สถานการณ์ทรัพยากรป่าชายเลน จ.ชุมพร

          ป่าชายเลน (mangrove forest หรือ intertidal forest) เป็นระบบนิเวศที่อยู่ในแนวเชื่อมต่อระหว่างผืนแผ่นดินกับพื้นน้ำทะเลในเขตร้อน (Tropical) และกึ่งร้อน (Subtropical) ของโลกประกอบด้วยสังคมพืช และสัตว์หลากชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันภายใต้ภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลนน้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ป่าชายเลนจะพบได้ในบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ อ่าว ทะเลสาบ และรอบเกาะแก่งต่างๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เราสามารถเรียกป่าชายเลนว่า “ป่าโกงกาง” ได้อีกชื่อหนึ่งตามพันธุ์ไม้สำคัญ และพบเป็นจำนวนมาก นั่นคือ  ไม้โกงกาง

          ในระบบนิเวศป่าชายเลน สิ่งไม่มีชีวิต และสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างซับซ้อน ทั้งในแง่การหมุนเวียนของธาตุอาหาร และการถ่ายทอดพลังงาน แต่สามารถอธิบายง่ายๆ ได้ว่าเมื่อผู้ผลิต คือ พันธุ์พืชเจริญเติบโตจากสังเคราะห์แสง ส่วนของต้นไม้โดยเฉพาะใบไม้ กิ่งไม้ และเศษไม้ จะร่วงหล่นทับถมในน้ำ และดิน และถูกย่อยสลายโดยผู้ย่อย สลายกลายเป็นอินทรียวัตถุ ในที่สุดก็จะกลายเป็นแร่ธาตุอาหารของผู้บริโภคพวกกินอินทรีย์สาร พวกกินอินทรีย์สารนี้จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนอันอุดมสมบูรณ์แก่ สัตว์น้ำเล็กๆ และสัตว์เล็กๆ เหล่านี้จะเจริญเติบโตขึ้นกลายเป็นอาหารของพวกกุ้ง ปู และปลา ขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับ หรือบางส่วนก็จะตาย และผุพังสลายตัวเป็นธาตุอาหารสะสมอยู่ในป่านั่นเอง ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้จะ ถูกปรับให้เป็นไปอย่างสมดุลภายในระบบ ถ้าไม่ถูกรบกวนจากภายนอก

ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชายเลนจังหวัดชุมพร
          จังหวัดชุมพรมีพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 37,001.35 ไร่ (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2557) จากการสำรวจสังคมพืชป่าชายเลนจังหวัดชุมพร ในท้องที่ตำบลปากคลองตำบลบางสน และตำบลชุมโค อำเภอปะทิว, ตำบลท่ายาง ตำบลปากน้ำ ตำบลทุ่งคา ตำบลหาดทรายรี ตำบลวิสัยเหนือ และตำบลคำวิสัยเหนือ อำเภอเมือง, ตำบลวิสัยใต้ ตำบลปากแพรก ตำบลท่าหิน และตำบลด่านสวี อำเภอสวี, ตำบลปากตะโกตำบลทุ่งตะไคร้ และตำบลตะโก อำเภอทุ่งตะโก, ตำบลบางน้ำจืด และตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน พบพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั้งสิ้น 8 วงศ์ (Families) 12 สกุล (Genus) 19 ชนิด (Species) มีความหนาแน่นรวมของต้นไม้เท่ากับ 210.30 ต้นต่อไร่ พันธุ์ไม้ที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Rhizophoraceae ชนิดที่มีความหนาแน่นมากที่สุด คือ โกงกางใบใหญ่ (Rhizophora mucronata) มีความหนาแน่นเท่ากับ 89.73 ต้นต่อไร่ รองลงมา คือ ตาตุ่มทะเล (Excoecaria agallocha) และถั่วขาว (Bruguiera cylindrica) มีความหนาแน่นเท่ากับ 28.42 และ 27.67 ต้นต่อไร่ ตามลำดับ ความโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอกเฉลี่ย (DBH) เท่ากับ 14.54 เซนติเมตร และความสูงเฉลี่ย (H) เท่ากับ 12.20 เมตร

          ค่าดัชนีความความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Shannon-Wiener diversity index ; H’) เท่ากับ 1.865ค่าความชุกชุมทางชนิดพันธุ์ของมาร์กาเรฟ (Margalef’sindex;d) เท่ากับ 1.911 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอทางชนิดพันธุ์ของพีลู (Pielou’s evenness ; J’) เท่ากับ 0.633 ชนิดพันธุ์ที่มีค่าดัชนีความสำคัญ (Important Value Index ; IVI) มากที่สุด คือ โกงกางใบใหญ่ มีค่าเท่ากับ 74.92 รองลงมา คือ ตาตุ่มทะเล และถั่วขาว มีค่าเท่ากับ 34.92 และ 33.71 ตามลำดับ

ผลผลิตมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนจังหวัดชุมพร
          มวลชีวภาพป่าชายเลนจังหวัดชุมพร จากการประเมินพบว่า มีปริมาณมวลชีวภาพทั้งหมดเท่ากับ 43.460  ตันต่อไร่ แบ่งเป็น มวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 27.224 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 16.236 ตันต่อไร่

          มวลชีวภาพเหนือดินทั้งหมด พบว่ามีมวลชีวภาพลำต้นมากที่สุด 17.320 ตันต่อไร่ รองลงมาคือมวลชีวภาพกิ่ง 5.517 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพรากเหนือพื้นดิน 2.969 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใบ 1.417 ตันต่อไร่ โดยโกงกางใบใหญ่ เป็นชนิดพันธุ์ที่มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 13.818 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ ตาตุ่มทะเลและถั่วขาว มีมวลชีวภาพเท่ากับ 3.732 และ 2.580 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          สำหรับมวลชีวภาพใต้ดินพบว่า มีการกระจายอยู่ในชั้นดินที่ความลึกต่างๆ โดยสะสมอยู่ในชั้นดินที่มีความลึก 10-20 เซนติเมตร มากที่สุดเท่ากับ 1.568 ตันต่อไร่ รองลงมาอยู่ที่ชั้นความลึก 120-130, 60-70 และ 0-10 เซนติเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 1.564, 1.499 และ 1.386 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อแบ่งตามขนาดรากพบว่า รากขนาดมากกว่า 10 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพมากที่สุด เท่ากับ 7.612 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ รากขนาด 5-10 และ 0-5 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 5.247 และ 3.377 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          การสะสมคาร์บอนในป่าชายเลน พบว่า คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพ (ในรูปสารประกอบคาร์บอน)  รวมเฉลี่ยเท่ากับ 20.426 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 12.795 ตันต่อไร่ และคาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 7.631 ตันต่อไร่

          คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินสะสมอยู่ในลำต้นมากที่สุด 8.140 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ สะสมอยู่ในกิ่ง 2.593 ตันต่อไร่ สะสมอยูในรากเหนือพื้นดิน 1.395 ตันต่อไร่ และสะสมอยู่ในใบ 0.666 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อนำมาประเมินร่วมกับพื้นที่ป่าชายเลน พบว่า ป่าชายเลนจังหวัดชุมพรมีการกักเก็บคาร์บอนเท่ากับ 0.756 ล้านตันคาร์บอน

ความหลากหลายของแมลงและนกในป่าชายเลนจังหวัดชุมพร
          
ความหลากหลายของแมลงในพื้นที่ป่าชายเลน ตำบลด่านสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร พบจำนวน 6 อันดับ 13 วงศ์ 34 ชนิด ได้แก่ 1) แมลงที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) เช่น ตั๊กแตนหัวยาว (Atractomorpha sp.), ด้วงเต่าทองขอบแก้ว (Aspidomorpha sp.) และตั๊กแตนข้าวหน้าเฉียงสองสี (Gonista bicolor) เป็นต้น 2) แมลงที่กินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivor) เช่น แมลงปอเข็มเล็ก (Ischnura sp.), แมลงปอบ้านเสือเขียว (Orthetrum sabina) และต่อรูดำแถบแดง (Scolia ruficeps) เป็นต้น และ 3) แมลงที่ช่วยผสมเกสร (Pollinator) เช่น ผีเสื้อฟ้าดอกหญ้า (Zizina otis), ผีเสื้อจ่ากระบองหักสาม (Athyma perius) และผีเสื้อหนอนใบรักธรรมดา (Danaus chrysippus) เป็นต้น

          จากการสำรวจครั้งนี้พบแมลงที่อยู่ในสถานภาพการอนุรักษ์ตาม IUCN Red List (2016) แต่อยู่ในระดับ Least concern ได้แก่ ผีเสื้อหนอนใบรักฟ้า (Ideopsis vulgaris), แมลงปอบ้านบ่อ (Crocothemis servilia), แมลงปอบ้านใหม่กลม (Neurothemis fulvia), แมลงปอบ้านใต้ผู้ม่วง (Trithemis aurora), ผีเสื้อแพนซีเหลือง (junonia hierta), ผีเสื้อแพนซีมยุรา (Junonia almanac), แมลงปอบ้านใต้ขายาว (Trithemis pallidinervis), แมลงปอบ้านปีกกว้าง (Pantala flavescens), แมลงปอบ้านเสือผู้ม่วง (Orthetrum pruinosum) และแมลงปอบ้านไร่ปีกทอง (Rhyothemis phyllis)

          จังหวัดชุมพร นกที่พบมี 12 อันดับ (Order) 25 วงศ์ (Family) 41 ชนิด (Species) นกที่พบมากที่สุดได้แก่ นกยางโทนน้อย (Ardea intermedia) นกยางเปีย (Egertta garzetta) กาน้ำเล็ก (Microcarbo niger) ตามลำดับ พบนกกระสาแดง (Ardea purpurea) ที่สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยที่จัดอันดับให้อยู่ในหมวดสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ (Least Concern; LC) อีกด้วย

ความหลากหลายของเห็ดราในป่าชายเลนจังหวัดชุมพร
          จังหวัดชุมพร ได้ทำการสำรวจเห็ดราบริเวณตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง และตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี พบจำนวนทั้งสิ้น 1 วงศ์ (Family) 1 สกุล (Genus) 1 ชนิด (species) คือ เห็ดตีนตุ๊กแก (Schizophyllum commune)

ความหลากหลายของสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลนจังหวัดชุมพร
          จากการศึกษาสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลน บริเวณตำบลปากคลอง ตำบลบางสน และตำบลชุมโค อำเภอปะทิว, ตำบลท่ายาง ตำบลปากน้ำ ตำบลทุ่งคา ตำบลหาดทรายรี ตำบลวิสัยเหนือ และตำบลคำวิสัยเหนือ อำเภอเมือง, ตำบลวิสัยใต้ ตำบลปากแพรก ตำบลท่าหิน และตำบลด่านสวี อำเภอสวี, ตำบลปากตะโก ตำบลทุ่งตะไคร้ และตำบลตะโก อำเภอทุ่งตะโก, ตำบลบางน้ำจืด และตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร พบสัตว์น้ำเศรษฐกิจทั้งหมด 4 วงศ์ 4 ชนิด ซึ่งเป็นกลุ่มปลา (Chordata) ทั้งหมด ได้แก่ วงศ์ Mugilidae (วงศ์ปลากระบอก) ได้แก่ ปลากระบอก วงศ์ Istiophoridae (วงศ์ปลาโทง) ได้แก่ ปลาโทง วงศ์ Ambassidae (วงศ์ปลาแป้น) ได้แก่ ปลาแป้น และวงศ์ Bagridae (วงศ์ปลากด) ได้แก่ ปลากดขาว เป็นต้น

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนจังหวัดชุมพร
          การสำรวจองค์ประกอบและความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนในบริเวณตำบลปากคลอง ตำบลบางสน และตำบลชุมโค อำเภอปะทิว, ตำบลท่ายาง ตำบลปากน้ำ ตำบลทุ่งคา ตำบลหาดทรายรี ตำบลวิสัยเหนือ และตำบลคำวิสัยเหนือ อำเภอเมือง, ตำบลวิสัยใต้ ตำบลปากแพรก ตำบลท่าหิน และตำบลด่านสวี อำเภอสวี, ตำบลปากตะโก ตำบลทุ่งตะไคร้และตำบลตะโก อำเภอทุ่งตะโก, ตำบลบางน้ำจืด และตำบลนาพญา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร พบทั้งหมด 7 วงศ์(Family) 5 สกุล (Genus) 7 ชนิด (Specie) มีความหนาแน่นรวมเท่ากับ 7.80 ตัวต่อตารางเมตร ชนิดที่พบมากที่สุดคือ ปูแสม มีความหนาแน่นเท่ากับ 3.47 ตัวต่อตารางเมตร รองลงมาคือ หอย มีความหนาแน่นเท่ากับ 2.87 ตัวต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบชนิดอื่นๆเพิ่มเติม ได้แก่ หอยจุ๊บแจง(1) หอยแดง ไส้เดือน หนอนถั่ว และหอยกัน

          เมื่อพิจารณาความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนบริเวณจังหวัดชุมพร พบว่ามีค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ (H’) เท่ากับ 1.32 ค่าดัชนีความชุกชุมของชนิดพันธุ์ (d) เท่ากับ 1.14 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอ (J’) เท่ากับ 0.68

          ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่มีความเฉพาะตัว และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของชายฝั่งทะเล นับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามหาศาลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

1) ป่าชายเลนเป็นแหล่งพลังงาน และแหล่งวัตถุดิบไม้ใช้สอย ก่อสร้างในครัวเรือน
          ไม้จากป่าชายเลน โดยเฉพาะไม้โกงกางสามารถนำมาเผาถ่านซึ่งให้ถ่านที่มีคุณภาพดี เพราะให้ความร้อนสูงมอดช้า และไม่แตกสะเก็ด ถ่านไม้โกงกางที่มีชื่อเสียงคือ ถ่านไม้โกงกางบ้านยี่สาร จังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์ไม้ป่าชายเลนในรูปของไม้ฟืนเพื่อการหุงต้ม ในชีวิตประจำวันของประชาชนที่อาศัยบริเวณป่าชายเลน และใกล้เคียงอีกทั้งไม้จากป่าชายเลนหลายชนิดสามารถใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้าง และใช้สอยด้วย เช่น ทำเสาเข็ม ไม้ค้ำยันไม้ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์การประมง เป็นต้น

​          เปลือกของไม้ป่าชายเลนบางชนิดสามารถนำมาสกัดได้สารชื่อว่า แทนนิน ใช้ในการย้อมแห อวน ทำน้ำหมึกทำสี ทำกาว และฟอกหนัง เป็นต้น

2) ป่าชายเลนเป็นแหล่งพืชผัก และพืชสมุนไพร
​          พืชป่าชายเลน (Mangrove plants) ในที่นี้หมายถึงพืช หรือพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ ที่อยู่ในป่าชายเลน และมีชื่อเรียกตามแต่ละท้องถิ่น เป็นไม้ล้มลุกหรือไม้ยืนต้นซึ่งเติบโตจากปัจจัยธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่ กระจายพันธุ์ด้วยสภาวะธรรมชาติในแต่ละฤดูกาล ชาวบ้านในท้องถิ่นบริเวณชายฝั่งต่างก็มีประสบการณ์ และเรียนรู้ในการนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ทั้งอาหาร และพืชสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็นส่วนของใบดอก ผล หน่อ หัว เหง้า ราก และลำต้น ซึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจของพืชป่าชายเลน คือ เป็นทรัพยากรในท้องถิ่นที่หาได้ง่ายขึ้นเองตามธรรมชาติ และมีอายุยืนยาว สามารถให้ผลผลิตได้ทุกฤดูกาล

​          พืชในป่าชายเลนที่สามารถนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้านได้นั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น ใบชะคราม ยอดเป้ง ยอดผักเบี้ยทะเล ถั่วขาว จาก ถอบแถบน้ำ ปรงหนู ลำพู ลำแพน สาหร่ายสาย เป็นต้น

          พืชในป่าชายเลนหลายชนิดมีสรรพคุณทางยาใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เช่น เหงือกปลาหมอ มะนาวผีใช้รักษาโรคผิวหนัง ผลของตะบูนขาวใช้รักษาโรคบิด และโรคท้องร่วงได้ รากตาตุ่มทะเลใช้แก้อักเสบ แก้ไข้ แก้คัน  ขลู่ ใช้ต้มดื่มบรรเทาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ แก้อาการปวดเมื่อย เป็นต้น

3) ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย หลบภัย สืบพันธุ์ และเจริญเติบโตของสัตว์น้ำนานาชนิด
          ป่าชายเลนเป็นที่อยู่อาศัย และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยเฉพาะปู กุ้ง หอย ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ รวมทั้งสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะปลาหลายชนิดที่เรานิยมบริโภค ปลาทะเลหลายชนิดวางไข่ในพื้นที่ป่าชายเลน และอาศัยเจริญเติบโตในระยะแรก เมื่อเจริญเติบโตแข็งแรงดีแล้วจึงออกสู่ทะเล และหลายชนิดที่แม้จะวางไข่ในทะเลแต่ตัวอ่อนจะเคลื่อนย้าย สู่ป่าชายเลนเพื่ออาศัยหลบซ่อนศัตรู และหาอาหาร สัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ปลากะพงขาว ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากระบอก ปลาเก๋า กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยแครง ปูแสม ปูม้า และปูทะเล เป็นต้น

          นอกจากนี้ป่าชายเลนยังถือเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำเพราะมีอินทรียวัตถุที่ได้จากการย่อยสลายของซากพืช (กิ่ง ก้าน ดอก และผล) หรือเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นซึ่งอินทรียวัตถุที่ได้จากการย่อยสลายมีปริมาณโปรตีนสูง เช่น กรดอะมิโน ก็จะเป็นอาหารคืนสู่ระบบนิเวศป่าชายเลนต่อไป

4) ป่าชายเลนช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียง โดยเฉพาะหญ้าทะเลและปะการัง
          ป่าชายเลนมีบทบาทในการรักษาสมดุลของธาตุอาหาร และความอุดมสมบูรณ์ของน้ำทะเลชายฝั่ง ซึ่งจะส่งผลถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง

5) ป่าชายเลนช่วยป้องกันดินพังทลายชายฝั่ง
          รากของต้นไม้ในป่าชายเลน นอกจากจะช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแล้วยังช่วยบรรเทาความเร็วจากกระแสน้ำลง ทำให้ตะกอนที่แขวนลอยมากับน้ำทับถมเกิดเป็นแผ่นดินงอกใหม่ เมื่อระยะเวลานานก็จะขยายออกไปในทะเลเกิดเป็นหาดเลน อันเหมาะสมแก่การเกิดของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนต่อไป

6) ป่าชายเลนเป็นพื้นที่สำหรับดูดซับสิ่งปฏิกูลต่างๆ
          รากของต้นไม้ในป่าชายเลนที่งอกออกมาเหนือพื้นดิน จะทำหน้าที่คล้ายธรรมชาติคอยดักกรองสิ่งปฏิกูลต่างๆ และสารพิษต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล โลหะหนักหลายชนิดเมื่อถูกพัดพามาตาม กระแสน้ำ ก็จะตกตะกอนลงที่บริเวณดินเลนในป่าชายเลน นอกจากนั้นขยะและคราบน้ำมันต่างๆ ก็จะถูกดักกรองไว้ในป่าชายเลนเช่นกัน

7) ป่าชายเลนช่วยปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งจากภัยธรรมชาติ
          ป่าชายเลนเป็นฉากกำบังภัยธรรมชาติ ทำหน้าที่เหมือนปราการ ช่วยบรรเทาความรุนแรงของคลื่นและลมให้ลดน้อยลงก่อนจะขึ้นฝั่ง เพื่อมิให้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ทำกินของชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง

8) ป่าชายเลนเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และแหล่งศึกษาธรรมชาติ
          ระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว เพราะเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยพรรณไม้นานาที่มีใบ ดอก และผลสวยงาม แปลกตา อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่มีทั้งสัตว์น้ำ และสัตว์บกโดยเฉพาะนกชนิดต่างๆ อาศัยอยู่ร่วมกันหลากหลายชนิดทำให้ป่าชายเลนเป็นสถานทีที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ศึกษาหาความรู้ และพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อไป

9) ป่าชายเลนช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ
          ป่าชายเลน ถือว่าเป็นแหล่งที่มีการสะสมของคาร์บอนหนาแน่น มีความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สูงกว่าป่าประเภทอื่น ไม้ในป่าชายเลนมีอัตราการสังเคราะห์แสงสูงจึงช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของเนื้อไม้ และเพิ่มปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศ

สถานภาพทรัพยากรป่าชายเลน (State)
          จังหวัดชุมพร มีเนื้อที่ป่าชายเลนตามมติ ครม. จำนวน 57,254.67 ไร่ เนื้อที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 15,480.04 ไร่ โดยอยู่ในพื้นที่ 6 อำเภอ 28 ตำบล ได้แก่ อำเภอทุ่งตะโก อำเภอปะทิว อำเภอเมืองชุมพร อำเภอละแม อำเภอสวี และอำเภอหลังสวน

พื้นที่ป่าชายเลนรายตำบลในจังหวัดชุมพร

          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการโครงการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2559 เพื่อจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ  พบว่า ในปี 2559 จังหวัดชุมพร มีพื้นที่ป่าชายเลนในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวม 58,310.92 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 15,480.04 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรรม เมืองและสิ่งก่อสร้าง พื้นที่ทิ้งร้าง ป่าชายหาด ป่าบก หาดเลน และพื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง

พื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดชุมพร ระหว่างปี พ.ศ. 2504 – 2557

รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดชุมพร ปี พ.ศ. 2557

          การดำเนินการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการด้านป่าชายเลนหลายโครงการ ประกอบด้วยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลน ป่าชุมชน การปลูกป่าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปลูกป่าประชารัฐ การปลูกป่าในเมือง การปลูกเสริม การจัดทำเขตพิทักษ์ รักษ์สัตว์น้ำ การจัดทำแนวคูแพรก นอกจากนี้ในส่วนของการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนยังมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในแต่ละพื้นที่มากน้อยต่างกันไป

แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน ปี พ.ศ. 2557 จังหวัดชุมพร


 

สาเหตุของปัญหา การดำเนินงาน มาตรการ และการแก้ไขปัญหาเสื่อมโทรมต่อป่าชายเลน

ข้อมูล : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
วันที่ : 11 ธันวาคม 2561