สถานการณ์ทรัพยากรป่าชายเลน จ.ประจวบคีรีขันธ์

          ป่าชายเลน (mangrove forest) เป็นระบบนิเวศในแนวเชื่อมต่อระหว่างผืนแผ่นดินกับน้ำทะเลในเขตร้อน (tropical) และกึ่งร้อน (subtropical) ประกอบด้วยสังคมพืชและสัตว์หลากชนิดดำรงชีวิตร่วมกันภายใต้สภาพแวดล้อมเงื่อนไขที่ต้องเป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ ป่าชายเลนจึงพบได้ในบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ อ่าว ทะเลสาบ และรอบเกาะแก่งต่าง ๆ บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลนอาจเรียกว่า “ป่าโกงกาง” ได้อีกชื่อหนึ่ง ตามพันธุ์ไม้โกงกางที่พบเป็นจำนวนมากนั่นเอง

          ป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่ามหาศาล และมีความสำคัญต่อมนุษย์หลายรูปแบบ คุณประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ การใช้ประโยชน์จากไม้ชายเลนเพื่อการเผาถ่าน ต้นไม้ในป่าชายเลนปลูกง่าย โตเร็ว จึงมีรอบตัดฟืนน้อยกว่าต้นไม้ในป่าชายเลนหลายเท่า ไม้ป่าชายเลนนอกจากจะใช้เผาถ่าน ยังมีการใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆ คือ เป็นไม้ฟืน ไม้เสาเข็ม ไม้ค้ำยัน ไม้ก่อสร้าง แพปลา อุปกรณ์การประมง และเฟอร์นิเจอร์ ป่าชายเลนยังเป็นแหล่งยังชีพของประชาชนยากไร้ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล โดยช่วยเอื้ออำนวยปัจจัยในการดำรงชีพหลายประการ เช่น หลักไม้สำหรับใช้อุปกรณ์จับสัตว์น้ำ เปลือกไม้บางชนิดใช้ย้อมแห และอวนให้คงทน น้ำผึ้งจากรังผึ้งในป่าชายเลน ผลจากการใช้รับประทาน ใบจาก ใช้มวนยาสูบ และมุงหลังคา ตัวหนอน และสัตว์น้ำในป่าชายเลนเป็นอาหาร พืชบางอย่าง เช่น เหงือกปลาหมอ ตาตุ่ม เป็นยารักษาโรค เป็นต้น นอกจากนั้นประชาชนเหล่านี้ยังประกอบอาชีพการประมงชายฝั่งโดยการจับสัตว์น้ำในป่าชายเลนอีกด้วย

          ป่าชายเลนยังทำหน้าที่เสมือนเขื่อนป้องกันคลื่นจากทะเลที่สามารถซ่อมแซมตนเองได้ เมื่อได้รับความเสียหายจากพายุ ป่าชายเลนช่วยกันความรุนแรงของพายุจนไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ และระบบนิเวศที่อยู่บริเวณถัดเข้ามา ประชาชนที่ปลูกบ้านเรือนตามชายฝั่งทะเลจึงมักจะปลูกไม้ชายเลนไว้เป็นแนวแน่นทึบ เพื่อช่วยบรรเทาวาตภัยที่เกิดขึ้นเสมอ ในขณะเดียวกันป่าชายเลนยังทำหน้าที่ดักกรองสารปฏิกูล และสารมลพิษต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล โลหะหนักหลายชนิดเมื่อถูกพัดพามาตาม กระแสน้ำก็จะตกตะกอนลงที่บริเวณดินเลนในป่าชายเลน ขยะและคราบน้ำมันต่างๆ ก็จะถูกดักกรองไว้ในป่าชายเลนเช่นกัน นอกจากนั้นการที่ป่าชายเลนปรากฏอยู่ตามที่ราบชายฝั่งทะเล และปากแม่น้ำ แนวป่าชายเลนจะช่วยบรรเทาความเร็วของกระแสน้ำลง ทำให้ตะกอนดินที่พัดพามากับกระแสน้ำตกตะกอนทับถมเกิดแผ่นดินงอกขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าป่าชายเลนช่วยเพิ่มพื้นที่ประเทศ ป่าชายเลนเป็นที่อยู่อาศัยวางไข่ หาอาหาร เจริญเติบโตของสัตว์น้ำวัยอ่อนหลายชนิดโดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่น ปูทะเล ปลากระบอก ปลากะรัง หอยนางรม ฯลฯ

          ป่าชายเลนยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตสารอินทรีย์ระบบนิเวศชายฝั่งทะเลอื่นๆ และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชนิดกับระบบนิเวศหญ้าทะเล และแนวปะการัง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิดในบริเวณป่าชายเลนในลำคลองหน้าป่าชายเลน หรือบริเวณหาดเลนชายฝั่งทะเล เช่น กุ้งกุลาดำ ปลากะพง ปลากะรัง หอยนางรม หอยแครง ฯลฯ ล้วนแต่ต้องพึ่งพาสารอาหารจากป่าชายเลนทั้งสิ้น นอกจากนั้นการที่ป่าชายเลนมีลักษณะพิเศษหลายอย่าง และความงดงามอุดมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดที่มีใบ ดอก และผลสวยงาม อีกทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ชนิดต่างๆ ที่มีลักษณะสีสัน สวยงาม เช่น ปูก้ามดาบ และยังมีลำคลองลดเลี้ยวไปมา ทำให้ป่าชายเลนเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยป่าชายเลนจะเพิ่มความสวยงามแปลกตาให้แก่ทิวทัศน์บริเวณชายฝั่งทะเลได้เป็นอันมาก

          ป่าชายเลนแม้ว่าจะมีเนื้อที่เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับป่าบก แต่ทว่าป่าชายเลนนับวันจะมีความสำคัญขึ้นต่อชีวิตประชากร และเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ทั้งนี้เพราะว่าป่าชายเลนเป็นที่รวมของสังคมพืช สัตว์น้ำ และสัตว์บกนานาชนิด ป่าชายเลนนับว่าเป็นระบบนิเวศที่มีคุณค่ามหาศาล โดยผลผลิตที่ได้จากป่าชายเลนซึ่งช่วยเพิ่มเศรษฐกิจของประเทศได้มากก็คือ การนำไม้จากป่าชายเลนมาใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ กันหลายรูปแบบ ที่นิยมกันอย่างกว้างขวางก็คือ การเผาถ่าน โดยเฉพาะการนำไม้โกงกางมาทำเป็นถ่าน ซึ่งถ่านที่ได้จากไม้โกงกางถือว่าเป็นถ่านที่มีคุณภาพดี ให้ความร้อนสูงเมื่อเทียบกับถ่านที่ได้มาจากไม้ชนิดอื่นๆ ไม้ในป่าชายเลนนอกจากจะนำมาทำเป็นถ่านแล้ว ยังนำไปทำเสาเข็ม ไม้ค้ำยัน สร้างบ้านเรือน เฟอร์นิเจอร์ และไม้จากป่าชายเลน ยังนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ทางอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการกลั่นไม้ หรือสกัดสารเคมีที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะผลผลิตด้านแทนนิน เมททิลแอลกอฮอล์ กรดน้ำส้ม และน้ำมันดิน นอกจากนี้ ไม้ป่าชายเลนหลายชนิดยังสามารถใช้เป็นสมุทรไพรได้อีกด้วย ป่าชายเลนยังมีบทบาทสำคัญในการรักษากำลังผลิตของประมงชายฝั่ง โดยซากพืชที่เป็นเศษไม้ ใบไม้เมื่อร่วงหล่นลงแล้วจะย่อยสลายกลายเป็นอาหารปฐมภูมิในระบบนิเวศป่าชายเลน ทำให้มีแพลงก์ตอนพืช และแพลงก์ตอนสัตว์เป็นปริมาณมาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้ำขนาดใหญ่

          จากความสำคัญดังกล่าวทำให้ป่าชายเลนเป็นแหล่งยังชีพของประชากรที่อยู่ตามชายฝั่งทะเล ซึ่งอาศัยรายได้จากการทำประมงขนาดเล็ก และการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์น้ำตามชายฝั่งนอกจากนี้ ป่าชายเลนมีบทบาทสำคัญในการป้องกันพื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยจะช่วยลดความรุนแรงของคลื่น และลมพายุไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อระบบนิเวศ และช่วยป้องกันการกัดเซาะดินที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลไม่ให้มีการพังทลาย เป็นแหล่งดักตะกอน สารปฏิกูล และสารมลพิษต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล โดยรากของต้นไม้ในป่าชายเลนที่งอกออกมาเหนือพื้นดินจะทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติคอยกลั่นกรองสิ่งของต่างๆ ที่มากับกระแสน้ำ นอกจากนี้ป่าชายเลนยังช่วยทำให้แผ่นดินบริเวณชายฝั่งทะเลงอกขยายตัวออกไปทะเล โดยรากของต้นไม้ในป่าชายเลนจะช่วยทำให้ตะกอนที่แขวนลอยมากับน้ำตกทับถมเป็นหาดเลนงอกใหม่ อันเหมาะแก่การเกิดของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนและการเพาะเลี้ยงประมงชายฝั่งได้เป็นอย่างดี

สถานภาพทรัพยากรป่าชายเลน (State)
          จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 1,506.89 ไร่ (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2557) จากการสำรวจสังคมพืชป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในท้องที่ตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี, ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง และตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี พบพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั้งสิ้น 3 วงศ์ (Families) 5 สกุล (Genus) 7 ชนิด (Species) มีความหนาแน่นรวมของต้นไม้เท่ากับ 181.62 ต้นต่อไร่ พันธุ์ไม้ที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Rhizophoraceae ชนิดที่มีความหนาแน่นมากที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata) มีความหนาแน่นเท่ากับ 60.32 ต้นต่อไร่ รองลงมา คือ แสมทะเล (Avicennia marina) และโกงกางใบใหญ่ (Rhizophora mucronata) มีความหนาแน่นเท่ากับ 59.89 และ 38.70 ต้นต่อไร่ ตามลำดับ ความโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอกเฉลี่ย (DBH) เท่ากับ 9.49 เซนติเมตร และความสูงเฉลี่ย (H) เท่ากับ 7.17 เมตร

          ค่าดัชนีความความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Shannon-Wienerdiversityindex;H’) เท่ากับ 1.473 ค่าความชุกชุมทางชนิดพันธุ์ของมาร์กาเรฟ (Margalef’sindex;d) เท่ากับ 0.891 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอทางชนิดพันธุ์ของพีลู (Pielou’s evenness;J’) เท่ากับ 0.757 ค่าดัชนีความสำคัญ (Important ValueIndex;IVI) สูงที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก มีค่าเท่ากับ 120.39 รองลงมา คือ แสมทะเลและโกงกางใบใหญ่ มีค่าเท่ากับ 78.31 และ 61.40 ตามลำดับ

ผลผลิตมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
          มวลชีวภาพป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการประเมินพบว่า มีมวลชีวภาพทั้งหมดเท่ากับ 20.776 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น มวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 9.627 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 11.149 ตันต่อไร่

          มวลชีวภาพเหนือดินทั้งหมด พบว่า มีมวลชีวภาพลำต้นมากที่สุด 5.421 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ มวลชีวภาพกิ่ง 2.015 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพรากเหนือพื้นดิน 1.576 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใบ 0.615 ตันต่อไร่ ตามลำดับ โดยโกงกางใบเล็ก เป็นชนิดพันธุ์ที่มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 6.632 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ โกงกางใบใหญ่และแสมทะเล มีมวลชีวภาพเท่ากับ 1.354 และ 1.323 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          สำหรับมวลชีวภาพใต้ดินพบว่า มีการกระจายอยู่ในชั้นดินที่ความลึกต่างๆ โดยสะสมอยู่ในชั้นดินที่มีความลึก 10-20 เซนติเมตร มากที่สุดเท่ากับ 2.017 ตันต่อไร่ รองลงมาอยู่ที่ชั้นความลึก 20-30, 0-10 และ 40-50 เซนติเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 1.849, 1.680 และ 1.578 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อแบ่งตามขนาดรากพบว่า รากขนาดมากกว่า 10 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 4.632 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ รากขนาด 5-10 และ 0-5 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพ 4.450 และ 2.068 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          การสะสมคาร์บอนในป่าชายเลน พบว่า คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพ (ในรูปสารประกอบคาร์บอน) รวมเฉลี่ยเท่ากับ 9.765 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 4.525 ตันต่อไร่ และคาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 5.240 ตันต่อไร่

          คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินสะสมอยู่ในลำต้นมากที่สุด 2.548 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ สะสมอยู่ในกิ่ง 0.947 ตันต่อไร่ สะสมอยูในรากเหนือพื้นดิน 0.741 ตันต่อไร่ และสะสมอยู่ในใบ 0.289 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อนำมาประเมินร่วมกับพื้นที่ป่าชายเลน พบว่า ป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีการกักเก็บคาร์บอนเท่ากับ 0.015 ล้านตันคาร์บอน

ความหลากหลายของแมลงและนกในป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
          ความหลากหลายของแมลงในพื้นที่ป่าชายเลน ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบจำนวน 6 อันดับ 44 วงศ์ 68 ชนิด ได้แก่ 1) แมลงที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) เช่น แมลงทับป่า (Agrilus sp.), ด้วงหนวดยาว (Cerambycidae sp.), และด้วงกินใบ (Aulacophora sp.) เป็นต้น 2) แมลงที่กินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivor) เช่น ริ้นน้ำเค็ม (Ceratopogonidae sp.), ริ้นน้ำจืด (Chironomidae sp.) และยุง (Culex spp.) เป็นต้น 3) แมลงที่ช่วยผสมเกสร (Pollinator) เช่น ผีเสื้อบินเร็ว (Hesperiidae sp.), ผีเสื้อฟ้าหนอนมะนาว (Chilades lajus) และผีเสื้อฟ้าหิ่งห้อยสีจาง (Euchrysops cnejus) เป็นต้น และ 4) แมลงพวกช่วยย่อยสลาย (Decomposer) ได้แก่ ด้วงกระดูกสัตว์ (Cleridae unknown sp.)

          จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นกที่พบมี 11 อันดับ (Order) 27 วงศ์ (Family) 57 ชนิด (Species) นกที่พบมากที่สุดได้แก่ นางนวลแกลบเล็ก (Sternula albifrons) นกยางโทนใหญ่ (Ardea alba) นกอีโก้ง (Porphyrio porphyrio) ตามลำดับ พบนกที่อยู่ในกลุ่มใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened; NT) ตาม IUCN Red list ได้แก่ นกนางนวลแกลบเล็ก (Sternula albifrons)

ความหลากหลายของเห็ดราในป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
          จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ทำการสำรวจเห็ดราบริเวณพื้นที่ตำบลเขาแดง อำเภอเขาแดง ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง และตำบลปราณบุรี ปากน้ำปราณ พบจำนวนทั้งสิ้น 3 วงศ์ (Family) 5 สกุล (Genus) และ 5 ชนิด (species) ได้แก่ เห็ดขอนแดงรูเล็ก/เห็ดหิ้งสีส้ม (Pycnoporus sanguineus), (Hymenochaete sp.), (Coriolopsis sp.), (Polyporus sp.) และ (Gloeophyllum sp.)

ความหลากหลายของสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
          จากการศึกษาสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลน บริเวณตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี, ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง และตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบสัตว์น้ำเศรษฐกิจทั้งหมด 16 วงศ์ 19 ชนิด จำแนกเป็นกลุ่มปลา (Chordata) 12 วงศ์ 15 ชนิด กลุ่มกุ้ง/ปู (Crustacean) 2 วงศ์ 2 ชนิด กลุ่มหอย/หมึก (Mollusc) 1 วงศ์ 1 ชนิด และกลุ่มแมงดาทะเล (Arthopoda) 1 วงศ์ 1 ชนิด โดยวงศ์ที่พบจำนวนชนิดมากที่สุดคือ วงศ์ Gobiidae (วงศ์ปลาบู่) พบ 2 ชนิด ได้แก่ ปลาบู่รำไพและปลาเขือแดง วงศ์ Ambassidae (วงศ์ปลาแป้น) พบ 2 ชนิด ได้แก่ ปลาข้าวเม่าและปลาแป้น และวงศ์ Lutjanidae (วงศ์ปลากะพงแดง) พบ 2 ชนิด ได้แก่ ปลากะพงแดงและปลากะพงข้างปาน ส่วนวงศ์ที่เหลือ พบอย่างละ 1 ชนิด เช่น วงศ์ Mugilidae (วงศ์ปลากระบอก) ได้แก่ ปลากระบอก วงศ์ Plotosidae (วงศ์ปลาดุกทะเล) เช่น ปลาดุกทะเล และวงศ์ Veneridae (วงศ์หอยลาย) เช่น หอยตลับ เป็นต้น

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
          การสำรวจองค์ประกอบและความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนในบริเวณตำบลเขาแดง อำเภอกุยบุรี, ตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง และตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบทั้งหมด 3 วงศ์ (Family) 3 สกุล (Genus) 5 ชนิด (Specie) มีความหนาแน่นรวมเท่ากับ 24.00 ตัวต่อตารางเมตร ชนิดที่พบมากที่สุดคือ หอยจุ๊บแจง (1) มีความหนาแน่นเท่ากับ 8.00 ตัวต่อตารางเมตร รองลงมาคือ หอยหูปากเหลือง มีความหนาแน่นเท่ากับ 6.00 ตัวต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบชนิดอื่นๆเพิ่มเติมได้แก่ หอยหูแมว หอยจุ๊บแจง(2) และไส้เดือนทะเล

          เมื่อพิจารณาความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบว่ามีค่าดัชนี ความหลากหลายทางชีวภาพ (H’) เท่ากับ 1.52 ค่าดัชนีความชุกชุมของชนิดพันธุ์ (d) เท่ากับ 1.29 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอ (J’) เท่ากับ 0.94

การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน
          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2548; 2558) รายงานว่าพื้นที่ป่าชายเลนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไดลดลงอย่างมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยลดลงจาก 6,875 ไร่ (พื้นที่ป่าสัมปทาน) ในปี พ.ศ. 2504 เหลือ 269 ไร่ ในปี พ.ศ. 2539 โรงงานอุตสาหกรรม การบุกรุกทำลายป่าชายเลนเพื่อการเกษตร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เช่น การเลี้ยงกุ้ง และสวนปาล์มน้ำมัน เป็นต้น โดยการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 - 2557

พื้นที่ป่าชายเลนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 - 2557

ความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการโครงการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 เพื่อจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ  พบว่า ในปี 2557 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีพื้นที่ป่ามีพื้นที่ป่าชายเลนในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จำนวน 9,499.28 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 1,323.53 ไร่  นอกนั้นเป็นพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรรม เมืองและสิ่งก่อสร้าง ป่าชายหาด ป่าบก พื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง พื้นที่ทิ้งร้าง และหาดทราย รวมจำนวน 8,175.75 ไร่

รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปี พ.ศ. 2557

          การดำเนินการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการด้านป่าชายเลนหลายโครงการ ประกอบด้วยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลน ป่าชุมชน การปลูกป่าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปลูกป่าประชารัฐ การปลูกป่าในเมือง การปลูกเสริม การจัดทำเขตพิทักษ์ รักษ์สัตว์น้ำ การจัดทำแนวคูแพรก นอกจากนี้ในส่วนของการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนยังมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในแต่ละพื้นที่มากน้อยต่างกันไป

แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน ปี พ.ศ. 2557 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์


 

สาเหตุของปัญหา การดำเนินงาน มาตรการ และการแก้ไขปัญหาเสื่อมโทรมต่อป่าชายเลน

ข้อมูล : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
วันที่ : 11 ธันวาคม 2561