของกระแสน้ำ