บริเวณทะเลอันดามันตอนล่าง

สถานภาพแนวปะการัง พ.ศ. 2557 จังหวัดกระบี่

หมู่เกาะพีพี
เกาะพีพีดอน : เป็นเกาะขนาดใหญ่ มีแนวปะการังก่อตัวหนาแน่นรอบทั้งเกาะ ยกเว้นด้านตะวันตกเฉียงใต้ที่เป็นลักษณะหน้าผาหินมีปะการังขึ้นกระจายเล็กน้อย แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย พื้นที่แนวปะการังทั้งหมดประมาณ 2,353 ไร่ สามารถแบ่งแนวปะการังตามพื้นที่ต่างๆ ได้ดังนี้

- อ่าวโล๊ะดาลัม แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหายมาก (ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ 1 : 2.8) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 19.8% ปะการังตาย 54.6% ทราย 10.9% และหิน 14.7% ปะการังโดยทั่วไปที่พบ ได้แก่ ปะการังโขด (Porites lutea) และปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora)

- อ่าวลานา แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย (ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ 1 : 2.4) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 15.9% ปะการังตาย 38.4% ทราย 12.8% และหิน 32.9% ปะการังโดยทั่วไปที่พบ ได้แก่ปะการังโขด (Porites lutea) ปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora) และปะการังช่องเล็ก (Montipora spp.)

- แหลมตง แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย (ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ 1 : 2.4) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 26.5% ปะการังตาย 63.8% และทราย 9.7% ปะการังที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ ปะการังโขด(Porites lutea) และปะการังเขากวาง (Acropora spp.)

- ด้านตะวันออก แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย (ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ 1 : 2.0) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 29.6% ปะการังตาย 59.6% และทราย 10.8% ปะการังที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ ปะการังโขด (Porites lutea) และปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora)

- อ่าวต้นไทรด้านตะวันออก แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหายมาก (ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ 1 : 2.53) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 24.6% ปะการังตาย 62.3% ทราย 12.8% และหิน 0.3% ปะการังที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ ปะการังโขด (Porites lutea)

- อ่าวต้นไทรด้านตะวันตก แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย (ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ 1 : 1.7) ปะการังที่มีชีวิตขึ้นปกคลุม 30.4% ปะการังตายปกคลุม 51.3% ทราย 11.3% และหิน 7.0% ปะการังโดยทั่วไปที่พบ ได้แก่ ปะการังโขด (Porites lutea) และปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora)

เกาะกลาง : ปะการังค่อนข้างหนาแน่นเป็นส่วนใหญ่ แต่มีบางส่วนขึ้นคลุมบนพื้นทราย แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย(ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ 1:2.3) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 21.2% ปะการังตาย 49.7% และทราย 29.1%ปะการังที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ ปะการังโขด (Porites sp.) ปะการังเคลือบหนาม (Echinophyllia sp.) ปะการังดอกไม้ทะเล (Goniopora sp.) ปะการังช่องเล็ก (Montipora spp.) และปะการังเห็ด (Fungia sp.) พื้นที่แนวปะการังทั้งหมดประมาณ 291 ไร่

เกาะไม้ไผ่ : ปะการังขึ้นปกคลุมหนาแน่นรอบทั้งเกาะ แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย (ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ 1:2.1) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 26.1% ปะการังตาย 54.7% ทราย 18.8% และสาหร่าย 0.4% ปะการังที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ ปะการังโขด (Porites spp.) ปะการังลายลูกฟูก (Pachyseris spp.) ปะการังช่องหนาม(Echinopora sp.) และปะการังช่องเล็ก (Montipora sp.) พื้นที่แนวปะการังทั้งหมดประมาณ 765 ไร่

เกาะยูง : ปะการังขึ้นปกคลุมรอบทั้งเกาะ แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย (ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ1: 2.2) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 18.9% ปะการังตาย 41.4% ทราย 7.4% และหิน 32.3% ปะการังที่พบโดยทั่วไปได้แก่ ปะการังโขด (Porites sp.) ปะการังสีน้ำเงิน (Heliopora coerulea) ปะการังเขากวาง (Acropora sp.)ปะการังดอกกะหล่ำ (Pocillopora sp.) และปะการังเห็ด (Fungia sp.) พื้นที่แนวปะการังทั้งหมดประมาณ 102 ไร่

เกาะพีพีเล : แนวปะการังก่อตัวหนาแน่นรอบทั้งเกาะ ยกเว้นด้านตะวันตกเฉียงใต้ที่เป็นลักษณะหน้าผาหินมีปะการังขึ้นกระจายเล็กน้อย แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย พื้นที่แนวปะการังทั้งหมดประมาณ 237 ไร่ สามารถแบ่งแนวปะการังตามพื้นที่ต่างๆ ได้ดังนี้

- ด้านตะวันออก แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย (ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ 1 : 1.8) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 28.0% ปะการังตาย 49.3% ทราย 12.7% และหิน 10.00% ปะการังที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ ปะการังโขด (Porites lutea) ปะการังสีน้ำเงิน (Heliopora coerulea) ปะการังช่องเล็ก (Montipora spp.)ปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora) ปะการังเห็ด (Fungia sp.)

- ด้านตะวันตก แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย (ปะการังที่มีชีวิต : ปะการังตาย เท่ากับ 1 : 2.1) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 18.3% ปะการังตาย 38.6% ทราย 8.8% และหิน 34.3% ปะการังที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ ปะการังโขด (Porites lutea) ปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora) และปะการังดอกกะหล่ำ (Pocillopora spp.)

เกาะบิด๊ะใน : ปะการังส่วนใหญ่ขึ้นปกคลุมบนโขดหินรอบทั้งเกาะ ยกเว้นด้านใต้ของเกาะจะพบดอกไม้ทะเล (Sea anemone) ขึ้นหนาแน่น แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพสมบูรณ์ปานกลาง (ปะการังที่มีชีวิต: ปะการังตาย เท่ากับ 1 : 1.5) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 17.2% ปะการังตาย 25.0% ทราย 9.4% หิน 46.7% และดอกไม้ทะเล 1.7% ปะการังที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ ปะการังดอกไม้ทะเล (Goniopora sp.) ปะการังสมอง (Symphyllia sp.) ปะการังดาวใหญ่ (Diploastreaheliopora) ปะการังช่องเล็ก (Montipora spp.) และปะการังเห็ด (Fungia sp.) พื้นที่แนวปะการังทั้งหมดประมาณ 6 ไร่

เกาะบิด๊ะนอก : ปะการังส่วนใหญ่ขึ้นปกคลุมบนโขดหินรอบทั้งเกาะ แนวปะการังโดยทั่วไปมีสภาพเสียหาย (ปะการังที่มีชีวิต: ปะการังตาย เท่ากับ 1 : 1.9) โดยเฉลี่ยมีปะการังที่มีชีวิต 17.7% ปะการังตาย 33.7% ทราย 4.6% และหิน 44.0%ปะการังที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ ปะการังสมอง (Symphyllia sp.) ปะการังดาวใหญ่ (Diploastrea heliopora)ปะการังช่องเล็ก (Montipora spp.) และปะการังเห็ด (Fungia sp.) พื้นที่แนวปะการังทั้งหมดประมาณ 15 ไร่

สถานภาพแนวปะการัง พ.ศ. 2550 - 2554

แนวปะการังในอ่าวพังงาตอนใน (อยู่ในเขตจังหวัดกระบี่) ในปี พ.ศ.2550 ได้มีการสำรวจที่หมู่เกาะในอ่าวพังงาตอนใน ได้แก่ เกาะเมย เกาะเหลาเรียม เกาะเหลากา เกาะเหลาลาดิง เกาะกามีด เกาะกายา เกาะงั่ง เกาะจาบัง เกาะซากา เกาะปากกะ เกาะปาทุเสีย เกาะผักเบี้ย เกาะยะลาฮูตัง เกาะห้อง เกาะฮันตู โดยสรุปพบว่า แนวปะการังส่วนใหญ่อยู่ในสภาพดีจนถึงดีมาก ยกเว้นที่เกาะปากกะ และเกาะยะลาฮูตัง ซึ่งอยู่ในสภาพดีปานกลาง

แนวปะการังในอ่าวพังงาตอนนอก (อยู่ในเขตจังหวัดกระบี่) ในปี พ.ศ.2550 สำรวจพบว่าแนวปะการังมีสภาพดีที่เกาะหมา เกาะเขียว และเกาะแดง สภาพดีปานกลางที่เกาะกวาง (ใกล้แหลมหางนาค) แหลมนาง และสภาพ เสียหายที่แหลมหางนาคและชายฝั่งสุสานหอย

แนวปะการังตามเกาะชายฝั่งกระบี่-ตรัง ในช่วงปี พ.ศ.2550-ต้นปี พ.ศ.2553 (ก่อนปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว) ได้มีการสำรวจบริเวณหมู่เกาะพีพี (ประกอบด้วยเกาะพีพีดอน เกาะพีพีเล เกาะยูง เกาะไผ่) เกาะด้ามขวานหมู่ เกาะห้าใหญ่ เกาะกา เกาะศรีบอยา เกาะลันตา เกาะกลวง เกาะปอ เกาะรอก เกาะไหง เกาะกระดาน เกาะเชือก เกาะแหวน เกาะม้า เกาะมุกต์ เกาะตะลิบง เกาะตาใบ เกาะบุเหลาโบ๊ต เกาะเลี้ยง และหินแบวะ พบว่าแหล่งที่มีสภาพดีมากคือ อ่าวต้นไทรฝั่งตะวันตกของเกาะพีพีดอน เกาะม้า และหินแบวะ แหล่งที่มีสภาพดี ได้แก่ แหลมตง (เกาะพีพีดอน) เกาะไผ่ด้านตะวันออก เกาะยูงด้านตะวันออก เกาะห้าใหญ่ เกาะลันตาตอนล่าง เกาะเชือก เกาะแหวน เกาะตาใบ เกาะบุเหลาโบ๊ต สำหรับที่เกาะด้ามขวานและเกาะกาในปี พ.ศ.2550 มีสภาพดีปานกลางและมี แนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจนถึงต้นปี พ.ศ.2553 ซึ่งอยู่ในสภาพดี ส่วนที่เกาะศรีบอยา แนวปะการังมีสภาพเสียหายจนถึงเสียหายมากตลอดช่วงปี พ.ศ.2550-2553 ต่อมาในปี พ.ศ.2554 พบว่าทุกแหล่งมีสภาพเสียหายจนถึงเสียหายมาก เนื่องจากผลกระทบจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวกลางปี พ.ศ.2553 ยกเว้นเฉพาะที่เกาะแหวนซึ่งอยู่ในสภาพดีมาก บริเวณนี้เป็นแนวปะการังที่ลาดชันมากเพราะก่อตัวบนชายฝั่งที่มีลักษณะเป็นผาใต้น้ำ มีกระแสน้ำไหลเวียนดี จึงได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวไม่มากนัก

แนวปะการังที่ห่างฝั่งจังหวัดสตูล ได้แก่ หมู่เกาะอาดัง-ราวี ซึ่งเป็นหมู่เกาะขนาดใหญ่ จากการสำรวจใน ตอนต้นปี พ.ศ.2554 พบว่าเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีสภาพเสียหายจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวปี พ.ศ.2553 แต่โดยภาพรวมแนวปะการังอยู่ในสภาพดีปานกลางจนถึงดีมาก สำหรับที่เกาะไข่ ซึ่งเป็นเกาะที่ห่างจากกลุ่มออกมา เป็นแหล่งที่มีปะการังเขากวางโดดเด่นและได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวมาก โดยภาพรวมของเกาะแห่งนี้ปะการังอยู่ในสภาพเสียหายมาก

จากการติดตามศึกษาการเปลี่ยนแปลงของแนวปะการังในระยะยาว ทำให้เราทราบว่าการฟื้นตัวของแนวปะการังสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อคุณภาพน้ำดีและไม่มีสิ่งรบกวน ในอดีตแนวปะการังตามเกาะที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะจากการระเบิดปลา ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง การระบาดของดาวหนามทางฝั่งทะเลอันดามันในช่วงปี พ.ศ.2527-2529 เคยก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรง และคลื่นลมพายุ ยังก่อให้เกิดผลกระทบเป็นบริเวณกว้างหลายครั้งทั้งทางฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งถือว่าผลกระทบรุนแรง กว่าคลื่นสึนามิมาก เมื่อเหตุการณ์รุนแรงเหล่านั้นผ่านไป แนวปะการังค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นตามธรรมชาติ การฟื้นตัวเห็นได้ชัดโดยเฉพาะทางฝั่งทะเลอันดามันตามเกาะที่อยู่ห่างไกล อย่างไรก็ตามแท้ที่จริงแล้ว การประเมินสถานภาพแนวปะการัง เป็นเพียงการวิเคราะห์ข้อมูลปะการังเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงสัตว์น้ำหรือสิ่งมิชีวิตอื่นแต่อย่างใด ในหลายพื้นที่มักมีรายงานจากนักดำน้ำท่องเที่ยว และผู้ประกอบการท่องเที่ยวอยู่เสมอว่า ปริมาณปลาในแนวปะการังลดลงมาก (ถึงแม้ว่ามีสภาพปะการังที่ดีมากก็ตาม) เพราะมีการลักลอบจับปลาในเขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เรื่องนี้จึงเป็นผลกระทบต่อระบบนิเวศแนวปะการังที่ไม่ควรมองข้าม

ในสภาวะปัจจุบัน หลังจากการระเบิดปลาจางหายไป ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ การท่องเที่ยว ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบมาก เพราะมีทั้งผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น การรณรงค์ให้ความรู้ สร้างความตระหนักในเรื่องนี้แก่นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยว จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ประชาชนจำนวนมากยังขาดความเข้าใจในเรื่องนี้ เช่น กรณีเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ปะการังอ่อนบางชนิดที่ฟอกขาวจะเปลี่ยนเป็นสีทองเหลืองอร่าม มีการส่งเสริมให้ไปชมปะการังที่ดูแปลกตาเหล่านั้น ซึ่งที่จริงแล้ว ปะการังกำลังอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอมาก ในพื้นที่เช่นนั้นไม่ควรส่งเสริมให้เข้าไปท่องเที่ยว เพราะจะเป็นการรบกวนระบบนิเวศเพิ่มขึ้นไปอีก หากไม่ไปรบกวน พยายามรักษาคุณภาพน้ำให้ดี ปะการังเหล่านั้นอาจฟื้นตัวกลับคืนสภาพปกติได้