สถานการณ์ทรัพยากรป่าชายเลน จ.เพชรบุรี

          ป่าชายเลน (mangrove forest) เป็นระบบนิเวศในแนวเชื่อมต่อระหว่างผืนแผ่นดินกับน้ำทะเลในเขตร้อน (tropical) และกึ่งร้อน (subtropical) ประกอบด้วยสังคมพืชและสัตว์หลากชนิดดำรงชีวิตร่วมกันภายใต้สภาพแวดล้อมเงื่อนไขที่ต้องเป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ ป่าชายเลนจึงพบได้ในบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ อ่าว ทะเลสาบ และรอบเกาะแก่งต่าง ๆ บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลนอาจเรียกว่า “ป่าโกงกาง” ได้อีกชื่อหนึ่ง ตามพันธุ์ไม้โกงกางที่พบเป็นจำนวนมากนั่นเอง

          ในระบบนิเวศป่าชายเลน สิ่งไม่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างซับซ้อน ทั้งในแง่การหมุนเวียนของธาตุอาหารและการถ่ายทอดพลังงาน แต่สามารถอธิบายง่ายๆ ได้ว่าเมื่อผู้ผลิต คือ พืช เติบโตขึ้นจากการสังเคราะห์ด้วยแสง จะมีส่วนของใบไม้ กิ่งไม้และเศษไม้ ที่ร่วงหล่นทับถมในน้ำและดิน จะถูกย่อยสลายโดยผู้ย่อยสลาย ได้แก่ รา แบคทีเรีย โปรโตซัวชนิดต่าง ๆ  กลายเป็นอินทรียวัตถุ และในที่สุดก็จะกลายเป็นแร่ธาตุกลับคืนสู่ระบบนิเวศ บางส่วนถูกบริโภคโดยกลุ่มกินอินทรียสาร เช่น แพลงก์ตอนพืช ที่ต่อไปจะกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนอันอุดมสมบูรณ์ให้แก่ แพลงก์ตอนสัตว์ สัตว์น้ำเล็ก ๆ ที่จะถูกบริโภคต่อไปอีก เป็นอาหารของพวกกุ้ง ปู และปลา ขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ หรือบางส่วนก็จะตายและถูกย่อยสลายกลับเป็นธาตุอาหารสะสมอยู่ในป่านั่นเอง ธาตุอาหารและอินทรียสารบางส่วนถูกพัดพาออกไปสู่ท้องน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ท้องทะเลภายนอก ป่าชายเลนจึงเป็นระบบนิเวศที่มีความเฉพาะตัวและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของชายฝั่งทะเล นับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามหาศาลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ดังนี้

1) ป่าชายเลนเป็นแหล่งพลังงานและแหล่งวัตถุดิบไม้ใช้สอยในครัวเรือน
          ไม้จากป่าชายเลนโดยเฉพาะไม้โกงกางสามารถนำมาเผาถ่านซึ่งให้ถ่านที่มีคุณภาพดีเพราะให้ความร้อนสูงและไม่แตกสะเก็ด นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์ไม้ป่าชายเลนในรูปของไม้ฟืนเพื่อการหุงต้มในชีวิตประจำวันของประชาชนที่อาศัยบริเวณป่าชายเลนและใกล้เคียง อีกทั้งไม้จากป่าชายเลนหลายชนิดสามารถใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้างและใช้สอยด้วย เช่น ทำเสาเข็ม ไม้ค้ำยัน ไม้ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์การประมง เปลือกของไม้ป่าชายเลนบางชนิดสามารถนำมาสกัดสารแทนนิน ใช้ในการย้อมแหอวน ทำน้ำหมึก ทำสี ทำกาว และใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง เป็นต้น

2) ป่าชายเลนเป็นแหล่งพืชผักและพืชสมุนไพร
          พืชป่าชายเลน ในที่นี้หมายถึงพืชหรือพันธุ์ไม้ชนิดต่าง ๆ ทั้งไม้ล้มลุกหรือไม้ยืนต้นที่อยู่ในป่าชายเลนและมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ในแต่ละฤดูกาลชาวบ้านในท้องถิ่นบริเวณชายฝั่งต่างก็มีประสบการณ์และเรียนรู้ในการนำพืชป่าชายเลนไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ทั้งเป็นอาหารและพืชสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นส่วนของใบ ดอก ผล หน่อ หัว เหง้าราก และเปลือกลำต้น ซึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจของพืชป่าชายเลนคือเป็นทรัพยากรในท้องถิ่นที่หาได้ง่ายขึ้นเองตามธรรมชาติและให้ผลผลิตได้ทุกฤดูกาล พืชในป่าชายเลนที่สามารถนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้านได้นั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น ใบชะคราม ยอดเป้ง ยอดผักเบี้ยทะเล ถั่วขาว จาก ถอบแถบน้ำปรงหนู ลำพู ลำแพน สาหร่ายสาย เป็นต้น

          พืชในป่าชายเลนหลายชนิดมีสรรพคุณทางยา ใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เช่น เหงือกปลาหมอ มะนาวผี ใช้รักษาโรคผิวหนัง ผลของตะบูนขาวใช้รักษาโรคบิดและโรคท้องร่วง รากตาตุ่มทะเลใช้แก้อักเสบ แก้ไข้ แก้คัน ขลู่ใช้ต้มดื่มบรรเทาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะและแก้อาการปวดเมื่อย เป็นต้น

3) ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน
          เป็นแหล่งอาหารที่อยู่อาศัย หลบภัย สืบพันธุ์และเจริญเติบโตของสัตว์น้ำนานาชนิด ป่าชายเลนเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยเฉพาะตัวอ่อนของปู กุ้ง หอยซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ รวมทั้งสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร  ทั้งนี้ เนื่องจากป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะปลาหลายชนิดที่เป็นที่นิยมในการบริโภค ปลาทะเลหลายชนิดวางไข่ในป่าชายเลนและอาศัยเจริญเติบโตในระยะแรก เมื่อเจริญเติบโตแข็งแรงดีแล้วจึงออกสู่ทะเล และหลายชนิดที่แม้จะวางไข่ในทะเลแต่ตัวอ่อนจะเคลื่อนย้ายสู่ป่าชายเลนเพื่ออาศัยหลบซ่อนศัตรูและหาอาหาร สัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ปลากะพงขาว ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากระบอก ปลาเก๋า กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยแครง ปูแสม ปูม้า และปูทะเล ล้วนแล้วแต่มีวงจรชีวิตบางส่วนที่ต้องเข้ามาอาศัยในป่าชายเลนทั้งสิ้น

4) ป่าชายเลนช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียง
          โดยเฉพาะระบบนิเวศหญ้าทะเลและปะการัง โดยมีบทบาทในการรักษาสมดุลของธาตุอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่ง ซึ่งจะส่งผลถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง ป่าชายเลนยังช่วยกักเก็บตะกอนดิน มิให้ลงไปทับถมและเกิดความเสียหายในแนวปะการัง

5) ป่าชายเลนช่วยป้องกันดินชายฝั่งพังทลาย
          รากของต้นไม้ในป่าชายเลนซึ่งสานกันแน่นหนา จะช่วยบรรเทาความเร็วจากกระแสน้ำลง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการพังทลายและกัดเซาะของดินชายฝั่ง ยังทำให้ตะกอนที่แขวนลอยมากับน้ำทับถมเกิดเป็นแผ่นดินงอกใหม่ เมื่อระยะเวลานานก็จะขยายออกไปในทะเล เกิดเป็นหาดเลนอันเหมาะสมแก่การเกิดของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนต่อไป

6) ป่าชายเลนเป็นพื้นที่สำหรับดูดซับสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ
          รากของต้นไม้ในป่าชายเลนที่งอกออกมาอยู่เหนือพื้นดินทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติ ที่คอยดักกรองสิ่งปฏิกูลและสารพิษต่าง ๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล โลหะหนักหลายชนิดเมื่อถูกพัดพามาตามกระแสน้ำก็จะตกตะกอนลงที่บริเวณดินเลนในป่าชายเลนนอกจากนั้นขยะและคราบน้ำมันต่าง ๆ ก็จะถูกดักกรองไว้ในป่าชายเลนด้วยเช่นกัน

7) ป่าชายเลนเป็นฉากกำบังภัยธรรมชาติที่ช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่ง
          โดยทำหน้าที่เหมือนปราการช่วยบรรเทาความรุนแรงของคลื่นและลมให้ลดน้อยลงก่อนจะขึ้นฝั่ง มิให้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่ที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินของชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง

8) ป่าชายเลนเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งศึกษาธรรมชาติ
          ระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดที่มีใบดอกและผลสวยงามแปลกตา อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่มีทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บก โดยเฉพาะนกชนิดต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันหลากหลายชนิดทำให้ป่าชายเลนเป็นสถานทีที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ศึกษาหาความรู้ และสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อไป

9) ป่าชายเลนช่วยลดภาวะโลกร้อน
          ป่าชายเลนถือว่าเป็นแหล่งที่มีการสะสมของคาร์บอนสูงมาก และต้นไม้ป่าชายเลนหลายชนิดมีความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงสูงกว่าป่าประเภทอื่น อีกทั้งยังเพิ่มปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศเป็นปริมาณที่มากอีกด้วย

          ปัจจุบันป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรี มีสภาพสมบูรณ์ปานกลาง  มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2430 และเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2543 ในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นนาเกลือ เป็นนาขังน้ำ ที่อยู่อาศัยชุมชน โดยมีที่ที่เป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่มีเอกสารสิทธิ์ และที่เป็นพื้นที่ป่าชายเลนธรรมชาติในที่ดินของรัฐ  มีพื้นที่ดินเลนงอกทำให้พื้นที่ป่าชายเลนขยายตัวออกจากชายฝั่ง และบริเวณที่มีการกัดเซาะชายฝั่งสลับกันไป บริเวณดินเลนงอกอยู่บริเวณตำบลบางตะบูน ถึงตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม  จังหวัดเพชรบุรี ส่วนบริเวณที่กัดเซาะชายฝั่งอยู่บริเวณตำบลปากทะเล อำเภอบ้านแหลม จนถึงตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ป่าชายเลนโดยทั่วไปจะเป็นป่าสกุลแสม มีโกงกางอยู่บ้างบริเวณชายคลอง และแปลงปลูกป่าชายเลนของรัฐ และเอกชนอยู่บ้าง รวมทั้งพันธุ์ไม้สกุลถั่ว โปรง ตะบูน ปะปนอยู่บ้างเล็กน้อย

สถานภาพทรัพยากรป่าชายเลน (State)
          
จังหวัดเพชรบุรี มีเนื้อที่ป่าชายเลนตามมติ ครม. จำนวน 85,172.33 ไร่ เนื้อที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 14,839.24 ไร่ โดยอยู่ในท้องที่ 5 อำเภอ 20 ตำบล ได้แก่ อำเภอเขาย้อย อำเภอชะอำ อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านแหลม และอำเภอเมืองเพชรบุรี

พื้นที่ป่าชายเลนรายตำบลในจังหวัดเพชรบุรี

ความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรี
          
พบพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั้งสิ้น 3 วงศ์ (Families) 3 สกุล (Genus) 4 ชนิด (Species) มีความหนาแน่นรวมของต้นไม้เท่ากับ 289.64 ต้นต่อไร่ พันธุ์ไม้ที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Rhizophoraceae ชนิดที่มีความหนาแน่นมากที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata) มีความหนาแน่นเท่ากับ 278.15ต้นต่อไร่ รองลงมา คือ โกงกางใบใหญ่ (Rhizophora mucronata) และตะบูนขาว(Xylocarpus granatum) มีความหนาแน่นเท่ากัน คือ 4.10 ต้นต่อไร่ ความโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอกเฉลี่ย (DBH) เท่ากับ 8.82 เซนติเมตร และความสูงเฉลี่ย (H) เท่ากับ 7.50 เมตร ค่าดัชนีความสำคัญ (Important Value Index ; IVI) สูงที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก มีค่าเท่ากับ 272.10 รองลงมาคือ ลำพูและตะบูนขาว มีค่าเท่ากับ 11.73 และ 11.59 ตามลำดับ ค่าดัชนีความความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Shannon-Wiener diversity index ; H’) เท่ากับ 0.210 ค่าความชุกชุมทางชนิดพันธุ์ของมาร์กาเรฟ (Margalef’sindex ; d) เท่ากับ 0.457 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอทางชนิดพันธุ์ของพีลู (Pielou’sevenness ; J’) เท่ากับ 0.152

ผลผลิตมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรี
​          
จากการประเมินพบว่า มีมวลชีวภาพทั้งหมดเท่ากับ 25.090 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น มวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 13.404 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 11.686 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพเหนือดินทั้งหมด พบว่า มีมวลชีวภาพลำต้นมากที่สุด 7.049 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ มวลชีวภาพรากเหนือพื้นดิน 2.958 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพกิ่ง 2.701 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใบ 0.696 ตันต่อไร่ ตามลำดับ โดยโกงกางใบเล็กเป็นชนิดพันธุ์ที่มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 12.926 ตันต่อไร่ ส่วนอีก 3 ชนิดที่พบ ได้แก่ ลำพู ตะบูนขาว  โกงกางใบใหญ่ มีมวลชีวภาพค่อนข้างน้อย คือ 0.184, 0.148 และ 0.146 ตันต่อไร่ ตามลำดับ สำหรับมวลชีวภาพใต้ดินพบว่า มีการกระจายอยู่ในชั้นดินที่ความลึกต่างๆ โดยสะสมอยู่ในชั้นดินที่มีความลึก 0-10 เซนติเมตร มากที่สุดเท่ากับ 3.044 ตันต่อไร่ รองลงมาอยู่ที่ชั้นความลึก 10-20, 20-30 และ 30-40 เซนติเมตร มีมวลชีวภาพ 2.903, 2.079 และ 1.169 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อแบ่งตามขนาดรากพบว่า รากขนาดมากกว่า 10 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 7.229 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ รากขนาด 0-5 และ 5-10 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 2.397 และ 2.060 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

​          การสะสมคาร์บอนในป่าชายเลน พบว่า คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพ (ในรูปสารประกอบคาร์บอน) รวมเฉลี่ยเท่ากับ 11.792 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 6.300 ตันต่อไร่ และคาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 5.492 ตันต่อไร่ คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินสะสมอยู่ในลำต้นมากที่สุด 3.313 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ สะสมอยู่ในรากเหนือพื้นดิน 1.391 ตันต่อไร่ สะสมอยูในกิ่ง 1.269 ตันต่อไร่ และสะสมอยู่ในใบ 0.327 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อนำมาประเมินร่วมกับพื้นที่ป่าชายเลน พบว่า ป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรีมีการกักเก็บคาร์บอนเท่ากับ 0.175 ล้านตันคาร์บอน

ความหลากหลายของแมลงและนกในป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรี
​          
ในพื้นที่ป่าชายเลน ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม และตำบลหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พบจำนวน 7 อันดับ 41 วงศ์ 67 ชนิดได้แก่ 1) แมลงที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) เช่น มอดไม้ (Bostrichidae sp.), แมลงทับป่า (Agrilus sp.), และด้วงหนวดยาว (Cerambycidae sp.) เป็นต้น 2) แมลงที่กินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivor) เช่น ด้วงเสือ (Callytron sp.), ด้วงเสือเขียวเล็กลายเลือน (Cylindera minuta) และด้วงดิ่ง (Dytiscidae sp.) เป็นต้น และ 3) แมลงที่ช่วยผสมเกสร (Pollinator) เช่น แมลงวันดอกไม้หัวโต (Eristalinus arvorum), แมลงวันดอกไม้ (Ischiodon sp.) และแมลงวันหลังค่อม (Phoridae sp.) เป็นต้น จากการสำรวจครั้งนี้พบแมลงที่อยู่ในสถานภาพการอนุรักษ์ตาม IUCN Red List (2016) แต่อยู่ในระดับ Least concern (LC) คือ กังวลน้อย ได้แก่ ผีเสื้อจรกาหนอนยี่โถ (Euploea core), ผีเสื้อแพนซีมยุรา (Junonia almanac) และแมลงปอยักษ์เขียวธรรมดา (Anax guttatus)

​          นกที่พบมี 13 อันดับ (Order) 31 วงศ์ (Family) 67 ชนิด (Species) นกที่พบมากที่สุดได้แก่ นกตีนเทียน (Himantopus himantopus) นกยางกรอกพันธุ์จีน (Ardeola bacchus) นกยางเปีย (Egertta garzetta) ตามลำดับ พบนกที่อยู่ในกลุ่มใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened ; NT) ตาม IUCN Red list ได้แก่ นกกาบบัว (Mycteria leucocephala) นกกระทุง (Pelecanus philippensis) นกสติ๊นท์คอแดง (Calidris ruficollis) นกชายเลนปากโค้ง (Calidris ferruginea) นางนวลแกลบเล็ก (Sternula albifrons) นกนางนวลแกลบท้ายทอยดำ (Sterna sumatrana) นกอีก๋อยใหญ่ (Numenius arquata)

ความหลากหลายของเห็ดราในป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรี
​          
ในบริเวณตำบลบางเก่า อำเภอชะอำ ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม และตำบลปึกเตียน อำเภอท่ายาง พบจำนวนทั้งสิ้น 3 วงศ์ (Family) 3 สกุล (Genus) และ 4 ชนิด (species) ได้แก่ (Gloeophyllum sp.), (Ganoderma sp.) และ (Polyporus sp.)

ความหลากหลายของสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรี
​          
บริเวณตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พบสัตว์น้ำเศรษฐกิจทั้งหมด 12 วงศ์ 13 ชนิด จำแนกเป็นกลุ่มปลา (Chordata) 8 วงศ์ 8 ชนิด กลุ่มกุ้ง/ปู (Crustacean) 3 วงศ์ 4 ชนิด และกลุ่มแมงดาทะเล (Arthropoda) 1 วงศ์ 1 ชนิด โดยวงศ์ที่พบจำนวนชนิดมากที่สุดคือ วงศ์ Penaeidae (วงศ์กุ้ง) พบ 2 ชนิด ได้แก่ กุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ ส่วนวงศ์ที่เหลือ พบอย่างละ 1 ชนิด เช่น วงศ์ Mugilidae (วงศ์ปลากระบอก) ได้แก่ ปลากระบอก วงศ์ Scatophagidae (วงศ์ปลาตะกรับ) ได้แก่ ปลาตะกรับ และวงศ์ Limulidae (วงศ์แมงดาทะเล) ได้แก่ แมงดาทะเล เป็นต้น

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรี
​          
ในบริเวณ ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี พบทั้งหมด 3 วงศ์ (Family) 3 สกุล (Genus) 4 ชนิด (Specie) มีความหนาแน่นรวมเท่ากับ 34.46 ตัวต่อตารางเมตร ชนิดที่พบมากที่สุดคือ หอยจุ๊บแจง (1) มีความหนาแน่นเท่ากับ 16.62 ตัวต่อตารางเมตร รองลงมาคือ หอยหูปากม่วง มีความหนาแน่นเท่ากับ 4.92 ตัวต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบชนิดอื่นๆเพิ่มเติมได้แก่ หอยขี้นก และหอยหูแมว เมื่อพิจารณาความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนบริเวณจังหวัดเพชรบุรี พบว่า มีค่าดัชนี ความหลากหลายทางชีวภาพ (H’) เท่ากับ 1.24 ค่าดัชนีความชุกชุมของชนิดพันธุ์ (d) เท่ากับ 0.66 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอ (J’) เท่ากับ 0.90

การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน
​          การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดเพชรบุรี เกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเกษตร นากุ้ง เหมืองแร่ เป็นต้น โดยในปี พ.ศ. 2557 จากการสำรวจโดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจจากระยะไกลจากภาพถ่ายดาวเทียม ได้จาแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ แยกตามเขตการปกครองระดับอำเภอ

พื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2557

          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการโครงการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 เพื่อจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ พบว่าในปี 2557 จังหวัดเพชรบุรีมีทั้งหมด 85,944.86 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ป่าชายเลน 14,839.24 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่อื่นๆ ได้แก่พื้นที่ป่าชายหาด พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นาเกลือ พื้นที่เกษตรกรรม เมืองและสิ่งก่อสร้าง พื้นที่ทิ้งร้าง หาดทราย และพื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง รวมจำนวน 71,105.62 ไร่ 

รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดเพชรบุรี ปี พ.ศ. 2557

          การดำเนินการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการด้านป่าชายเลนหลายโครงการ ประกอบด้วยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลน ป่าชุมชน การปลูกป่าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปลูกป่าประชารัฐ การปลูกป่าในเมือง การปลูกป่าชายเลนเสริม การจัดทำเขตพิทักษ์ การจัดทำแนวคูแพรก นอกจากนี้ในส่วนของการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนยังมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในแต่ละพื้นที่มากน้อยต่างกันไป

แผนที่พื้นที่จำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนในประเทศไทยปีพ.ศ.2557


 

สาเหตุของปัญหา การดำเนินงาน มาตรการ และการแก้ไขปัญหาเสื่อมโทรมต่อป่าชายเลน

ข้อมูล : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
วันที่ : 11 ธันวาคม 2561