ปะการัง สารสนเทศ ทช. ระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในแนวปะการัง

ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศแนวปะการัง มีหลายด้าน ประกอบด้วย
แสง
แนวปะการังทั่วไปพบอยู่ในบริเวณน้ำตื้นที่แสงส่องถึงหรือในที่ที่มีตะกอนหรือแพลงก์ตอนในปริมาณที่แสงสามารถส่องถึงเนื่องจากสาหร่ายซูแซนเทลลี่ (zooxanthellae) ที่อยู่ในเนื้อเยื้อปะการังต้องการแสงในการสังเคราะห์แสง ซึ่งสาหร่ายซูแซนเทลลี่นั้น คือ สาหร่ายเซลล์เดียวในสกุล Symbiodinium spp. มีสีน้ำตาลอมเหลือง อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการังแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกับปะการัง และเป็นแหล่งพลังงานหลักของปะการัง (มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของพลังงานที่ปะการังได้รับ) สาหร่ายซูแซนเทลลี่จะใช้ของเสียที่เกิดจากปะการัง เช่น คาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหายใจ และธาตุอาหารต่างๆ จากกระบวนการเมตาบอลิซึมมาใช้ในการสังเคราะห์แสงที่ได้ผลผลิตเป็นออกซิเจนและสารอาหารส่งกลับให้ปะการัง แต่ปะการังบางประเภทสามารถอยู่ในน้ำลึกได้ เนื่องจากไม่มีสาหร่ายซูแซนเทลลี่อยู่ในเนื้อเยื่อ ปะการังกลุ่มนี้มีการเจริญเติบโตช้าและไม่สามารถพัฒนาเป็นแนวปะการัง ดังนั้นจึงพบแนวปะการังตามแนวชายฝั่งรอบเกาะหรือภูเขาใต้ทะเล และไม่พบแนวปะการังในที่ที่ลึกกว่า 50 เมตร

อุณหภูมิ
โดยปกติปะการังสามารถดำรงชีวิตได้ในที่ที่มีอุณหภูมิน้ำทะเลอยู่ในช่วง 20-30 องศาเซลเซียส แต่หากอุณหภูมิน้ำทะเลมีการเปลี่ยนแปลงจากปกติเช่น อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิสูงสุดที่ปะการังสามารถอยู่ได้ตามปกติ 1-2 องศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นเวลานาน ปะการังจะขับสาหร่ายซูแซนเทลลี่ออกจากเซลล์ และเนื่องจากรงควัตถุของสาหร่ายชนิดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปะการังมีสีต่างๆ ดังนั้นเมื่อไม่มีสาหร่ายจึงสามารถมองผ่านเนื้อเยื้อใสของปะการังลงไปจนเห็นสีขาวของโครงสร้างหินปูน ซึ้งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าปะการังฟอกขาว

สาหร่ายซูแซนเทลลี่(zooxanthellae)

สาหร่ายซูแซนเทลลี่ (zooxanthellae) คือสาหร่ายเซลล์เดียวในสกุล Symbiodinium มีสีน้ำตาลอมเหลืองที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการังแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกับปะการังและเป็นแหล่งพลังงานหลักของปะการัง (มากกว่า 80 เปอร์เซนต์ ของพลังงานที่ปะการังได้รับ) โดยสาหร่ายซูแซนเทลลี่จะใช้ของเสียที่เกิดจากปะการัง เช่น คาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการหายใจ และธาตุอาหารต่างๆ จากกระบวนการเมตาบอลิซึมมาใช้ในการสังเคราะห์แสงที่ได้ผลผลิตเป็นออกซิเจนและสารอาหารส่งกลับให้ปะการัง

ความเค็ม
ปะการังต้องการความเค็มที่ค่อนข้างคงที่ในช่วง 30-36 ดังนั้น บริเวณปากแม่น้ำหรือในพื้นที่ที่มีน้ำจืดไหลลงมามากจึงไม่พบแนวปะการัง หรืออาจมีปะการังบางชนิดที่ทนน้ำกร่อยขึ้นกระจายเป็นหย่อมๆ

ตะกอน
ตะกอนที่มีขนาดเล็กคล้ายดินโคลน (silt, clay) เป็นอันตรายต่อปะการังมาก เพราะนอกจากจะลดการส่องผ่านของแสงแล้ว ตะกอนเหล่านั้นอาจปกคลุมอยู่บนก้อนปะการังซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ปะการังสามารถขับเมือกออกมาเพื่อจับกับตะกอนให้ไหลหลุดออกไปได้ และในบริเวณที่มีคลื่นหรือกระแสน้ำไหลเวียนดีตะกอนจะถูกพัดพาออกไป ปะการังจึงสามารถอยู่ได้ แต่ในบริเวณที่มีการตกของตะกอนมากเกินไปจนปะการังไม่สามารถกำจัดออกไปได้ทันปะการังจะเสื่อมโทรมลงและตายในที่สุด

พื้นที่ลงเกาะ
ตัวอ่อนของปะการังส่วนใหญ่จะสร้างฐานหินปูนยึดติดกับพื้นที่ลงเกาะก่อนที่จะเจริญเติบโตขยายขนาดโคโลนีต่อไป พื้นที่ที่ปะการังสามารถลงเกาะและสามารถเจริญเติบโตได้ดีควรเป็นพื้นที่แข็งที่มีความมั่นคง ไม่ถูกกระแสคลื่นลมพัดพาไปโดยง่าย รวมทั้งไม่มีสิ่งมีชีวิตที่จะมาแก่งแย่งพื้นที่กับปะการังขึ้นคลุมอยู่ก่อนแล้ว เช่น สาหร่ายขนาดใหญ่ เพรียงหิน ฟองน้ำ พรมทะเล (zoanthids) พื้นที่ที่ปะการังสามารถลงเกาะได้ดีได้แก่ ซากแนวปะการังเก่า ก้อนหินขนาดใหญ่ แท่งเหล็ก แท่งคอนกรีต อิฐบล็อกซีเมนต์ ที่จมอยู่ใต้น้ำระยะหนึ่ง เป็นต้น