สถานการณ์ทรัพยากรป่าชายเลน จ.ภูเก็ต

          ป่าชายเลน (mangrove forest หรือ intertidal forest) เป็นระบบนิเวศที่อยู่ในแนวเชื่อมต่อระหว่างผืนแผ่นดินกับพื้นน้ำทะเลในเขตร้อน (Tropical) และกึ่งร้อน (Subtropical) ของโลกประกอบด้วยสังคมพืชและสัตว์หลากชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันภายใต้ภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลนน้ำกร่อยและมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นป่าชายเลนจะพบได้ในบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ อ่าว ทะเลสาบและรอบเกาะแก่งต่างๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เราสามารถเรียกป่าชายเลนว่า “ป่าโกงกาง” ได้อีกชื่อหนึ่งตามพันธุ์ไม้สำคัญและพบเป็นจำนวนมาก นั่นคือ ไม้โกงกาง

          ป่าชายเลน เป็นทรัพยากรที่สำคัญและให้ประโยชน์ทั้งในด้านป่าไม้ ประมง และรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ป่าชายเลนได้ถูกทำลายลงด้วยกิจกรรมต่างๆ อยู่เป็นประจำ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องหาแนวทางในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าชายเลนให้ได้ผลเต็มที่ตลอดไป และในขณะเดียวกันก็ไม่เป็นการทำลายระบบนิเวศด้วย หรืออีกนัยหนึ่ง ก็คือ การจัดการทรัพยากรป่าชายเลนเพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ยั่งยืนต่อไปการอนุรักษ์ป่าชายเลน ได้แก่

          1. การรักษาพื้นที่ป่าชายเลนที่มีอยู่ให้คงไว้ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร และจะต้องช่วยกันหลายๆ  ฝ่าย ลำพังกรมป่าไม้แต่เพียงหน่วยงานเดียว ย่อมทำได้ยาก การป้องกันอย่างจริงจัง รวมทั้งการจัดการวางแผนการใช้ที่ดินชายฝั่งทะเลให้เหมาะสม จะเป็นทางหนึ่งที่จะรักษาพื้นที่ป่าชายเลนไว้ได้ นอกจากนี้กฎระเบียบต่างๆ ตลอดจนมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการใช้พื้นที่ป่าชายเลนควรจะใช้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

          2. การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน โดยการปลูกป่า ปัจจุบันกรมป่าไม้มีนโยบายที่จะขยายและสนับสนุนการปลูกป่าชายเลนเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของราชการ และส่วนของเอกชน ตามพื้นที่ว่างเปล่าบริเวณชายฝั่งทะเล ทั้งที่ผ่านการทำเหมืองแร่ หรือพื้นที่นากุ้ง หรือนาข้าวที่เลิกไปแล้ว ซึ่งมีอยู่มากมาย และมีโอกาสที่จะฟื้นฟูให้เป็นป่าชายเลนขึ้นมาได้ นอกจากนี้พื้นที่ดินงอกตามชายฝั่งทะเลก็เป็นพื้นที่ที่จะสามารถปลูกป่าชายเลนขึ้นมาได้        

          3. การใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าชายเลนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการศึกษาวิจัยเพื่อหาวิธีการและเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านป่าไม้ ประมงและวิธีการผสมผสานระหว่างป่าไม้กับประมงให้มากขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ หากทางด้านผู้ปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ควบคุม และนักวิชาการ ได้ร่วมมือกันอย่างจริงจังแล้ว เชื่อว่าการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าชายเลนจะประสบผลสำเร็จมากขึ้น โดยได้ผลิตผลสูงขึ้น และปราศจากการทำลายระบบนิเวศของตัวเอง

สถานภาพทรัพยากรป่าชายเลน (State)
          
ลักษณะดินป่าชายเลน ดินป่าชายเลนในจังหวัดภูเก็ตมีความลึกประมาณ 40 เซนติเมตร ส่วนมากเป็นดินเหนียวปนทราย (Sandy Clay) ดินเหนียว (Clay) และดินทราย (Sand) คิดเป็นร้อยละ 46.67, 36.67 และ 16.66 ตามลำดับ เนื้อดินบางส่วนเป็นดินที่มีเนื้อละเอียดมาก (มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 1 มิลลิเมตร) แต่บางส่วนมีเนื้อค่อนข้างหยาบ (อนุภาคดินมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 - 10 มิลลิเมตร) ส่วนมากมีกลิ่นของซากพืช ซากสัตว์ บางส่วนมีกลิ่นคล้ายกำมะถัน สีของดินพบว่าส่วนมากอยู่ในกลุ่มสีน้ำตาลแดง (5YR), เทาอมเขียว (G1), น้ำตาล (7.5YR) และน้ำตาลอมเหลือง (10YR) ที่ความลึก 5 - 40 เซนติเมตร อุณหภูมิดินอยู่ระหว่าง 25.4 - 29.5 องศาเซลเซียส (เฉลี่ย 27.3 องศาเซลเซียส) มีค่า pH อยู่ในช่วง 3.8 - 7.2 แต่ส่วนมากอยู่ในช่วงระหว่าง 6.60 - 7.90 พื้นที่หน้าตัดกว่าร้อยละ 70 พบรากไม้และจุดประในชั้นหน้าตัดดินระหว่างร้อยละ 2-20 และส่วนมากจะไม่พบหินในชั้นหน้าตัดดินปริมาณคาร์บอนรวมอยู่ในช่วงร้อยละ 0.22 - 4.45 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.71 กรัม C/ดินแห้ง 100 กรัม มีปริมาณไนโตรเจนรวมอยู่ในช่วงร้อยละ - 0.060.25 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.13 มีค่า C:N ratio ของดิน โดยรวมเท่ากับ 13:1 และมีปริมาณฟอสฟอรัสรวมอยู่ในช่วงร้อยละ 0.006 - 0.064 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.034

พื้นที่ป่าชายเลนรายตำบลในจังหวัดภูเก็ต

ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ต
          จังหวัดภูเก็ต มีเนื้อที่ป่าชายเลนตามมติ ครม. จำนวน 21,155.12 ไร่ เนื้อที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 13,446.40 ไร่ โดยอยู่ในท้องที่ 2 อำเภอ 11 ตำบล ได้แก่ อำเภอถลาง และอำเภอเมืองภูเก็ต

ความหลากหลายของสังคมพืชป่าชายเลน
          พบพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั้งสิ้น 15 ชนิด (Species) มีความหนาแน่นรวมของต้นไม้เท่ากับ 257.69 ต้นต่อไร่ พันธุ์ไม้ที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Rhizophoraceae ชนิดที่มีความหนาแน่นมากที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก มีความหนาแน่นเท่ากับ 118.18 ต้นต่อไร่ รองลงมา คือ ตะบูนขาว และ โปรงแดงมีความหนาแน่นเท่ากับ 25.17 และ 24.90 ต้นต่อไร่ ตามลำดับ ความโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอกเฉลี่ย (DBH) เท่ากับ 12.36 เซนติเมตร และความสูงเฉลี่ย (H) เท่ากับ 8.93 เมตร ค่าดัชนีความสำคัญ (ImportantValueIndex;IVI) สูงที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก มีค่าเท่ากับ 103.58 รองลงมา คือ ตะบูนขาว และ ถั่วขาว มีค่าเท่ากับ 41.05 และ 27.55 ตามลำดับ ค่าดัชนีความความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Shannon-Wiener diversity index;H’) เท่ากับ 1.866 ค่าความชุกชุมทางชนิดพันธุ์ของมาร์กาเรฟ (Margalef’sindex;d) เท่ากับ 1.230 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอทางชนิดพันธุ์ของพีลู (Pielou’sevenness;J’) เท่ากับ 0.728

          มวลชีวภาพป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ต พบว่า มีมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 18,008.08 กิโลกรัมต่อไร่ปริมาณการสะสมคาร์บอนเหนือพื้นดินในป่าชายเลน พบว่า คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพ (ในรูปสารประกอบคาร์บอน) รวมเฉลี่ยเท่ากับ 8.20 ตันต่อไร่

ความหลากหลายของนกในป่าชายเลน
          พบว่ามี 11 อันดับ (Order) 30 วงศ์ (Family) 65 ชนิด (Species) จำนวน 1,162 ตัว นกที่พบมากที่สุดคือ นกหัวโตทรายเล็ก ในวงศ์ Charadriidae อันดับ Charadriiformes พบทั้งหมด 184 ตัว รองลงมา คือ นกชายเลนปากแอ่นในวงศ์ Scolopacidae อันดับ Charadriiformesพบทั้งหมด 109 ตัว จากการประเมินสถานภาพการอยู่อาศัยของนก พบว่า เป็นนกประจำถิ่น 38 ชนิด นกอพยพ 16 ชนิด เป็นทั้งนกอพยพและนกประถิ่น 8 ชนิด และนกอพยพผ่าน 1 ชนิด

ความหลากหลายของเห็ดราในป่าชายเลน
          ฤดูแล้งพบจำนวนทั้งสิ้น 18 ชนิด จำแนกได้ 5 ชนิด ได้แก่ เห็ดหูหนูเสวย (Auricularia fuscosuccinia) เห็ดตีนตุ๊กแก (Schizophyllum commune) เห็ดรังผึ้งมิ้ม (Hexagonia tenuis) เห็ดขอนแดงรูเล็ก (Pycnoporus cinnabarinus) และเห็ดดันหมีม่วงดำ (Daldinia concentric) และ (Stereumsp.) ฤดูฝนพบจำนวนทั้งสิ้น 1 ชนิด จำแนกได้ 5 ชนิด เช่นเดียวกัน

ความหลากหลายของสัตว์น้ำในป่าชายเลน
           พบทั้งหมด 25 วงศ์ 32 ชนิด พบมากที่สุดคือ วงศ์ Penaeidae (วงศ์กุ้ง) พบ 5 ชนิด รองลงมา คือ วงศ์ Haemulidae (วงศ์ปลาสร้อยนกเขา) วงศ์ Lutjanidae (วงศ์ปลากะพง) และวงศ์ Mugilidae (วงศ์ปลากระบอก) พบวงศ์ละ 2 ชนิด นอกนั้นพบ วงศ์ละ 1 ชนิด ด้านความเด่น พบว่า ปลาแป้นแก้ว เป็นชนิดที่มีความเด่นสูงสุด รองลงมาได้แก่ กุ้งขาว ปลากระทุงเหวควาย ปลากระบอกขาว และปลาปักเป้าน้ำจืด

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลน
          จากการสำรวจองค์ประกอบและความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ต พบทั้งหมด 10 วงศ์ (Family) 17 ชนิด (Species) มีความหนาแน่นรวมเท่ากับ 6.760 ตัวต่อตารางเมตร เมื่อพิจารณาความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณจังหวัดภูเก็ตพบว่ามีค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ (H’) เท่ากับ 2.309 ค่าดัชนีความชุกชุมของชนิดพันธุ์ (d) เท่ากับ 3.119 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอ (J’) เท่ากับ 0.815สัตว์หน้าดินที่พบมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มปูก้ามดาบ กลุ่มหอยถั่วแดง กลุ่มหอยขี้นก

การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน
          ในปี พ.ศ. 2557 จังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 13,446 ไร่ และมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดภูเก็ต เกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การเกษตร นากุ้ง ท่าเทียบเรือ เป็นต้น โดยมีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดพังงาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2504 - 2557

สภาพพื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ต

พื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 – 2557

          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการโครงการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 เพื่อจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ พบว่าในปี พ.ศ. 2557 จังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่ป่าชายเลนในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวม 29,176.99 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 13,446.40 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรรม เมืองและสิ่งก่อสร้าง พื้นที่ทิ้งร้าง ป่าชายหาด ป่าบก หาดเลน หาดทราย และพื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง รวม 15,730.59 ไร่

รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ต ปี พ.ศ. 2557

          การดำเนินการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการด้านป่าชายเลนหลายโครงการ ประกอบด้วยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลน ป่าชุมชน การปลูกป่าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปลูกป่าประชารัฐ การปลูกป่าในเมือง การปลูกเสริม การจัดทำเขตพิทักษ์ รักษ์สัตว์น้ำ การจัดทำแนวคูแพรก นอกจากนี้ในส่วนของการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนยังมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในแต่ละพื้นที่มากน้อยต่างกันไป

แผนที่แสดงพื้นที่จำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดภูเก็ต ปี พ.ศ. 2557



สาเหตุของปัญหา การดำเนินงาน มาตรการ และการแก้ไขปัญหาเสื่อมโทรมต่อป่าชายเลน

ข้อมูล : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
วันที่ : 11 ธันวาคม 2561