สถานภาพของพื้นที่

พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง (Ranong Biosphere Reserve)
ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน บริเวณอำเภอเมือง จังหวัดระนอง สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศ มีพื้นที่ทั้งส่วนที่เป็นทะเลและแผ่นดินรวมทั้งหมด 189,431 ไร่ ทิศเหนือติดกับคลองระนอง บริเวณอำเภอเมืองระนอง ทิศใต้ติดกับคลองทรายขาว และทะเลอันดามัน ทิศตะวันออกติดกับอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว และทิศตะวันตกติดกับทะเลอันดามัน พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง มีการแบ่งพื้นที่โดยอาศัยภูมิประเทศและความอุดมสมบูรณ์ของป่ารวมทั้งกิจกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการมีส่วนร่วมของชุมชนประกอบด้วยพื้นที่เขตแกนกลาง มีเนื้อที่ 28,588 ไร่ เป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์และไม่ถูกรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ล้อมรอบด้วยลำคลองและทะเล จึงเหมาะเป็นแหล่งสงวนและอนุบาลสัตว์น้ำ และป้องกันการพังทลายของชายฝั่ง อันเนื่องมาจากความรุนแรงของคลื่นลม พื้นที่ต่อมาคือพื้นที่กันชน มีเนื้อที่ 121,250 ไร่ อยู่นอกเขตแกนกลางเป็นพื้นที่ที่สามารถจัดการให้มีการฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในรูปแบบต่างๆ อย่างยั่งยืน และพื้นที่สุดท้ายคือพื้นที่รอบนอก มีเนื้อที่ 39,594 ไร่ เป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ รวมกัน เช่น การเกษตร แหล่งชุมชน และอุตสาหกรรม ซึ่งการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่รอบนอกจะต้องส่งผลกระทบให้น้อยที่สุดต่อพื้นที่เขตแกนกลางของพื้นที่สงวนชีวมณฑล

สภาพทั่วไปของพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศ
พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ในเขตท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดระนอง อาณาเขตทิศเหนือติดกับคลองระนองและปากน้ำระนอง ทิศใต้ติดกับคลองทรายขาว อำเภอเมืองและทะเลอันดามัน ทิศตะวันออกติดกับอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว และทิศตะวันตกติดกับทะเลอันดามัน บริเวณเส้นละติจูดที่ 9 ° 43¢ เหนือ ถึงเส้นละติจูดที่ 9 ° 57¢ เหนือ และเส้นลองจิจูดที่ 98 ° 29¢ ตะวันออก ถึงเส้นลองจิจูดที่ 98 ° 39¢ ตะวันออก พื้นที่ชายฝั่งทะเลของจังหวัดระนองเกิดจากการจมตัวของชายฝั่งอันเนื่องมาจากการเกิดรอยเลื่อนในคาบสมุทรทำให้เกิดพื้นที่ดินเลนกว้างและได้รับอิทธิพลจากการท่วมถึงของน้ำทะเลเป็นประจำ นอกจากนี้ในบริเวณพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ยังมีลำคลองต่างๆ หลายสายที่ไหลลงสู่ทะเล ที่สำคัญได้แก่ คลองหงาว คลองละออง คลองบางริ้น และคลองทรายขาว จึงทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีป่าชายเลนกระจายเป็นบริเวณกว้าง นับว่าเป็นพื้นที่ป่าชายเลนผืนใหญ่และมีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

สภาพภูมิอากาศ
จังหวัดระนองตั้งอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบฝนเมืองร้อน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ จากข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีอุตุนิยมวิทยา จังหวัดระนอง ในคาบ 10 ปี (พ.ศ. 2546-พ.ศ. 2555) พบว่า ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยทั้งปีมีค่าเท่ากับ 4,078.26 มิลลิเมตร เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่มีฝนตกเฉลี่ยสูงสุดถึง 669.46 มิลลิเมตร และเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่มีฝนตกเฉลี่ยต่ำสุดเพียง 21.83 มิลลิเมตร ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยในรอบ 10 ปี มีค่า 27.42 องศาเซลเซียส เดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูงสุดคือ 36.16 องศาเซลเซียส สำหรับความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยในรอบ 10 ปี มีค่าร้อยละ 78.72 เดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่มีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยสูงสุดคือร้อยละ 96.90 และเดือนกุมภาพันธุ์เป็นเดือนที่มีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยต่ำสุดคือ ร้อยละ 38.1

ลักษณะดิน
ดินป่าชายเลนบริเวณพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง เกิดจากการทับถมของตะกอนทั้งที่มาจากบนบก และทะเล แล้วมีการพัฒนาตัวของดินตามช่วงเวลาต่างๆ กัน เมื่อดินมีการพัฒนาตัวมากขึ้นก็จะมีพันธุ์พืชป่าชายเลนขึ้นปกคลุม โดยทั่วไปดินป่าชายเลนจัดเป็นดินที่เกิดใหม่ ดินมีการพัฒนาชั้นดินน้อยเนื่องจากมีน้ำทะเล แช่ขังอยู่ตลอดเวลา มีอัตราการสะสมวัตถุต่างๆ มากกว่าการสูญเสีย ตลอดจนมีการเคลื่อนย้ายหรือการเปลี่ยนแปลงของวัตถุ หรือสารประกอบต่างๆ ในดินน้อย ดังนั้นจึงมีชั้นดินหลักเพียง 2 ชั้น คือ ดินชั้นบนหรือชั้นเอ และดินชั้นล่างหรือดินชั้นซี โดยดินชั้นบนหรือดินชั้นเอส่วนใหญ่จะมีความลึกไม่เกิน 30 เซนติเมตร จากผิวดิน มีสีน้ำตาลปนเทาหรือน้ำตาลและพบจุดประคล้ายสีสนิมเหล็กกระจายอยู่ทั่วไป ส่วนดินชั้นล่างดินชั้นซีหรือมีสีเทาปนน้ำเงินเนื่องจากมีน้ำทะเลท่วมขังอยู่เกือบตลอดเวลาดินเป็นเลนมาก และดินมีความสามารถในการรองรับน้ำหนักได้น้อย นอกจากนี้ดินป่าชายเลนบริเวณพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง มีศักยภาพเป็นดินกรดจัดเนื่องจากมีสารประกอบกำมะถันอยู่ในระดับสูงมาก ดินมีเกลือสะสมอยู่มากซึ่งได้รับจากน้ำทะเลนั่นเอง ดินมีปริมาณอินทรียวัตถุสูงจัดเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง อย่างไรก็ ตามดินป่าชายเลนนี้ไม่เหมาะในการนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นเนื่องจากมีข้อจำกัดหลายประการจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาสภาพดินป่าชายเลนเอาไว้ให้เป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ตลอดไป

ลักษณะการขึ้นลงของน้ำทะเล
ชายฝั่งทะเลบริเวณพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนองได้รับอิทธิพลจากการท่วมถึงของน้ำทะเลเป็นประจำ โดยมีการขึ้นลงของน้ำวันละ 2 ครั้ง หรือเรียกน้ำขึ้นน้ำลงเป็นแบบน้ำคู่ (semidiurnal tide) มีความแตกต่างของน้ำขึ้นน้ำลงเฉลี่ยเท่ากับ 1.3 เมตร ในช่วงน้ำตาย (ประมาณ 7-11 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม) และ 3.5 เมตร ในช่วงน้ำเกิด (ประมาณ 12-6 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม) โดยในขณะน้ำใหญ่หรือน้ำเกิด จะมีน้ำในลำคลองมากกว่าปกติ น้ำจะไหลเชี่ยวมากการขึ้นลงของน้ำทะเลค่อนข้างเร็ว โดยในช่วงน้ำใหญ่นี้น้ำทะเลจะท่วมถึงป่าชายเลนสูงประมาณ 1 เมตร และเมื่อน้ำลงน้ำในลำคลองแห้งบางบริเวณ เช่น บริเวณปลายคลองอาจแห้งสนิท ส่วนในช่วงน้ำตาย น้ำในลำคลองจะมีปริมาณไม่มากนักน้ำจะไม่ไหลเชี่ยว เหมือนช่วงน้ำใหญ่หรือน้ำเกิดและที่สำคัญพื้นที่ส่วนใหญ่ในป่าชายเลนน้ำทะเลจะท่วมไม่ถึงจึงเป็นช่วงเวลาลา ที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานด้านป่าชายเลน

สังคมพืชในป่าชายเลน
ป่าชายเลนในบริเวณพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิดที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Rhizophoraceae จากการสำรวจชนิดพันธุ์ไม้ป่าชายเลนในพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง พบว่าประกอบด้วยพันธุ์ไม้ ป่าชายเลน 26 วงศ์ 38 สกุล และ 52 ชนิด

สัตว์ในป่าชายเลน
ชนิดพันธุ์สัตว์ที่พบในพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง พบว่ามีปลาอยู่ 98 ชนิด แพลงค์ตอนพืช 124ชนิด สัตว์พวกคลัสตาเซี่ยน 28 ชนิด สัตว์หน้าดิน 77 ชนิด แมลง 30 ชนิด แบคทีเรีย 20 ชนิด และ รา (ฟังไจ)จำนวน 59 ชนิด

ลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคม
พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง มีชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่หลายชุมชนทั้งในเขตแกนกลาง เขตกันชน และเขตรอบนอก ในเขตแกนกลางและเขตกันชนมีประชากรอาศัยอยู่ไม่มากนักแต่จะหนาแน่นในพื้นที่เขตรอบนอก สำหรับชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตแกนกลางและเขตกันชนนั้นเป็นชุมชนที่อยู่ในป่าชายเลนและชุมชนเหล่านี้ตั้งอยู่ก่อนที่ทางองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโกประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล เมื่อปี พ.ศ. 2540 ซึ่งชุมชนที่อยู่ในเขตแกนกลาง ประกอบด้วย 3ชุมชนได้แก่ บ้านหาดทรายขาว ประชากร 20 คน บ้านเกาะจาก ประชากร 100 คน และบ้านเกาะกำประชากร 23 คน โดยมีประชากรในเขตแกนกลางรวมกันประมาณ 143 คน ส่วนในพื้นที่เขตกันชนประกอบด้วย 3 ชุมชนได้แก่ บ้านหาดทรายดำ ประชากร 532 คน บ้านเกาะเหลา ประชากร 507 คน และบ้านเกาะเหลานอก (บ้านชาวเล) ประชากร 278 คน โดยมีประชากรในเขตกันชนรวมกันประมาณ 1,317 คน(ข้อมูลจากการสำรวจปี พ.ศ.2556) ซึ่งประชากรที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนเหล่านี้ได้อาศัยป่าชายเลนเป็นแหล่งทำมาหากินโดยส่วนใหญ่ยึดอาชีพประมงเป็นหลักได้แก่ การจับสัตว์น้ำต่างๆ ได้แก่ ปลา หอย ปูดำและปูแสม รวมทั้งจับกุ้งสำหรับทำกะปิ โดยเฉพาะบ้านเกาะเหลาซึ่งจะยึดอาชีพทำกะปิเป็นหลัก นอกจากนี้ยังทำฟาร์มปูนิ่มและเลี้ยงปลาในกระชังอีกด้วย ส่วนในพื้นที่รอบนอกนั้นประกอบด้วย 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลบางริ้น มีประชากร 4,504 คน ตำบลหงาว มีประชากร 7,973 คน และตำบลราชกรูด มีประชากร 2,726 คน ซึ่งตำบลเหล่านี้ตั้งอยู่นอกเขตพื้นที่ป่าชายเลน มีประชากรรวมกัน ประมาณ 15,203 คน โดยประชากรส่วนใหญ่ยึดอาชีพเลี้ยงกุ้ง ทำเกษตรกรรม ได้แก่ สวนยางพารา และปา ล์มน้ำมัน ตลอดจนรับจ้างและอื่นๆ