สถานการณ์ทรัพยากรป่าชายเลน จ.ปัตตานี

          ป่าชายเลน (mangrove forest) เป็นระบบนิเวศในแนวเชื่อมต่อระหว่างผืนแผ่นดินกับน้ำทะเลในเขตร้อน (tropical) และกึ่งร้อน (subtropical) ประกอบด้วยสังคมพืชและสัตว์หลากชนิดดำรงชีวิตร่วมกันภายใต้สภาพแวดล้อมเงื่อนไขที่ต้องเป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ ป่าชายเลนจึงพบได้ในบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ อ่าว ทะเลสาบ และรอบเกาะแก่งต่าง ๆ บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลนอาจเรียกว่า “ป่าโกงกาง” ได้อีกชื่อหนึ่ง ตามพันธุ์ไม้โกงกางที่พบเป็นจำนวนมาก

          ในระบบนิเวศป่าชายเลน สิ่งไม่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างซับซ้อน ทั้งในแง่การหมุนเวียนของธาตุอาหารและการถ่ายทอดพลังงาน แต่สามารถอธิบายง่ายๆ ได้ว่าเมื่อผู้ผลิต คือ พืช เติบโตขึ้นจากการสังเคราะห์ด้วยแสง จะมีส่วนของใบไม้ กิ่งไม้และเศษไม้ ที่ร่วงหล่นทับถมในน้ำและดิน จะถูกย่อยสลายโดยผู้ย่อยสลาย ได้แก่ รา แบคทีเรีย โปรโตซัวชนิดต่าง ๆ  กลายเป็นอินทรียวัตถุ และในที่สุดก็จะกลายเป็นแร่ธาตุกลับคืนสู่ระบบนิเวศ บางส่วนถูกบริโภคโดยกลุ่มกินอินทรียสาร เช่น แพลงก์ตอนพืช ที่ต่อไปจะกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนอันอุดมสมบูรณ์ให้แก่ แพลงก์ตอนสัตว์ สัตว์น้ำเล็ก ๆ ที่จะถูกบริโภคต่อไปอีก เป็นอาหารของพวกกุ้ง ปู และปลา ขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ หรือบางส่วนก็จะตายและถูกย่อยสลายกลับเป็นธาตุอาหารสะสมอยู่ในป่านั่นเอง ธาตุอาหารและอินทรียสารบางส่วนถูกพัดพาออกไปสู่ท้องน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ท้องทะเลภายนอก ป่าชายเลนจึงเป็นระบบนิเวศที่มีความเฉพาะตัวและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของชายฝั่งทะเล นับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามหาศาลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ดังนี้

1) ป่าชายเลนเป็นแหล่งพลังงานและแหล่งวัตถุดิบไม้ใช้สอยในครัวเรือน
          ไม้จากป่าชายเลนโดยเฉพาะไม้โกงกางสามารถนำมาเผาถ่านซึ่งให้ถ่านที่มีคุณภาพดีเพราะให้ความร้อนสูงและไม่แตกสะเก็ด นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์ไม้ป่าชายเลนในรูปของไม้ฟืนเพื่อการหุงต้มในชีวิตประจำวันของประชาชนที่อาศัยบริเวณป่าชายเลนและใกล้เคียง อีกทั้งไม้จากป่าชายเลนหลายชนิดสามารถใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้างและใช้สอยด้วย เช่น ทำเสาเข็ม ไม้ค้ำยัน ไม้ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์การประมง เปลือกของไม้ป่าชายเลนบางชนิดสามารถนำมาสกัดสารแทนนิน ใช้ในการย้อมแหอวน ทำน้ำหมึก ทำสี ทำกาว และใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง เป็นต้น

2) ป่าชายเลนเป็นแหล่งพืชผักและพืชสมุนไพร
          พืชป่าชายเลน ในที่นี้หมายถึงพืชหรือพันธุ์ไม้ชนิดต่าง ๆ ทั้งไม้ล้มลุกหรือไม้ยืนต้นที่อยู่ในป่าชายเลนและมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ในแต่ละฤดูกาลชาวบ้านในท้องถิ่นบริเวณชายฝั่งต่างก็มีประสบการณ์และเรียนรู้ในการนำพืชป่าชายเลนไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ทั้งเป็นอาหารและพืชสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นส่วนของใบ ดอก ผล หน่อ หัว เหง้าราก และเปลือกลำต้น ซึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจของพืชป่าชายเลนคือเป็นทรัพยากรในท้องถิ่นที่หาได้ง่ายขึ้นเองตามธรรมชาติและให้ผลผลิตได้ทุกฤดูกาล พืชในป่าชายเลนที่สามารถนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้านได้นั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น ใบชะคราม ยอดเป้ง ยอดผักเบี้ยทะเล ถั่วขาว จาก ถอบแถบน้ำปรงหนู ลำพู ลำแพน สาหร่ายสาย เป็นต้น

          พืชในป่าชายเลนหลายชนิดมีสรรพคุณทางยา ใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เช่น เหงือกปลาหมอ มะนาวผี ใช้รักษาโรคผิวหนัง ผลของตะบูนขาวใช้รักษาโรคบิดและโรคท้องร่วง รากตาตุ่มทะเลใช้แก้อักเสบ แก้ไข้ แก้คัน ขลู่ใช้ต้มดื่มบรรเทาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะและแก้อาการปวดเมื่อย เป็นต้น

3) ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นแหล่งอาหารที่อยู่อาศัย หลบภัย และเจริญเติบโตของสัตว์น้ำนานาชนิด
          ป่าชายเลนเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยเฉพาะตัวอ่อนของปู กุ้ง หอยซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ รวมทั้งสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร  ทั้งนี้ เนื่องจากป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะปลาหลายชนิดที่เป็นที่นิยมในการบริโภค ปลาทะเลหลายชนิดวางไข่ในป่าชายเลนและอาศัยเจริญเติบโตในระยะแรก เมื่อเจริญเติบโตแข็งแรงดีแล้วจึงออกสู่ทะเล และหลายชนิดที่แม้จะวางไข่ในทะเลแต่ตัวอ่อนจะเคลื่อนย้ายสู่ป่าชายเลนเพื่ออาศัยหลบซ่อนศัตรูและหาอาหาร สัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ปลากะพงขาว ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากระบอก ปลาเก๋า กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยแครง ปูแสม ปูม้า และปูทะเล ล้วนแล้วแต่มีวงจรชีวิตบางส่วนที่ต้องเข้ามาอาศัยในป่าชายเลนทั้งสิ้น

4) ป่าชายเลนช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียง
          โดยเฉพาะระบบนิเวศหญ้าทะเลและปะการัง โดยมีบทบาทในการรักษาสมดุลของธาตุอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่ง ซึ่งจะส่งผลถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง ป่าชายเลนยังช่วยกักเก็บตะกอนดิน มิให้ลงไปทับถมและเกิดความเสียหายในแนวปะการัง

5) ป่าชายเลนช่วยป้องกันดินชายฝั่งพังทลาย
          รากของต้นไม้ในป่าชายเลนซึ่งสานกันแน่นหนา จะช่วยบรรเทาความเร็วจากกระแสน้ำลง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการพังทะลายและกัดเซาะของดินชายฝั่ง ยังทำให้ตะกอนที่แขวนลอยมากับน้ำทับถมเกิดเป็นแผ่นดินงอกใหม่ เมื่อระยะเวลานานก็จะขยายออกไปในทะเล เกิดเป็นหาดเลนอันเหมาะสมแก่การเกิดของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนต่อไป

6) ป่าชายเลนเป็นพื้นที่สำหรับดูดซับสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ
          รากของต้นไม้ในป่าชายเลนที่งอกออกมาอยู่เหนือพื้นดินทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติ ที่คอยดักกรองสิ่งปฏิกูลและสารพิษต่าง ๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล โลหะหนักหลายชนิดเมื่อถูกพัดพามาตามกระแสน้ำก็จะตกตะกอนลงที่บริเวณดินเลนในป่าชายเลนนอกจากนั้นขยะและคราบน้ำมันต่าง ๆ ก็จะถูกดักกรองไว้ในป่าชายเลนด้วยเช่นกัน

7) ป่าชายเลนเป็นฉากกำบังภัยธรรมชาติที่ช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่ง
          โดยทำหน้าที่เหมือนปราการช่วยบรรเทาความรุนแรงของคลื่นและลมให้ลดน้อยลงก่อนจะขึ้นฝั่ง มิให้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่ที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินของชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง

8) ป่าชายเลนเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งศึกษาธรรมชาติ
          ระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดที่มีใบดอกและผลสวยงามแปลกตา อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่มีทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บก โดยเฉพาะนกชนิดต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันหลากหลายชนิดทำให้ป่าชายเลนเป็นสถานทีที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ศึกษาหาความรู้ และสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อไป

9) ป่าชายเลนช่วยลดภาวะโลกร้อน
          ป่าชายเลนถือว่าเป็นแหล่งที่มีการสะสมของคาร์บอนสูงมาก และต้นไม้ป่าชายเลนหลายชนิดมีความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงสูงกว่าป่าประเภทอื่น อีกทั้งยังเพิ่มปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศเป็นปริมาณที่มากอีกด้วย

สถานภาพทรัพยากรป่าชายเลน (State)
          จังหวัดปัตตานี มีเนื้อที่ป่าชายเลนตามมติ ครม. จำนวน 39,318.59 ไร่ เนื้อที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 17,405.68 ไร่ โดยอยู่ในพื้นที่ 6 อำเภอ 24 ตำบล ได้แก่อำเภอปะนาเระ อำเภอเมืองปัตตานี อำเภอไม้แก่น อำเภอยะหริ่ง อำเภอสายบุรี และอำเภอหนองจิก

พื้นที่ป่าชายเลนรายตำบลในจังหวัดปัตตานี

          จากการสำรวจสังคมพืชป่าชายเลนจังหวัดปัตตานี ในท้องที่ตำบลบางปูและตำบลตะโละกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง พบพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั้งสิ้น 7 วงศ์ (Families) 9 สกุล (Genus) 14 ชนิด (Species) มีความหนาแน่นรวมของต้นไม้เท่ากับ 254.69 ต้นต่อไร่ ที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Rhizophoraceae ชนิดที่มีความหนาแน่นมากที่สุด คือ ถั่วขาว (Bruguiera cylindrica) มีความหนาแน่นเท่ากับ 93.46 ต้นต่อไร่ รองลงมา คือ โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata) และตะบูนดำ (Xylocarpus moluccensis) มีความหนาแน่นเท่ากับ 73.01 และ 38.64 ต้นต่อไร่ ตามลำดับ ความโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอกเฉลี่ย (DBH) เท่ากับ 11.55 เซนติเมตร และความสูงเฉลี่ย (H) เท่ากับ 7.17 เมตร

          ค่าดัชนีความความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Shannon-Wiener diversity index;H’) เท่ากับ 1.638 ค่าความชุกชุมทางชนิดพันธุ์ของมาร์กาเรฟ (Margalef’s index;d) เท่ากับ 1.504 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอทางชนิดพันธุ์ของพีลู (Pielou’sevenness;J’) เท่ากับ 0.621 ค่าดัชนีความสำคัญ (Important Value Index;IVI) สูงที่สุด คือ ถั่วขาว มีค่าเท่ากับ 91.27 รองลงมา คือ โกงกางใบเล็กและตะบูนดำ มีค่าเท่ากับ 74.32 และ 61.46 ตามลำดับ

ผลผลิตมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนจังหวัดปัตตานี
          จากการประเมินพบว่าจังหวัดปัตตานี มีมวลชีวภาพทั้งหมดเท่ากับ35.537 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น มวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 22.804 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 12.733ตันต่อไร่

          มวลชีวภาพเหนือดินทั้งหมด พบว่า มีมวลชีวภาพลำต้นมากที่สุด 14.206 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ มวลชีวภาพกิ่ง 5.606 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพรากเหนือพื้นดิน 1.727 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใบ 1.265 ตันต่อไร่ ตามลำดับ โดยโกงกางใบเล็ก เป็นชนิดพันธุ์ที่มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 7.892 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ ถั่วขาวและตะบูนดำ มีมวลชีวภาพเท่ากับ 5.400 และ 5.342 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          สำหรับมวลชีวภาพใต้ดินพบว่า มีการกระจายอยู่ในชั้นดินที่ความลึกต่างๆ โดยสะสมอยู่ในชั้นดินที่มีความลึก 0-10 เซนติเมตร มากที่สุดเท่ากับ 2.119 ตันต่อไร่ รองลงมาอยู่ที่ชั้นความลึก 30-40, 20-30 และ 10-20 เซนติเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ1.832, 1.614 และ 1.497ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อแบ่งตามขนาดรากพบว่า รากขนาดมากกว่า 10 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 8.923 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ รากขนาด 5-10 และ 0-5 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 2.690 และ 1.120 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          การสะสมคาร์บอนในป่าชายเลน พบว่า คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพ (ในรูปสารประกอบคาร์บอน) รวมเฉลี่ยเท่ากับ 16.703 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 10.718 ตันต่อไร่ และคาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 5.985 ตันต่อไร่

          คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินสะสมอยู่ในลำต้นมากที่สุด 6.677 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ สะสมอยู่ในกิ่ง 2.635 ตันต่อไร่ สะสมอยูในรากเหนือพื้นดิน 0.812 ตันต่อไร่ และสะสมอยู่ในใบ 0.595 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อนำมาประเมินร่วมกับพื้นที่ป่าชายเลน พบว่า ป่าชายเลนจังหวัดปัตตานีมีการกักเก็บคาร์บอนเท่ากับ 0.291 ล้านตันคาร์บอน

ความหลากหลายของแมลงและนกในป่าชายเลนจังหวัดจังหวัดปัตตานี
          จากการสำรวจแมลงในพื้นที่ป่าชายเลน ตำบลตะโละกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง พบจำนวน 6 อันดับ 35 วงศ์ 64 ชนิด ได้แก่ 1) แมลงที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) เช่น ตั๊กแตนข้าวแข้งฟ้าแดง (Aiolopus thalassinus), ตั๊กแตนข้าวเล็กสองสี (Gesonula punctifrons) และตั๊กแตนหนวดสั้นอกสันสูง (Trilophidia annulata) เป็นต้น 2) แมลงกินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivor) เช่น มดง่าม (Carebara diversa), มดปล้องใผ่ (Cataulacus sp.) และมดสอด (Crematogaster sp.) เป็นต้น 3) แมลงที่ช่วยผสมเกสร (Pollinator) เช่น ผีเสื้อลายเสือมลายู (Danaus affinis), ผีเสื้อหนอนใบรักธรรมดา (Danaus chrysippus) และผีเสื้อลายเสือขีดขาว (Danaus melanippus) เป็นต้น และ 4) แมลงที่ช่วยย่อยสลาย (Decomposer) ได้แก่ ด้วงกระดูกสัตว์ (Cleridae unknown sp.1)

          จังหวัดปัตตานี นกที่พบมี 7 อันดับ (Order) 12 วงศ์ (Family) 23 ชนิด (Species) นกที่พบมากที่สุดได้แก่ นกกะปูดใหญ่ (Centropus sinensis) นกกาน้ำเล็ก (Microcarbo niger) นกยางควาย (Bubulcus coromandus) ตามลำดับ พบนกที่อยู่ในกลุ่มใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened; NT) ตาม IUCN Red list ได้แก่ นกอีก๋อยใหญ่ (Numenius arquata)

ความหลากหลายของเห็ดราในป่าชายเลนจังหวัดปัตตานี
          จากการสำรวจเห็ดราบริเวณตำบลบางปู ตะโละกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง พบจำนวนทั้งสิ้น 5 วงศ์ (Family) 5 สกุล (Genus) 5 ชนิด (Species) ได้แก่ (Pleurotus sp.), (Auricularia sp.), (Ganoderma sp.), (Polyporus sp.) และ (Calocera sp.)

          สัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลนจังหวัดปัตตานี จากการศึกษาในป่าชายเลน ตำบลบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี พบสัตว์น้ำเศรษฐกิจทั้งหมด 8 วงศ์ 8 ชนิด จำแนกเป็นกลุ่มปลา (Chordata) 7 วงศ์ 7 ชนิด กลุ่มกุ้ง/ปู (crustacean) 1 วงศ์ 1 ชนิด โดยพบวงศ์ละ 1 ชนิด เช่น Mugilidae (วงศ์ปลากระบอก) ได้แก่ ปลากระบอก วงศ์ Pomacentridae (วงศ์ปลาสลิดหิน) ได้แก่ ปลาสลิดหินแขก และวงศ์ Penaeidae (วงศ์กุ้ง) ได้แก่ กุ้งขาว เป็นต้น

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนจังหวัดปัตตานี
          การสำรวจองค์ประกอบและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนในบริเวณตำบลบางปูและตำบลตะโละกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี พบสัตว์หน้าดินในพื้นที่ศึกษาทั้งหมด 12 วงศ์ (Family) 13 สกุล (Genus) 13 ชนิด (Specie) มีความหนาแน่นรวมเท่ากับ 119.61 ตัวต่อ ตารางเมตร ชนิดที่พบมากที่สุด คือ หอยกัน มีความหนาแน่นเท่ากับ 58.67 ตัวต่อตารางเมตร รองลงมาคือ ปูแสมก้ามส้ม มีความหนาแน่นเท่ากับ 42.86 ตัวต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบชนิดอื่นๆเพิ่มเติม ได้แก่ กั้งตั๊กแตนเขียว ปลาตีน ปูทะเล กุ้งแช่บ๊วย หอยขี้นก หอยแมลงภู่ หอยหวาน หอยจุ๊บแจง หอยหลักควาย ไส้เดือนทะเล และทากเปลือย

          เมื่อพิจารณาความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนบริเวณจังหวัดปัตตานี พบว่ามีค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ (H’) เท่ากับ 1.28 ค่าดัชนีความชุกชุมของชนิดพันธุ์ (d) เท่ากับ 1.66 และค่าความสม่ำเสมอ (J’) เท่ากับ 0.50

การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน
          
การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดปัตตานี เกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเกษตร นากุ้ง นาเกลือ ท่าเทียบเรือ โรงงานอุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย เป็นต้น โดยมีการเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดปัตตานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 - 2557

พื้นที่ป่าชายเลนระหว่างปี พ.ศ. 2543 - 2557

          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการโครงการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 เพื่อจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ  พบว่า ในปี 2557 จังหวัดปัตตานี มีพื้นที่ป่าชายเลนในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จำนวน 40,171.60 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 17,405.68 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรรม เมืองและสิ่งก่อสร้าง ป่าชายหาด เลนงอก พื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง พื้นที่ทิ้งร้าง และป่าบก

รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดปัตตานี ปี พ.ศ. 2557

          การดำเนินการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการด้านป่าชายเลนหลายโครงการ ประกอบด้วยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลน ป่าชุมชน การปลูกป่าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปลูกป่าประชารัฐ การปลูกป่าในเมือง การปลูกเสริม การจัดทำเขตพิทักษ์ รักษ์สัตว์น้ำ การจัดทำแนวคูแพรก นอกจากนี้ในส่วนของการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนยังมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในแต่ละพื้นที่มากน้อยต่างกันไป

แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน ปี พ.ศ. 2557 จังหวัดปัตตานี


 

สาเหตุของปัญหา การดำเนินงาน มาตรการ และการแก้ไขปัญหาเสื่อมโทรมต่อป่าชายเลน

ข้อมูล : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
วันที่ : 11 ธันวาคม 2561