ปะการัง สารสนเทศ ทช. ระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ประโยชน์และความสำคัญ

เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร
เป็นที่ทราบกันดีว่าแนวปะการังเป็นแหล่งน้ำที่มีระบบนิเวศที่สลับซับซ้อน เปรียบเสมือนป่าดิบชื้น มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตสูงมาก สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์มีความสัมพันธ์กันเป็นห่วงโซ่อาหารที่สลับซับซ้อนและเป็นไปอย่างสมดุล โดยสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นใช้แนวปะการังเป็นแหล่งสืบพันธุ์ แหล่งวางไข่ แหล่งอนุบาลตัวอ่อน แหล่งหลบภัย และแหล่งหากิน แนวปะการังเป็นแหล่งที่มีผลผลิตทางชีวภาพสูง ผลผลิตประเภทปลาเศรษฐกิจหลายชนิดพบในแนวปะการัง

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของจำนวนชนิดปลาที่นำมาทำเป็นอาหารมีเพียง 20% โดยประมาณ เมื่อเทียบกับความหลากหลายโดยรวมของชนิดปลาที่พบได้ตามแนวปะการัง กลุ่มปลาที่สำคัญ เช่น ปลากะรัง ปลากะพง ปลาหมูสี ปลาสร้อยนกเขา ปลากล้วย ปลาโมง ปลาทรายขาว และปลาแพะ เป็นต้น ในบรรดาปลาเหล่านี้ บางชนิดพบได้เฉพาะในแนวปะการัง และขณะที่บางชนิดอาจแวะเวียนเข้ามาพักพิงหรือหากินในแนวปะการังเป็นครั้งคราว แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศแนวปะการังด้วย นอกจากปลาแล้ว ยังมีสัตว์น้ำอีกหลายประเภทที่สามารถใช้บริโภคได้ เช่น กุ้งมังกร หอยเป๋าฮื้อ หอยหน้ายักษ์ หอยเม่น ฯลฯ สำหรับหอยมือเสือนั้น

แต่ก่อนชาวประมงก็นำมาใช้บริโภคเช่นกัน แต่เนื่องจากการเก็บหอยมือเสือนั้น ต้องงัดแงะออกจากซอกปะการัง ก่อให้เกิดความเสียหายกับแนวปะการัง ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติห้ามทำการประมงหอยมือเสือ และหอยชนิดนี้ยังเป็นสัตว์คุ้มครองอีกด้วย นอกจากหอยมือเสือที่ขึ้นอยู่ตามซอกปะการังแล้ว ยังมีหอยอีกหลายประเภทที่เจาะฝังอยู่ในหัวปะการังเช่นกัน เช่น หอยเม็ดขนุนหรือบางท้องถิ่นเรียกว่าหอยพง (กลุ่ม mytilid) และหอยแครงหิน (Barbatira helbingi) หอยเหล่านี้ฝังอยู่ได้ทั้งในหัวปะการังที่ยังมีชีวิตอยู่และซากหัวปะการังตาย ชาวบ้านหลายท้องที่ เช่น บริเวณเกาะยาว จังหวัดพังงา และเกาะศรีบอยา จังหวัดกระบี่ เก็บหอยชนิดนี้มาบริโภค โดยเฉพาะเมื่อน้ำลงเต็มที่แนวปะการังบางส่วนโผล่พ้นน้ำ ชาวบ้านจะเดินค้นหาหอยประเภทนี้ โดยการใช้ขวานผ่าบนปะการังเพื่อดึงหอยออกมา วิธีการเช่นนี้นับว่าทำให้เกิดความเสียหายกับปะการังโดยตรงชาวประมงในท้องถิ่นที่มีแนวปะการัง ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแนวปะการังโดยตรง

ชาวประมงในท้องถิ่นที่มีแนวปะการัง ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแนวปะการังโดยตรง มีการทำประมงโดยใช้เครื่องมือประมงหลายประเภท เช่น ลอบ อวนถ่วง เบ็ด ฉมวก ทั้งนี้เครื่องมือที่ใช้ จะทำให้ได้สัตว์น้ำต่างชนิดกัน เช่น ลอบ มักใช้ดักฝูงปลาโมง ฝูงปลากะพงแดง ฉมวกและเบ็ดใช้จับปลากะรังเป็นต้น ในอดีตมีการใช้อวนล้อมหิน หรือที่เรียกกันว่าอวนญี่ปุ่น ในการดักปลาในแนวปะการัง วิธีการนี้ใช้กันค่อนข้างแพร่หลายในประเทศแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิธีการดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อแนวปะการังมาก เพราะวิธีนี้ชาวประมงจะดำน้ำเรียงหน้ากระดานไล่ต้อนฝูงปลา โดยใช้ลูกตุ้มเหล็กหรือหินกระทุ้งพื้นปะการัง เพื่อไล่ปลาให้แตกตื่นว่ายเข้าไปติดกับดัก ซึ่งเป็นอวนขนาดใหญ่ที่ขึงดักไว้ข้างหน้า ปัจจุบันการประมงประเภทนี้ได้ถูกห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2534

การใช้ประโยชน์ด้านการผลิตยารักษาโรค
แนวปะการังเป็นแหล่งที่เปรียบเสมือนคลังสารธรรมชาติ (natural product) ที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กำลังค้นคว้าหาตัวยาที่สำคัญในการรักษาโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารต้านมะเร็ง ตัวยาเหล่านั้น มีแนวโน้มว่าพบได้ในปะการังรวมทั้งในสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังหลายชนิด เช่น ฟองน้ำ ปะการังอ่อน กัลปังหา เพรียงหัวหอม ปลิงทะเล เป็นต้น ดังตัวอย่างงานวิจัยที่กำลังทดลองดำเนินงาน เช่น การสกัดสารจากเพรียง-หัวหอมสำหรับเป็นตัวยาต้านมะเร็งซึ่งดำเนินงานโดยอาจารย์ภาควิชาเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ยังพบว่า หินปะการังบางชนิดเช่นปะการังดอกไม้ทะเล (Goniopora spp.) มีรูพรุนคล้ายกระดูกคน จึงใช้หินปะการังชนิดนี้ในการทำกระดูกเทียมรักษาผู้ป่วยที่กระดูกหัก

สำหรับในวิถีชุมชนชาวประมงนั้น ก็ได้มีการใช้ประโยชน์ในด้านนี้เช่นกัน เช่น บดหินปูนปะการังดอกเห็ดให้ละเอียด แล้วผสมกับอาหารให้ไก่กิน เพื่อรักษาไก่ที่มีกระดูกขาไม่แข็งแรง ซึ่งก็เป็นการเสริมธาตุแคลเซี่ยมนั่นเอง ชุมชนชาวเลที่หาดราไวย์จังหวัดภูเก็ตได้ใช้เปลือกหอยเบี้ยจันทร์ ซึ่งอาศัยอยู่ตามซอกปะการังสำหรับทำยา โดยบดแล้วผสมกับน้ำมะนาวเพื่อปรุงยารักษาโรคเบาหวาน ชุมชนชาวเลที่นี่ยังใช้ไบรโอซัว (Bryozoans) ซึ่งเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ตามซอกปะการัง ทำยาแก้โรคผิวหนังด่างขาว มีการนำกิ่งกัลปังหามาใช้ปรุงยาแก้หอบ แก้ไอ แก้ไข้ แก้ปวดเอว มีชุมชนชาวประมงหลายแห่งเก็บปลิงทะเลเป็นอาหารและทำยาหลายประเภท เช่น รักษาแผลถูกน้ำร้อนลวก เลือดตกใน แผลในกระเพาะ ฯลฯ และยังส่งขายทำรายได้ค่อนข้างสูง โดยขายทั้งเนื้อปลิงตากแห้งและน้ำต้มปลิงให้กับพ่อค้ามาเลเซีย

การใช้หินปะการังเป็นวัสดุในการก่อสร้าง
สำหรับในบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ มัลดีฟ และอินโดนีเซีย ยังเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านใช้หินปะการังในการทำปูนขาวเพื่อผสมซีเมนต์ในการก่อสร้าง บางแห่งใช้หินปะการังในการก่อสร้างถนน ผนังบ้าน ผนังโบสถ์ กำแพง หรือถมที่ดิน แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ทั้งในอดีตและปัจจุบันยังไม่มีการนำปะการังมาใช้ในลักษณะนี้ การใช้ประโยชน์ในลักษณะนี้ นับว่าก่อให้เกิดความเสียหายกับแนวปะการังเป็นอย่างมาก กฎหมายของไทยไม่เปิดโอกาสให้ใช้ประโยชน์จากปะการังในด้านนี้

ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องประดับ
ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติให้ปะการังและกัลปังหาเป็นสัตว์คุ้มครอง ได้มีการนำเอาหินปะการังและกิ่งกัลปังหามาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับ เช่น ลูกปัดสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ฯลฯ เพื่อขายเป็นของที่ระลึก ปัจจุบันสินค้าของที่ระลึกประเภทนี้ได้ถูกห้ามในประเทศไทย ร้านค้าของที่ระลึกยังคงมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่หาได้จากแนวปะการัง โดยเฉพาะเปลือกหอยนานาชนิด ซึ่งบางชนิด เช่น หอยเบี้ยและหอยเต้าปูนที่หายาก อาจมีราคาชิ้นละนับหมื่นหรือแสนบาท และปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์ปะการังที่ทำขึ้นจากวัสดุเรซิน โดยลอกแบบเอามาจากของจริง ใช้ประโยชน์ในการตกแต่งตู้ปลา

เป็นแหล่งท่องเที่ยว
แนวปะการังเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ความสวยงามของแนวปะการังเป็นสิ่งดึงดูดใจที่โดดเด่นมากที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทย กิจกรรมการท่องเที่ยวชมแนวปะการัง มีทั้งประเภทการดำบนผิวน้ำ (skin diving) และดำน้ำลึก (SCUBA diving) และมีแหล่งสำหรับท่องเที่ยวกระจายอยู่ทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย แหล่งที่สวยงามและมีชื่อเสียงติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก คือ หมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา หมู่เกาะที่มีความสวยงามไม่แพ้กัน และมีศักยภาพที่จะถูกเสนอเป็นมรดกโลก คือ หมู่เกาะสุรินทร์ และหมู่เกาะตะรุเตา ผลจากการท่องเที่ยวก่อให้เกิดรายได้อย่างมหาศาลกระจายไปสู่ประชาชนที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ชาวประมง ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าของที่ระลึก หมอนวดแผนโบราณบริเวณชายหาด ฯลฯ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์จากแนวปะการังไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ในพื้นที่บางแห่งวิถีการประกอบอาชีพของชุมชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เช่น ชาวประมงแถบอ่าวกะตะ  อ่าวป่าตอง อ่าวบางเทาที่จังหวัดภูเก็ต ได้เปลี่ยนอาชีพมาขับเรือหางยาวรับนักท่องเที่ยวไปดำน้ำตามแนวปะการัง โดยยึดเป็นอาชีพหลัก

รวมถึงการใช้ประโยชน์ตามความเชื่อถือทางไสยศาสตร์ในท้องที่หลายแห่งยังนิยมนำกิ่งกัลปังหา มาทำเป็นปลัดขิกสำหรับป้องกันตัว การใช้กิ่งกัลปังหาประดับตกแต่งที่หิ้งพระ โดยมีความเชื่อว่ากัลปังหามีความขลัง