ปะการัง สารสนเทศ ทช. ระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

ภาวะคุกคามต่อแนวปะการัง

ตามธรรมชาติแล้ว ระบบนิเวศในแนวปะการังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่แนวปะการังมีพัฒนาการก่อกำเนิดขึ้นมาได้ นั่นก็เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง กล่าวคือมีการเจริญเติบโตของปะการังและขณะเดียวกันปะการังส่วนหนึ่งก็สลายไป แต่ก็เป็นลักษณะที่สมดุล ยังคงเกิดการสะสมหินปูนพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ แนวปะการังอาจได้รับความเสียหายเนื่องจากสาเหตุหลายประการ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น การเกิดปะการังฟอกขาวเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ พายุพัดทำลาย การเกิดดาวหนามระบาด ซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่มาแน่ชัดของการระบาดในหลายท้องที่และสาเหตุจากการรบกวนจากมนุษย์ ในปัจจุบันมีการพัฒนาชายฝั่งเพื่อใช้ประโยชน์ในรูปต่างๆ รวมทั้งมีการใช้ประโยชน์ในแนวปะการังโดยตรงทั้งทางด้านการประมงและการท่องเที่ยว จนก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมมากขึ้น แนวปะการังในแต่ละพื้นที่อาจมีความเสียหายแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของปัจจัยที่มากระทบ รวมทั้งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบชนิดของปะการังในพื้นที่นั้นๆว่ามีความบอบบางหรือทนทานต่อผลกระทบมากน้อยเพียงไรด้วย แนวปะการังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ บางแห่งอาจเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ กล่าวคือ เสื่อมโทรมลง ในขณะที่บางแห่งมีการฟื้นตัวเกิดขึ้น ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากมีการจัดการแนวปะการังในพื้นที่นั้นได้ผล หรืออาจมีการฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ บางแห่ง การฟื้นตัวเกิดขึ้นได้ช้ามากเนื่องจากมีปัจจัยที่คอยยับยั้งการเจริญเติบโตของปะการัง เช่น ที่เกาะสุรินทร์ในอ่าวใหญ่ทางฝั่งตะวันออก ปะการังยืนตายหลังจากเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในปี พ.ศ.2538 ต่อมาสาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina sp.) ได้เจริญเติบโตขึ้นปกคลุมบนซากปะการังอย่างหนาแน่น ทำให้ปะการังฟื้นตัวได้ยากขึ้น เนื่องจากตัวอ่อนปะการังถูกสาหร่ายแก่งแย่งพื้นที่และสาหร่ายยังบดบังแสง ทำนองเดียวกัน บางส่วนของชายฝั่งด้านตะวันออกที่เกาะสิมิลันและเกาะสต๊อค (ที่หมู่เกาะสุรินทร์) ได้รับความเสียหายมากจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ปะการังที่ตายแล้วมีพรมทะเล (zoanthid) ขึ้นบนซากปะการังค่อนข้างหนาแน่น ซึ่งเป็นการแก่งแย่งพื้นที่ ทำให้ตัวอ่อนปะการังลงยึดเกาะพื้นได้ยากขึ้นเช่นกัน

สาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina sp.)

สาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina sp.) ขึ้นปกคลุม

ปะการังที่ตายแล้วมีพรมทะเล (zoanthid)

ปะการังที่ตายแล้วมีพรมทะเล (zoanthid) ขึ้นบนซากปะการัง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยต่างๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแนวปะการังในท้องทะเลไทยอย่างเด่นชัด ดังนี้

ปัญหาที่เกิดจากมนุษย์
1. การพัฒนาชายฝั่ง เช่น การก่อสร้างที่มีการเปิดหน้าดิน ขุดลอกพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อกิจการต่างๆ เช่น ทำถนน ก่อสร้างอาคาร ฯลฯ มีหลายแห่งที่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องตะกอนถูกชะลงสู่ทะเลในช่วงฤดูฝน หลายแห่งยังมีการจัดการป้องกันไม่ให้ตะกอนถูกพัดพาลงสู่ทะเลไม่ดีพอ เช่น บริเวณอ่าวต่างๆ รอบเกาะภูเก็ต และเกาะสมุย เป็นต้น

การก่อสร้างอาคารบริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวต่างๆ

การก่อสร้างอาคารบริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวต่างๆ

การก่อสร้างอาคารบริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวต่างๆ รอบเกาะสมุย และเกาะภูเก็ต

2. การปล่อยน้ำเสียลงทะเล เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น อ่าวป่าตองที่จังหวัดภูเก็ตมีชุมชนขนาดใหญ่และขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีระบบบำบัดน้ำเสียรวมสำหรับชุมชน แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับน้ำเสียทั้งหมดได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแนวปะการังในจุดที่เห็นได้ชัด คือ บริเวณตอนในของอ่าวป่าตอง พบว่า แนวปะการังตรงจุดนั้นเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ปัญหาที่อาจพบในบางท้องที่เรื่องการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเลก็ยังพบอยู่ เช่น กรณีการลักลอบปล่อยน้ำเสียจากโรงแรมขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่ามีระเบียบข้อบังคับให้โรงแรมที่มีขนาดใหญ่ (จำนวนห้องเกินกว่า 80 ห้องขึ้นไป) ต้องมีระบบบำบัด น้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเล แต่ยังคงมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัดลงสู่ทะเล

ลักษณะการปล่อยน้ำเสียของบ้านเรือนบริเวณตอนในของอ่าวป่าตอง

ลักษณะการปล่อยน้ำเสียของบ้านเรือนบริเวณตอนในของอ่าวป่าตอง

3. การขุดแร่ในทะเล พื้นที่เขตจังหวัดภูเก็ตและพังงาเป็นแหล่งแร่ดีบุกที่สำคัญของประเทศ มีการทำเหมืองแร่ดีบุกทั้งบนฝั่งและในทะเลมาช้านาน มีคำถามว่าการขุดแร่ในทะเลทำให้แนวปะการังเสียหายอย่างไร? อันที่จริงแล้ว การขุดแร่ในทะเลนั้นมิได้ขุดลงบนแนวปะการังโดยตรง แต่เป็นการขุดบนพื้นทะเลนอกแนวปะการังออกไป ปัญหาจึงอาจเกิดขึ้นหากการขุดแร่นั้นอยู่ใกล้แนวปะการัง เนื่องจากเกิดการฟุ้งกระจายของตะกอนที่เกิดจากการขุดพื้นท้องทะเลและล้างแยกแร่ในเรือขุด ซึ่งมีการปล่อยน้ำล้างแร่ลงทะเลโดยตรง ตะกอนที่ฟุ้งกระจายในมวลน้ำอาจแพร่กระจายไปปกคลุมบนแนวปะการังที่อยู่ใกล้เคียง นอกจากปัญหาเรื่องตะกอนแล้ว การขุดแร่ในทะเลอาจทำให้สภาพความลาดชันของพื้นดินใต้ทะเลเปลี่ยนแปลงไปด้วย หากมีการขุดใกล้หาด อาจทำให้ชายหาดทรุดตัวลงได้ ดังที่ปรากฏที่หาดในอ่าวบางเทา จังหวัดภูเก็ต ซึ่งชาวบ้านเรียกขานแหล่งนั้นว่า “เลพัง”จากที่เคยมีการทดลองในห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับตะกอนที่มีผลต่อปะการัง (สุพัตรา, 2528) ได้ผลสอดคล้องกับผลที่พบในธรรมชาติ กล่าวคือปะการังตายมากขึ้นเมื่อมีอัตราการตกตะกอนสูง ตะกอนที่ทับถมปะการังมีผลโดยตรงต่อการหายใจของปะการัง ซึ่งเป็นผลให้ปะการังตายในที่สุด ผลกระทบนี้เป็นผลกระทบทางด้านกายภาพโดยตรง พบว่าปะการังแต่ละชนิดมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อตะกอนแตกต่างกัน ปะการังโขด (Porites lutea) เมื่อถูกตะกอนตกทับถมจะยังคงมีชีวิตได้ระยะหนึ่ง โดยขึ้นอยู่กับปริมาณตะกอนที่ปกคลุม ปะการังจะสร้างเมือกแผ่นบางๆ ออกมา ซึ่งแผ่นเมือกนี้จะจับตะกอนไว้ กระแสน้ำและคลื่นจะช่วยพัดพาลอกเอาแผ่นเมือกออกไป ปะการังก็จะเจริญเติบโตต่อไปได้ แต่ในสถานการณ์ที่มีตะกอนมากเกินไป ปะการังไม่สามารถทนได้ ในที่สุดตัวปะการังอาจจะตายไป เพราะขาดอาหารและออกซิเจน ปริมาณตะกอนที่ปกคลุมบนปะการังมักมีชั้นหนาไม่เท่ากัน กล่าวคือ ด้านข้างของหัว เป็นส่วนที่ตะกอนปกคลุมได้น้อย ส่วนด้านบนของหัว (โดยเฉพาะส่วนที่เว้าลงไป) เป็นส่วนที่ตะกอนตกทับถมและสะสมได้ง่าย ส่วนที่ถูกตะกอนทับถมมักจะตายไป ซึ่งต่อมาถ้าหากมีกระแสน้ำหรือคลื่นพัดพาตะกอนออกไป เนื้อเยื่อปะการังส่วนที่อยู่ด้านข้างที่ยังมีชีวิตก็สามารถแตกหน่อแบ่งตัวขยายออกไป ปกคลุมพื้นผิวที่เนื้อเยื่อตายไปแล้วได้ ทำให้เกิดการฟื้นตัวได้ ดังที่พบที่อ่าวกมลาในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งพบว่าปะการังบางส่วนมีการฟื้นตัวหลังจากตะกอนถูกคลื่นทะเลพัดพาออกไปในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ ได้ใช้ปะการัง 4 ชนิดในการทดลอง ได้แก่ ปะการังโขด (Porites lutea) ปะการังกิ่งช่องเล็ก (Montipora digitata) ปะการังเขากวาง (Acropora / ormosa) และปะการังดอกกะหล่ำ (Pocillopora damicornis) พบว่าปะการัง 2 ชนิดแรกทนทานต่อตะกอนได้มากกว่า 2 ชนิดหลัง

ผลกระทบจากการขุดแร่ต่อปะการังและการสร้างเมือกแผ่นของปะการัง ผลกระทบจากการขุดแร่ต่อปะการังและการสร้างเมือกแผ่นของปะการัง

ผลกระทบจากการขุดแร่ต่อปะการังและการสร้างเมือกแผ่นของปะการัง

สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ได้ติดตามศึกษาผลกระทบของตะกอนจากการขุดแร่ที่มีต่อแนวปะการังที่หาดไนยาง อ่าวบางเทา อ่าวกมลา และอ่าวป่าตองในจังหวัดภูเก็ตระหว่างปี พ.ศ.2524-2529 ในช่วงนั้นพบว่าแนวปะการังมีสภาพเสื่อมโทรมลงโดยเฉพาะที่อ่าวบางเทาและอ่าวกมลา ตะกอนได้ทับถมปกคลุมปะการัง อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ปะการังสามารถฟื้นตัวขึ้นได้บ้างเพราะตะกอนถูกคลื่นทะเลพัดพาออกไป แต่การฟื้นตัวนี้เกิดขึ้นเฉพาะในฤดูลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เท่านั้น เมื่อถึงฤดูการขุดแร่ใหม่แนวปะการังจะถูกทับถมด้วยตะกอนอีก ในปัจจุบันแนวปะการังในบริเวณเหล่านี้ได้ฟื้นตัวขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันอุตสาหกรรมการทำเหมืองแร่ดีบุกในทะเลได้หมดไปในประเทศ เนื่องจากราคาแร่ดีบุกตกต่ำและมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเข้ามามีบทบาทแทนที่

ปริมาณปกคลุมพื้นที่ของปะการังมีชีวิต ที่อ่าวบางเทาทองทิศใต้โซนลาดซัน

ปริมาณปกคลุมพื้นที่ของปะการังมีชีวิต ที่อ่าวบางเทาทองทิศใต้โซนลาดซัน

4. การทิ้งขยะลงทะเล ขยะที่เป็นปัญหาใหญ่ต่อแนวปะการัง คือ เศษอวน เกือบทุกท้องที่มักพบเศษอวนปกคลุมอยู่บนปะการัง อวนที่พบมีหลายประเภทและหลายขนาด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาทั้งสิ้น อวนที่ปกคลุมปะการังจะทำให้ปะการังตายไป เพราะปะการังไม่สามารถรับแสงแดดได้ และสาหร่ายที่มีลักษณะเหมือนตะไคร่น้ำขึ้นปกคลุมอวนอีกทีหนึ่ง สาหร่ายเหล่านั้นจับตะกอนในมวลน้ำไว้ ทำให้ปะการังตายเร็วขึ้น แหล่งที่มาของเศษอวนเกิดขึ้นได้หลายทาง เช่น 1) อาจเกิดจากชาวประมงซ่อมแซมอวนและตัดเศษอวนที่ไม่ใช้ทิ้งลงทะเล 2) ชาวประมงวางอวนถ่วงตามแนวปะการัง เมื่ออวนขาดและพันกับปะการัง ก็ไม่ได้เก็บขึ้นมา 3) อวนจากเรืออวนล้อมหรือเรืออวนลากขาด ถูกพัดพาไปตามกระแสน้ำ และตกค้างบนแนวปะการัง 4) การลากอวนใกล้ชายฝั่งตามเกาะต่างๆ อาจทำให้อวนติดพันตามกองหิน ทำให้อวนขาดและตกค้างอยู่ในแนวปะการัง อนึ่ง การลากอวนบนแนวปะการัง ตามที่มีการกล่าวถึงกันเสมอนั้น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะชาวประมงไม่เสี่ยงที่จะให้อวนติดพันกับปะการังซึ่งจะทำให้อวนเสียหายด้วย อีกประการหนึ่งปลาส่วนใหญ่ที่พบในแนวปะการังไม่ใช่ฝูงปลาเศรษฐกิจที่ใช้บริโภค ส่วนใหญ่เป็นปลาสวยงาม ส่วนปลาเศรษฐกิจที่พบ เช่น ปลากะรัง ปลาสร้อยนกเขา ฯลฯ มักหลบอยู่ตามซอกปะการัง และไม่ได้อยู่แบบรวมฝูง ส่วนที่มีการกล่าวกันว่าลากอวนในแนวปะการังนั้น แท้ที่จริง น่าจะเป็นพื้นทรายที่มีกองหินปะปนอยู่ซึ่งบางแห่งอาจมีปะการังขึ้นคลุมหินอยู่อย่างประปราย ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องขยะในทะเลมากขึ้นในท้องที่หลายแห่งได้จัดกิจกรรมการเก็บขยะในทะเลเป็นประจำทุกปี เช่น บริเวณหาดป่าตองและเกาะเฮในจังหวัดภูเก็ต บริเวณเกาะกระดาน เกาะมุก เกาะแหวน และเกาะม้า หินแดง หินม่วง ในจังหวัดตรัง และเกาะพีพี ในจังหวัดกระบี่ เป็นต้น

ปัญหาขยะในทะเลที่มีผลกระทบต่อปะการัง

ปัญหาขยะในทะเลที่มีผลกระทบต่อปะการัง ปัญหาขยะในทะเลที่มีผลกระทบต่อปะการัง

ปัญหาขยะในทะเลที่มีผลกระทบต่อปะการัง เช่น เศษอวนที่พบบริเวณแนวปะการัง และกิจกรรมเก็บขยะในทะเล

5. การระเบิดปลาในแนวปะการัง ตามกองหินใต้น้ำที่มีปะการังขึ้นเป็นหย่อมๆ มักพบปลาที่อยู่รวมกันเป็นฝูงอยู่ที่ระดับกลางน้ำจนถึงผิวน้ำ เช่น ปลากล้วยญี่ปุ่น ปลากะพงข้างปาน และปลาโมง เป็นต้น ฝูงปลาเหล่านี้เป็นสิ่งล่อใจให้เกิดการทำประมงอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การระเบิดปลา เป็นที่ทราบกันดีว่าการระเบิดปลาเป็นการทำลายปะการังอย่างรุนแรง เพราะแรงระเบิดนอกจากจะเป็นการฆ่าปลาตามเป้าหมายแล้ว ปะการังยังแตกหักเสียหาย ยากต่อการฟื้นตัว ในอดีตการระเบิดปลาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปตามเกาะต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน เช่น หมู่เกาะอาดังราวี ในจังหวัดสตูล เกาะกระดาน และเกาะไหง ในจังหวัดตรัง ฯลฯ แต่การระเบิดปลาในแนวปะการังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยมากในปัจจุบัน เนื่องจากในปัจจุบันมีการท่องเที่ยวทางทะเลมากขึ้น ทำให้การลักลอบระเบิดปลาทำได้ยากขึ้น เพราะประชาชนและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลมากขึ้น

6. การใช้ยาเบื่อปลาในแนวปะการัง จุดประสงค์หลักในการใช้ยาเบื่อ เช่น ไซยาไนด์ ก็เพื่อจับสัตว์น้ำบางประเภท เช่นปลาสวยงามและกุ้งมังกรที่หลบซ่อนอยู่ตามซอกโพรงปะการัง โดยใช้ปริมาณสารเคมีที่ไม่รุนแรงถึงกับทำให้สัตว์น้ำที่ต้องการนั้นตาย แต่อยู่ในสภาพมึนงง จนถูกต้อนเข้าสวิงได้ สารพิษยังคงสะสมอยู่ในตัวสัตว์น้ำ ทำให้อยู่ในสภาพอ่อนแอและมีชีวิตสั้นลง ปะการังเองก็จะได้รับผลกระทบจากสารเคมีด้วย แต่ยังไม่มีการศึกษากันอย่างจริงจังว่าผลกระทบที่เกิดกับปะการังรุนแรงมากน้อยเพียงไร ปัจจุบันยังพบว่าชาวประมงในบางพื้นที่ลักลอบใช้ไซยาไนด์ในการจับปลาและกุ้งมังกร

7. การลักลอบเก็บปะการัง ปะการังที่มีชีวิตมักมีสีสีสันสวยงาม จึงมักนิยมใช้ประดับตู้ปลา ซากหินปะการังก็เช่นกัน มักถูกนำมาจัดตามตู้โชว์ แต่ในปัจจุบันนี้ปะการังเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง (ประเภทสัตว์น้ำ) ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดยห้ามมิให้บุคคลใดครอบครองปะการัง อย่างไรก็ตามยังพบว่ามีการกระทำผิดในกรณีนี้อยู่บ้าง

การซื้อขายปะการัง

8. การลักลอบรื้อปะการัง กรณีนี้เป็นการรื้อปะการังที่อยู่ติดหาดออกไป โดยเฉพาะตามหาดที่อยู่หน้าสถานที่พักตากอากาศเพื่อให้เป็นพื้นทรายสำหรับนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ หรือเพื่อให้เรือขนาดเล็กสามารถวิ่งเข้าเทียบชายหาดได้ในช่วงน้ำลง กิจกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในแนวปะการังเป็นอย่างมาก เพราะปะการังที่ถูกรื้อออกจากที่เดิมมักจะตายไปในที่สุด ในกรณีที่รื้อปะการังแล้วนำไปทับถมเพื่อสร้างเป็นแนวเขื่อนกันคลื่น ก็ยิ่งก่อให้เกิดผลกระทบมากขึ้น เพราะเป็นการกั้นการไหลเวียนของกระแสน้ำที่ไหลเลียบฝั่ง อาจทำให้ลักษณะชายฝั่งเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือเกิดการกัดเซาะของชายฝั่งด้านหนึ่ง และเกิดการทับถมของตะกอนทรายในแนวปะการังหรือเกิดทรายทับถมหน้าหาดยื่นลงสู่ทะเลในอีกด้านหนึ่งของตัวเขื่อน เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพระบบนิเวศเดิมอย่างสิ้นเชิง กรณีเช่นนี้ พบตามหาดในบางท้องที่ เช่น เกาะสมุย เกาะพะงัน ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี

การลักลอบรื้อปะการัง

9. การท่องเที่ยวในแนวปะการัง ผลเสียหายเกิดทั้งจากการท่องเที่ยวประเภทดำที่ผิวน้ำ (skin diving) โดยมีการยืนหรือเดินเหยียบปะการังจนแตกหักเสียหาย และจากการท่องเที่ยวแบบดำน้ำลึก (scuba diving) ซึ่งนักดำน้ำอาจไม่ระมัดระวัง จนตีนกบกระแทกปะการังแตกหักเสียหาย ส่วนการทิ้งสมอลงในแนวปะการังนั้น ปัจจุบันพบน้อยลง เพราะในแนวปะการังหลายแห่งได้มีการติดตั้งทุ่นสำหรับผูกเรือไว้

การยืนหรือเดินเหยียบปะการังจนแตกหักเสียหาย

การยืนหรือเดินเหยียบปะการังจนแตกหักเสียหาย

การท่องเที่ยวแบบดำน้ำลึก (Scuba diving)

การท่องเที่ยวแบบดำน้ำลึก (Scuba diving)

10. การเดินเหยียบย่ำ พลิกปะการัง ชาวประมงในหลายท้องที่ยังหากินโดยการค้นหา จับ สัตว์น้ำบางประเภทที่หลบซ่อนอยู่ตามแนวปะการังน้ำตื้นหรือแนวปะการังที่โผล่พ้นน้ำเมื่อน้ำลง สัตว์น้ำดังกล่าว เช่น หมึกยักษ์ ปลิงทะเล หอยสวยงาม ฯลฯ การรื้อ พลิกหินปะการังให้หงายขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายกับปะการังโดยตรง และยังทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ ที่ขึ้นเคลือบอยู่ใต้หัวปะการัง เช่น ฟองน้ำ เพรียงหัวหอม ไบรโอซัว ฯลฯ ซึ่งชอบขึ้นอยู่ในที่กำบังแดด ต้องตายไปเพราะได้ถูกแดดแผดเผา ซึ่งสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้ก็มีความสำคัญในห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศ

11. การรั่วไหลของน้ำมันลงทะเล อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดเรืออับปางก่อให้เกิดน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล เป็นกรณีที่เกิดไม่บ่อยนัก ส่วนการชะล้างน้ำมันจากเรือประมง เรือท่องเที่ยว และเรือหางยาวลงสู่ทะเล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามอ่าวที่มีท่าเรือ เช่น บริเวณอ่าวต้นไทรที่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ เป็นต้น แต่ยังไม่มีรายงานผลกระทบที่เกิดเป็นบริเวณกว้าง

ปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหลายอย่างมีผลให้แนวปะการังเสียหายเป็นพื้นที่กว้าง แต่โดยปกติแล้วแนวปะการังมักฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติเช่นกัน ผลกระทบจากธรรมชาติที่เด่นชัด มีดังที่ยกตัวอย่างในกรณีต่อไปนี้

1. การเกิดดาวหนามระบาด ในปี พ.ศ.2527 สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน (เดิมศูนย์ชีววิทยาทางทะเล ภูเก็ต) ได้สำรวจการระบาดของดาวหนาม (crown-of-thorns starfish ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Acanthaster planci) ตามเกาะต่างๆ ทางฝั่งทะเลอันดามัน ขณะสำรวจพบว่า ดาวหนามกำลังระบาดรุนแรงที่สุดที่หมู่เกาะอาดัง-ราวี (จ. สตูล) ส่วนที่เกาะพีพีและเกาะรอก (จ. กระบี่) แนวปะการังได้เสียหายไปเป็นพื้นที่กว้างเนื่องจากดาวหนามระบาดไปก่อนหน้านั้นแล้ว ส่วนที่เกาะสุรินทร์ (จ. พังงา) และเกาะราชา (จ. ภูเก็ต) พบดาวหนามไม่มากนัก แต่มีร่องรอยความเสียหายของปะการังจากการถูกดาวหนามกิน สำหรับที่หมู่เกาะสิมิลัน (จ. พังงา) พบความเสียหายจากดาวหนามน้อยกว่าที่อื่น อย่างไรก็ตามพบว่าในปี พ.ศ.2538 พบดาวหนามระบาดอย่างรุนแรงที่เกาะปาหยัน (เกาะลูกที่สามของหมู่เกาะสิมิลัน) ซึ่งในคราวนั้นเจ้าหน้าที่ของสถาบันฯ ได้เก็บดาวหนามขึ้นมากว่าสามร้อยตัวในพื้นที่เล็กๆ

การระบาดของดาวหนามในบางพื้นที่ เช่น เมื่อต้นปี พ.ศ.2550 คณะสำรวจของสถาบันฯ พบว่า แนวปะการังในเวิ้งอ่าวทางฝั่งทิศใต้ของเกาะบางู (เกาะลูกที่เก้าของหมู่เกาะสิมิลัน) จ. พังงา มีดาวหนามกำลังระบาด แนวปะการังเปลี่ยนไปมากภายในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน เจ้าหน้าที่ของสถาบันฯ ได้เก็บดาวหนามที่เกาะบางูในปี พ.ศ.2550 และ 2551 แต่ก็ยังมีรายงานจากนักดำน้ำว่ายังมีการระบาดของดาวหนามที่เกาะบางูในปัจจุบัน (ปี พ.ศ.2552) ส่วนบริเวณจังหวัดภูเก็ต พบการระบาดในบางจุดทางฝั่งตะวันออกของเกาะราชาใหญ่และฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะแอว โดยพบว่าที่เกาะแอวเกิดการระบาดของ ดาวหนามรุนแรงมากตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ทางสถาบันฯ ได้พยายามลดจำนวนดาวหนามในพื้นที่เกาะแอว โดยจัดกิจกรรมเก็บดาวหนาม มีนักดำน้ำอาสาสมัครเข้าร่วมกิจกรรม

ปลาดาวหนามที่เกาะบางูในปี พ.ศ. 2550 และ 2551

นักวิทยาศาสตร์ได้ประเมินไว้ว่า หากมีดาวหนามเกิน 10 ตัว ในพื้นที่ 1 เฮกแตร์ (ประมาณ 10,000 ตาราง-เมตร) ให้ถือว่าอยู่ในระดับระบาด ถ้ามากกว่า 30 ตัว ถือว่าระบาดรุนแรงมาก ดังนั้นถ้าหากเรา ดำน้ำวนเวียนอยู่ในพื้นที่ขนาดนั้น แล้วพบว่ามีดาวหนามมากกว่า 10 ตัว ก็เห็นสมควรที่จะกำจัดดาวหนาม ทั้งนี้ถ้าอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอความเห็น และต้องได้รับอนุญาตก่อน วีธีการกำจัดดาวหนาม ทำง่ายๆ โดยใช้มีดคว้านตรงกลางลำตัวให้อวัยวะภายในกระจายออกมา อย่าผ่ากลางเป็นสองท่อน เพราะดาวทะเลสามารถงอกแขนใหม่กลายเป็นสองตัวได้ หรืออาจใช้วีธีเก็บขึ้นบนเรือแล้วเอาไปทิ้งบนฝั่งก็ได้

อันที่จริงแล้ว ดาวหนามก็เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแนวปะการัง เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ หากปริมาณอยู่ในระดับสมดุล มันก็เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ดาวหนามมักจะเลือกกินปะการังเขากวางเป็นอันดับแรก ปะการังประเภทนี้เจริญเติบโตเร็วกว่าปะการังชนิดอื่น ในบางพื้นที่ปะการังเขากวางเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนปกคลุมพื้นที่หนาแน่นเป็นดงกว้างใหญ่ ทำให้ปะการังประเภทเจริญเติบโตช้ามีโอกาสครอบครองพื้นที่ได้น้อยมาก แนวปะการังแห่งนั้นจึงมีความหลากหลายของชนิดปะการังต่ำ แต่ถ้าหากมีดาวหนามคอยกินปะการังเขากวางไปบ้าง ทำให้มีพื้นที่ว่างสำหรับตัวอ่อนปะการังชนิดอื่นๆ ได้มีโอกาสลงเกาะพื้นเจริญเติบโตต่อไปได้ นี่คือสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ในปัจจุบัน การใช้ปุ๋ยในการเกษตรมีปริมาณมากขึ้น ปุ๋ยส่วนเกินจะถูกชะลงสู่แม่น้ำลำคลอง และอาจลงสู่ทะเลในที่สุด ปุ๋ยเหล่านั้นยังคงเป็นปุ๋ยสำหรับแพลงก์ตอนพืช ซึ่งแพลงก์ตอนพืชก็เป็นอาหารสำหรับแพลงก์ตอนสัตว์ ตัวอ่อนของดาวหนาม ซึ่งเป็นแพลงก์ตอนสัตว์ก็อาจเพิ่มปริมาณได้ในขบวนการนี้ อีกประการหนึ่ง สัตว์ที่กินดาวหนามเป็นอาหาร เช่น หอยสังข์แตร ปลาวัว และปลาปักเป้า อาจถูกล่ามากเกินไป ทำให้ปริมาณดาวหนามเพิ่มขึ้นได้ หรือในกรณีที่นักท่องเที่ยวเปลี่ยนพฤติกรรมสัตว์น้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์โดยการให้อาหาร เช่น ให้ขนมปังหรือเศษข้าวแก่ปลาสลิดหินบั้งเขียวเหลือง (Abudefduf vaigiensis) ซึ่งเป็นปลาที่กินแพลงก์ตอน (รวมทั้งไข่ดาวหนามที่ถูกปล่อยออกมาช่วงผสมพันธุ์) เป็นอาหาร ก็เป็นการทำให้ตัวอ่อนและไข่  ดาวหนามถูกปลากินน้อยลง มีโอกาสอยู่รอดมากขึ้น จะเห็นได้ว่าชีวิตในท้องทะเลเกี่ยวพันกันเป็นสายใยอาหารที่ซับซ้อน หากปริมาณสิ่งมีวิตอยู่ในระดับสมดุล ระบบนิแวศนั้นก็ดำรงอยู่ได้ ในทางตรงกันข้าม หากสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป ระบบนิเวศนั้นก็มีโอกาสเสียหาย

หอยสังข์แตร

หอยสังข์แตร

ปลาปักเป้า

ปลาปักเป้า

ปลาวัว

ปลาวัว

สัตว์ที่กินดาวหนามเป็นอาหาร เช่น หอยสังข์แตร ปลาวัว และปลาปักเป้า

ปลาสลิดหินบั้งเขียวเหลือง(Abudefduf vaigiensis)

ปลาสลิดหินบั้งเขียวเหลือง (Abudefduf vaigiensis)

2. พายุพัดทำลาย เหตุการณ์พายุพัดทำลายแนวปะการังในน่านน้ำไทยเกิดขึ้นหลายครั้ง คือ ในปี พ.ศ.2529 ทางฝั่งทะเลอันดามันเกิดคลื่นพายุลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่รุนแรงมาก และทางฝั่งอ่าวไทยเกิดพายุเกย์และพายุลินดาในปี พ.ศ.2532 และ 2540 ตามลำดับ ผลของคลื่นพายุก่อให้เกิดความเสียหายในแนวปะการังเป็นบริเวณกว้าง

3. คลื่นสึนามิ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นทางฝั่งทะเลอันดามันเมื่อปลายปี พ.ศ.2547 ความรุนแรงของคลื่นสึนามิทำให้ปะการังเสียหายในหลายรูปแบบ เช่น พลิกคว่ำ แตกหัก ทรายทับถม จากการประเมินความเสียหายอย่างหยาบๆ โดยนักวิชาการและนักดำน้ำอาสาสมัคร สรุปได้ว่ามีแนวปะการังที่ได้รับความเสียหายในระดับรุนแรง (หมายถึง แนวปะการังในแหล่งนั้นๆ แตกหักพลิกคว่ำหรือเสียหายในรูปแบบต่างๆ มากกว่า 50%) กินพื้นที่ประมาณ 13% ของแนวปะการังทั้งหมดทางฝั่งทะเลอันดามัน บริเวณที่เสียหายมาก มักเป็นจุดที่อยู่ตามหัวเกาะและร่องน้ำระหว่างเกาะ

4. การเกิดปะการังฟอกขาว (coral bleaching) ปกติแล้วปะการังในน่านน้ำไทยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในน้ำทะเลที่อุณหภูมิประมาณ 28-29 องศาเซลเซียส แต่ถ้าหากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นถึง 30-31 องศาเซลเซียสติดต่อกันนาน 3-4 สัปดาห์ขึ้นไป จะทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวขึ้น การที่ปะการังที่เราเคยเห็นว่ามีหลากสีกลับกลายเป็นสีขาวนั้น เป็นเพราะสาหร่ายเซลล์เดียว (เรียกโดยทั่วไปว่า zooxanthellae) ที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อปะการังได้หลุดออกไป ทำให้เนื้อเยื่อปะการังกลับกลายเป็นเนื้อเยื่อใสไม่มีสี สามารถมองทะลุผ่านไปถึงโครงหินปูนสีขาวที่รองรับเนื้อเยื่อได้ หากปะการังอยู่ในสภาพฟอกขาวติดต่อนานเกินหนึ่งเดือน ปะการังนั้นมักจะตายไป เพราะขาดสารอาหารที่ได้รับจากสาหร่ายที่อยู่ในตัวมัน โดยทั่วไปแล้วเมื่อเกิดการฟอกขาว ปะการังเขากวาง (Acropora spp.) เป็นพวกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด กล่าวคือมีความไวต่อการเกิดการฟอกขาวมากที่สุด ส่วนปะการังที่ได้รับผลกระทบน้อยมาก ได้แก่ ปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora) ปะการังสีน้ำเงิน (Heliopora coerulea) และปะการังลายดอกไม้ (Pavona decussata) ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวเคยเกิดทางฝั่งทะเลอันดามันหลายครั้งที่บันทึกไว้ คือ ในปี พ.ศ.2534 2538 2541 และ 2546 สำหรับในปี พ.ศ. 2541 นั้น เป็นปีที่เกิดปะการังฟอกขาวในอ่าวไทยรวมทั้งอีกหลายแห่งในเขตร้อนทั่วโลก แต่สำหรับทางฝั่งทะเลอันดามันแล้ว ความเสียหายไม่มากนัก เนื่องจากมีกระแสน้ำเย็นจากก้นทะเลผุดขึ้นบริเวณชายฝั่ง ทำให้อุณหภูมิไม่สูงต่อเนื่องยาวนานเหมือนที่อื่นๆ การเกิดปะการังฟอกขาวครั้งล่าสุดในปี พ.ศ.2553 ปะการังทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทยได้รับผลกระทบรุนแรงมาก

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวเคยเกิดทางฝั่งทะเลอันดามันหลายครั้ง

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวเคยเกิดทางฝั่งทะเลอันดามันหลายครั้ง

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวเคยเกิดทางฝั่งทะเลอันดามันหลายครั้ง ที่บันทึกไว้คือในปี พ.ศ. 2534 2538 2541 และ 2546

ปะการังโขด

ปะการังโขด

ปะการังเขากวาง (Acropora spp.)

ปะการังเขากวาง (Acropora spp.)

ปะการังดาวใหญ่

ปะการังดาวใหญ่

ปะการังสีน้ำเงิน

ปะการังสีน้ำเงิน

ปะการังลายดอกไม้

ปะการังลายดอกไม้