สถานการณ์ทรัพยากรป่าชายเลน จ.ตรัง

          ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่ามหาศาล และมีความสำคัญต่อมนุษย์หลายรูปแบบ คุณประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การใช้ประโยชน์จากไม้ชายเลนเพื่อการเผาถ่าน ต้นไม้ในป่าชายเลน ปลูกง่าย โตเร็ว จึงมีรอบตัดฟืนน้อยกว่าต้นไม้ในป่าบกหลายเท่า ไม้ป่าชายเลนนอกจากจะใช้เผาถ่าน ยังมีการใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ คือ เป็นไม้ฟืน ไม้เสาเข็ม ไม้ค้ำยัน ไม้ก่อสร้าง แพปลา อุปกรณ์การประมง และเฟอร์นิเจอร์ ป่าชายเลนยังเป็นแหล่งยังชีพของประชาชนยากไร้ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล โดยช่วยเอื้ออำนวยปัจจัยในการดำรงชีพหลายประการ เช่น หลักไม้สำหรับใช้อุปกรณ์จับสัตว์น้ำ เปลือกไม้บางชนิด ใช้ย้อมแห และอวนให้คงทน น้ำผึ้งจากรังผึ้งในป่าชายเลน ผลจากการใช้รับประทาน ใบจาก ใช้มวนยาสูบ และมุงหลังคา ตัวหนอนและสัตว์น้ำในป่าชายเลนเป็นอาหาร พืชบางอย่าง เช่น เหงือกปลาหมอ ตาตุ่ม เป็นยารักษาโรค เป็นต้น นอกจากนั้นประชาชนเหล่านี้ยังประกอบอาชีพการประมงชายฝั่งโดยการจับสัตว์น้ำ ในป่าชายเลนอีกด้วย

          ป่าชายเลนยังทำหน้าที่เสมือนเขื่อนป้องกันคลื่นจากทะเลที่สามารถซ่อมแซมตนเองได้ เมื่อได้รับความเสียหายจากพายุ ป่าชายเลนช่วยกันความรุนแรงของพายุจนไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ และระบบนิเวศที่อยู่บริเวณถัดเข้ามา ประชาชนที่ปลูกบ้านเรือนตามชายฝั่งทะเลจึงมักจะปลูกไม้ชายเลนไว้เป็นแนวแน่นทึบ เพื่อช่วยบรรเทาวาตภัยที่เกิดขึ้นเสมอ ในขณะเดียวกันป่าชายเลนยังทำหน้าที่ดักกรอง สารปฏิกูลและสารมลพิษต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล โลหะหนักหลายชนิดเมื่อถูกพัดพามาตาม กระแสน้ำ ก็จะตกตะกอนลงที่บริเวณดินเลนในป่าชายเลน ขยะและคราบน้ำมันต่างๆ ก็จะถูกดักกรองไว้ในป่าชายเลนเช่นกัน นอกจากนั้นการที่ป่าชายเลนปรากฏอยู่ตามที่ราบชายฝั่งทะเลและปากแม่น้ำ แนวป่าชายเลนจะช่วยบรรเทาความเร็วของกระแสน้ำลง ทำให้ตะกอนดินที่พัดพามากับกระแสน้ำตกตะกอนทับถมเกิดแผ่นดินงอกขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าป่าชายเลนช่วยเพิ่มพื้นที่ประเทศ ป่าชายเลนเป็นที่อยู่อาศัยวางไข่ หาอาหาร เจริญเติบโตของสัตว์น้ำวัยอ่อนหลายชนิดโดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่น ปูทะเล ปลากระบอก ปลากะรัง หอยนางรม ฯลฯ

          ป่าชายเลนยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตสารอินทรีย์ระบบนิเวศชายฝั่งทะเลอื่นๆ และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชนิดกับระบบนิเวศหญ้าทะเล และแนวปะการัง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิดในบริเวณป่าชายเลนในลำคลองหน้าป่าชายเลน หรือบริเวณหาดเลนชายฝั่งทะเล เช่น กุ้งกุลาดำ ปลากะพง ปลากะรัง หอยนางรม หอยแครง ฯลฯ ล้วนแต่ต้องพึ่งพาสารอาหารจากป่าชายเลนทั้งสิ้น นอกจากนั้นการที่ป่าชายเลนมีลักษณะพิเศษหลายอย่างและความงดงามอุดมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดที่มีใบ ดอก และผลสวยงาม อีกทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ชนิดต่างๆ ที่มีลักษณะสีสัน สวยงาม เช่น ปูก้ามดาบ และยังมีลำคลองลดเลี้ยวไปมา ทำให้ป่าชายเลนเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญอย่างยิ่ง เช่น อุทยานแห่งชาติ อ่าวพังงา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะพีพี อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร เป็นต้น โดยป่าชายเลนจะเพิ่มความสวยงามแปลกตาให้แก่ทิวทัศน์บริเวณชายฝั่งทะเลได้เป็นอันมาก

          ป่าชายเลนแม้ว่าจะมีเนื้อที่เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับป่าบก แต่ทว่าป่าชายเลนนับวัน จะมีความสำคัญขึ้นต่อชีวิตประชากร และเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ทั้งนี้เพราะว่าป่าชายเลนเป็นที่รวมของสังคมพืช สัตว์น้ำ และสัตว์บกนานาชนิด ป่าชายเลนนับว่าเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่ามหาศาล โดยผลผลิตที่ได้จากป่าชายเลนซึ่งช่วยเพิ่มเศรษฐกิจของประเทศได้มากก็คือ การนำไม้จากป่าชายเลนมาใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ กันหลายรูปแบบ ที่นิยมกันอย่างกว้างขวางก็คือ การเผาถ่าน โดยเฉพาะการนำไม้โกงกางมาทำเป็นถ่าน ซึ่งถ่านที่ได้จากไม้โกงกางถือว่าเป็นถ่านที่มีคุณภาพดี ให้ความร้อนสูงเมื่อเทียบกับถ่านที่ได้มาจากไม้ชนิดอื่นๆ ไม้ในป่าชายเลนนอกจากจะนำมาทำเป็นถ่านแล้ว ยังนำไปทำเสาเข็ม ไม้ค้ำยัน สร้างบ้านเรือน เฟอร์นิเจอร์ และไม้จากป่าชายเลนยังนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ทางอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการกลั่นไม้หรือสกัดสารเคมีที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะผลผลิตด้านแทนนินเมททิลแอลกอฮอล์ กรดน้ำส้ม และน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ไม้ป่าชายเลนหลายชนิดยังสามารถใช้เป็นสมุทรไพรได้อีกด้วย ป่าชายเลนยังมีบทบาทสำคัญในการรักษากำลังผลิตของประมงชายฝั่ง โดยซากพืชที่เป็นเศษไม้ ใบไม้เมื่อร่วงหล่นลงแล้วจะย่อยสลายกลายเป็นอาหาร ปฐมภูมิในระบบนิเวศป่าชายเลน ทำให้มีแพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์เป็นปริมาณมาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำขนาดใหญ่

          จากความสำคัญดังกล่าวทำให้ป่าชายเลนเป็นแหล่งยังชีพของประชากรที่อยู่ตามชายฝั่งทะเล ซึ่งอาศัยรายได้จากการทำประมงขนาดเล็ก และการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์น้ำตามชายฝั่งนอกจากนี้ ป่าชายเลน มีบทบาทสำคัญในการป้องกันพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยจะช่วยลดความรุนแรงของคลื่นและลมพายุไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ และช่วยป้องกันการกัดเซาะดินที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลไม่ให้มีการพังทลาย เป็นแหล่งดักตะกอน สารปฏิกูล และสารมลพิษต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล โดยรากของต้นไม้ในป่าชายเลนที่งอกออกมาเหนือพื้นดินจะทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติคอยกลั่นกรองสิ่งของต่างๆ ที่มากับกระแสน้ำ นอกจากนี้ป่าชายเลนยังช่วยทำให้แผ่นดินบริเวณชายฝั่งทะเลงอกขยายตัวออกไปทะเล โดยรากของต้นไม้ ในป่าชายเลนจะช่วยทำให้ตะกอนที่แขวนลอยมากับน้ำตกทับถมเป็นหาดเลนงอกใหม่ อันเหมาะแก่การเกิดของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนและการเพาะเลี้ยงประมงชายฝั่งได้เป็นอย่างดี

สภาพพื้นที่ป่าชายเลน จ.ตรัง

สถานภาพทรัพยากรป่าชายเลน (State)
          จังหวัดตรัง มีเนื้อที่ป่าชายเลนตามมติ ครม. จำนวน 204,430 ไร่ เนื้อที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 153,779.55ไร่ โดยอยู่ในพื้นที่ 5 อำเภอ 27 ตำบล ได้แก่ อำเภอกันตัง อำเภอปะเหลียน อำเภอเมืองย่านตาขาว อำเภอสิเกา และอำเภอหาดสำราญ

พื้นที่ป่าชายเลนรายตำบลในจังหวัดตรัง

          จากการสำรวจป่าชายเลนจังหวัดตรัง ในท้องที่ตำบลลิพัง ตำบลท่าข้าม ตำบลบ้านนา และตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน, ตำบลตะเสะ และตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว, ตำบลบ้าหวี อำเภอหาดสำราญ, ตำบลคลองชีล้อม ตำบลบ่อน้ำร้อน ตำบลกันตังใต้ ตำบลบางสัก ตำบลนาเกลือ และตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง, ตำบลไม้ฝาด ตำบลบ่อหิน และตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอสิเกา มีความหลากหลายชีวภาพในป่าชายเลน

ความหลากหลายของสังคมพืชในป่าชายเลน
          พบพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั้งสิ้น 12 วงศ์ (Families) 14 สกุล (Genus) 22 ชนิด (Species) มีความหนาแน่นรวมของต้นไม้เท่ากับ 280.27 ต้นต่อไร่ พันธุ์ไม้ที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Rhizophoraceae ชนิดที่มีความหนาแน่นมากที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata) มีความหนาแน่นเท่ากับ 178.36 ต้นต่อไร่ รองลงมา คือ โปรงแดง (Ceriops tagal) และถั่วขาว (Bruguiera cylindrica) มีความหนาแน่นเท่ากับ 37.45 และ 15.35 ต้นต่อไร่ ตามลำดับ ความโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอกเฉลี่ย (DBH) เท่ากับ 11.16 เซนติเมตร และความสูงเฉลี่ย (H) เท่ากับ 12.19 เมตร ชนิดพันธุ์ที่มีค่าดัชนีความสำคัญ (Important Value Index ; IVI) มากที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก มีค่าเท่ากับ 155.68 รองลงมา คือ โปรงแดง และตะบูนขาว มีค่าเท่ากับ 37.34 และ 25.26 ตามลำดับค่าดัชนีความความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Shannon-Wiener diversity index ; H’) เท่ากับ 1.409 ค่าความชุกชุมทางชนิดพันธุ์ของมาร์กาเรฟ (Margalef’s index ; d) เท่ากับ 2.146 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอทางชนิดพันธุ์ของพีลู (Pielou’s evenness ; J’) เท่ากับ 0.456

พันธุ์ไม้ป่าชายเลน

ผลผลิตมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนจังหวัดตรัง
          จากการประเมินพบว่า มีมวลชีวภาพทั้งหมดเท่ากับ 42.563 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น มวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 30.974 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 11.589 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพเหนือดินทั้งหมด พบว่า มีมวลชีวภาพลำต้นมากที่สุด 15.727 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ มวลชีวภาพกิ่ง 7.419 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพรากเหนือพื้นดิน 5.976 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใบ 1.853 ตันต่อไร่ ตามลำดับ โดยโกงกางใบเล็กเป็นชนิดพันธุ์ที่มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 23.481 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ แสมขาวและโปรงแดง มีมวลชีวภาพเท่ากับ 1.876 และ 1.450 ตันต่อไร่ ตามลำดับ สำหรับมวลชีวภาพใต้ดินพบว่า มีการกระจายอยู่ในชั้นดินที่ความลึกต่างๆ โดยสะสมอยู่ในชั้นดินที่มีความลึก 0-10 เซนติเมตร มากที่สุดเท่ากับ 1.054 ตันต่อไร่ รองลงมาอยู่ที่ชั้นความลึก 30-40, 10-20 และ 20-30 เซนติเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 0.924, 0.909 และ 0.863 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อแบ่งตามขนาดรากพบว่า รากขนาดมากกว่า 10 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 7.186 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ รากขนาด 5-10 และ 0-5 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพ 2.548 และ 1.855 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          การสะสมคาร์บอนในป่าชายเลน พบว่า คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพ (ในรูปสารประกอบคาร์บอน) รวมเฉลี่ยเท่ากับ 20.005 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 14.558 ตันต่อไร่ และคาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 5.447 ตันต่อไร่ คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดิน สะสมอยู่ในลำต้นมากที่สุด 7.392 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ สะสมอยู่ในกิ่ง 3.487 ตันต่อไร่ สะสมอยูในรากเหนือพื้นดิน 2.809 ตันต่อไร่ และสะสมอยู่ในใบ 0.871 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อนำมาประเมินร่วมกับพื้นที่ป่าชายเลน พบว่า ป่าชายเลนจังหวัดตรังมีการกักเก็บคาร์บอนเท่ากับ 4.233 ล้านตันคาร์บอน

ความหลากหลายของแมลงและนกในป่าชายเลนจังหวัดตรัง
          ในพื้นที่ป่าชายเลน ตำบลลิพัง, ตำบลสุโสะ, ตำบลท่าข้าม และตำบลทุ่งยาว อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง พบจำนวน 7 อันดับ 31 วงศ์ 54 ชนิด ได้แก่ 1) แมลงที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) เช่น ด้วงหนวดยาวขีดเขียว (Xystrocera sp.), เพลี้ยกระโดด (Delphacidae sp.) และมวนหลังแข็ง (Scutelleridae sp.)เป็นต้น 2) แมลงที่กินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivor) เช่น แมลงวันหัวขโมย (Promachussp.), ยุง (Culex spp.) และมดละเอียด (Monomorium sp.) เป็นต้น 3) แมลงที่ช่วยผสมเกสร (Pollinator) เช่น ผีเสื้อลายเสือลาย (Barsine sp.),ผีเสื้อหญ้าลายเสือ (Syntomoides imaon) และผีเสื้อฟ้าหิ่งห้อยสีจาง (Euchrysop scnejus) เป็นต้น และ 4) แมลงที่ช่วยย่อยสลาย (Decomposer) ได้แก่ ด้วงกระดูกสัตว์ (Cleridae unknownsp.) จากการสำรวจครั้งนี้พบแมลงที่อยู่ในสถานภาพการอนุรักษ์ตาม IUCN Red List (2016) แต่อยู่ในระดับ Leastconcern (LC) คือ กังวลน้อย ได้แก่ผีเสื้อหนอนใบรักฟ้า (Ideopsis vulgaris), แมลงปอบ้านบ่อ (Crocothemis servilia), แมลงปอบ้านใหม่กลม (Neurothemis fulvia) และแมลงปอบ้านใต้ผู้ม่วง (Trithemis aurora)

          นกที่พบมี 9 อันดับ (Order) 26 วงศ์ (Family) 45 ชนิด (Species) นกที่พบมากที่สุดได้แก่ นกยางโทนใหญ่ (Ardea alba) นกยางทะเล (Egertta sacra) นกยางเปีย (Egertta garzetta) ตามลำดับ พบนกที่อยู่ในกลุ่มใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened; NT) ตาม IUCN Red list ได้แก่ นกสติ๊นท์คอแดง (Calidris ruficollis) นกชายเลนปากโค้ง (Calidris ferruginea) นกอีก๋อยใหญ่ (Numenius arquata)

ความหลากหลายของเห็ดราในป่าชายเลนจังหวัดตรัง
          จากการสำรวจเห็ดราบริเวณตำบลลิพัง สุโสะ อำเภอปะเหลียน ตำบลกันตังใต้ บ่อน้ำร้อน บางสัก นาเกลือ อำเภอกันตัง ตำบลเข้าไม้แก้ว บ่อหิน ไม้ฝาด อำเภอสิเกา ตำบลบ้าหวี ตะเสะ อำเภอหาดสำราญ ตำบลเกาะลิบง คลองสะพานธง อำเภอคลองชีล้อม และตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว พบจำนวนทั้งสิ้น 8 วงศ์ (Family) 15 สกุล (Genus) 45 ชนิด (Species) ได้แก่ เห็ดดันหมี (Daldinia concentrica), เห็ดตีนตุ๊กแก (Schizophyllum commune), เห็ดหลินจือหูช้าง (Ganoderma applanatum), เห็ดหลินจือกาละแมดำ (Ganoderma dahlia), เห็ดพัดใบลาน/เห็ดขอนเหลืองทองขารู (Favolus grammocephalus), ), เห็ดรังแตน/เห็ดรังผึ้งมิ้ม (Hexagonia tenuis), เห็ดขอนแดงรูเล็ก/เห็ดหิ้งสีส้ม (Pycnoporus sanguineus), (Trametes sp.), เห็ดรังมิ้ม/เห็ดรังผึ้งชนิดแข็ง (Trametes apiaria), เห็ดกรวยขาว (Trametes elegans), เห็ดหิ้งเหลืองขนใต้เรียบ/เห็ดหูไม้เหลือง (Stereum ostrea), (Gloeophyllum sp.), (Hymenochaete sp.), (Phellinus sp.), (Daedalea sp.), (Ganoderma sp.), (Inonotus sp.), (Fomes sp.), (Hexagonia subtenuis) และ (Polyporus sp.)

ความหลากหลายของสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลนจังหวัดตรัง
          จากการศึกษาสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลน บริเวณตำบลลิพัง ตำบลท่าข้าม, ตำบลบ้านนา และตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน, ตำบลตะเสะ และตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว, ตำบลบ้าหวี อำเภอหาดสำราญ, ตำบลคลองชีล้อม ตำบลบ่อน้ำร้อน ตำบลกันตังใต้ ตำบลบางสัก ตำบลนาเกลือ และตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง, ตำบลไม้ฝาด ตำบลบ่อหิน และตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง พบสัตว์น้ำเศรษฐกิจทั้งหมด 9 วงศ์ 11 ชนิด ซึ่งเป็นกลุ่มปลา (Chordata) ทั้งหมด 9 วงศ์ 11 ชนิด โดยวงศ์ที่พบจำนวนชนิดมากที่สุด คือ วงศ์ Ambassidae(วงศ์ปลาแป้น) ได้แก่ ปลาแป้นและปลาขี้จีน วงศ์ Gerreidae(วงศ์ปลาดอกหมาก) พบ 2 ชนิด ได้แก่ ปลาดอกหมากและปลาดอกหมากครีบสั้น ส่วนวงศ์ที่เหลือพบอย่างละ 1 ชนิด เช่น วงศ์ Megalopidae(วงศ์ปลาตาเหลือก) ได้แก่ ปลาตาเหลือก วงศ์ Engraulidae(วงศ์ปลาแมว) ได้แก่ ปลาแมว และวงศ์ Apogonidae (วงศ์ปลาอมไข่) ได้แก่ ปลาอมไข่ เป็นต้น

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนจังหวัดตรัง
          ในบริเวณตำบลลิพัง ตำบลท่าข้าม, ตำบลบ้านนา และตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน, ตำบลตะเสะ และตำบลทุ่งกระบือ อำเภอย่านตาขาว, ตำบลบ้าหวี อำเภอหาดสำราญ, ตำบลคลองชีล้อม ตำบลบ่อน้ำร้อน ตำบลกันตังใต้ ตำบลบางสัก ตำบลนาเกลือ และตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง, ตำบลไม้ฝาด ตำบลบ่อหิน และตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง พบทั้งหมด 14 วงศ์ (Family) 18 สกุล (Genus) 22 ชนิด (Specie) มีความหนาแน่นรวมเท่ากับ 21.07 ตัวต่อตารางเมตร ชนิดที่พบมากที่สุดคือ หอยขี้นก มีความหนาแน่นเท่ากับ 5.93 ตัวต่อตารางเมตร รองลงมาคือ หอยน้ำพริก มีความหนาแน่นเท่ากับ 2.45 ตัวต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบชนิดอื่นๆเพิ่มเติม ได้แก่ หอยถั่วแดง หอยน้ำพริก หอยหูปากม่วง หอยยอ หอยจุ๊บแจง(2) หอยหูปากเหลือง หอยกะทิ หอยเพอริวิงเคิล หอยหลักควายหอยจุ๊บแจง(1) หอยหูแมว หอยก้นแหลม(1)หอยกัน หอยเทียน ปูแสมก้ามส้ม ปูก้ามดาบ ปูแสมก้ามแดง ปูเสฉวน กั้งตั๊กแตนเขียว และทากเปลือย

การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน
          การลดลงของพื้นที่ป่าชายเลน จากข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบันพบว่ายังมีการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนอยู่ เพื่อทำการเกษตร เป็นที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และการขยายตัวของเมือง ส่วนการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ป่าชายเลนมากกว่าการบุกรุก สาเหตุมาจากที่รัฐบาล ส่งเสริมสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผ่านมาเริ่มตั้งแต่ตั้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ส่งเสริมให้ภาคประชาชน ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งอบรมให้ความรู้ จัดตั้งกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ป่าชายเลน ทำให้ราษฎรในพื้นที่หรือชุมชุนเริ่มเห็นความสำคัญของป่าชายเลนต่อวิถีชีวิตของราษฎรหรือชุมชน จึงมีผลทำให้อัตราบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนลดน้อยลง

พื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดตรัง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 - 2557

          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการโครงการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 เพื่อจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ  พบว่า ในปี 2557 จังหวัดตรัง มีพื้นที่ป่าชายเลนในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวม 210,547.12ไร่ เป็นพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 153,779.55 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรรม เมืองและสิ่งก่อสร้าง พื้นที่ทิ้งร้าง ป่าชายหาด ป่าบก หาดเลน และพื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง รวม 56,767.57 ไร่

รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดตรัง ปี พ.ศ. 2557

          การดำเนินการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการด้านป่าชายเลนหลายโครงการ ประกอบด้วยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลน ป่าชุมชน การปลูกป่าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปลูกป่าประชารัฐ การปลูกป่าในเมือง ฅการปลูกเสริม การจัดทำเขตพิทักษ์รักษ์สัตว์น้ำ การจัดทำแนวคูแพรก นอกจากนี้ในส่วนของการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนยังมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในแต่ละพื้นที่มากน้อยต่างกันไป

แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดตรัง ปี พ.ศ. 2557


 

สาเหตุของปัญหา การดำเนินงาน มาตรการ และการแก้ไขปัญหาเสื่อมโทรมต่อป่าชายเลน

ข้อมูล : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
วันที่ : 11 ธันวาคม 2561