สถานการณ์ทรัพยากรป่าชายเลน จ.สมุทรสาคร

          ป่าชายเลน (mangrove forest) เป็นระบบนิเวศในแนวเชื่อมต่อระหว่างผืนแผ่นดินกับน้ำทะเลในเขตร้อน (tropical) และกึ่งร้อน (subtropical) ประกอบด้วยสังคมพืชและสัตว์หลากชนิดดำรงชีวิตร่วมกันภายใต้สภาพแวดล้อมเงื่อนไขที่ต้องเป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ ป่าชายเลนจึงพบได้ในบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ อ่าว ทะเลสาบ และรอบเกาะแก่งต่าง ๆ บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลนอาจเรียกว่า “ป่าโกงกาง” ได้อีกชื่อหนึ่ง ตามพันธุ์ไม้โกงกางที่พบเป็นจำนวนมากนั่นเอง

          ในระบบนิเวศป่าชายเลน สิ่งไม่มีชีวิตและสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนจะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างซับซ้อน ทั้งในแง่การหมุนเวียนของธาตุอาหารและการถ่ายทอดพลังงาน แต่สามารถอธิบายง่ายๆ ได้ว่าเมื่อผู้ผลิต คือ พืช เติบโตขึ้นจากการสังเคราะห์ด้วยแสง จะมีส่วนของใบไม้ กิ่งไม้และเศษไม้ ที่ร่วงหล่นทับถมในน้ำและดิน จะถูกย่อยสลายโดยผู้ย่อยสลาย ได้แก่ รา แบคทีเรีย โปรโตซัวชนิดต่าง ๆ  กลายเป็นอินทรียวัตถุ และในที่สุดก็จะกลายเป็นแร่ธาตุกลับคืนสู่ระบบนิเวศ บางส่วนถูกบริโภคโดยกลุ่มกินอินทรียสาร เช่น แพลงก์ตอนพืช ที่ต่อไปจะกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนอันอุดมสมบูรณ์ให้แก่ แพลงก์ตอนสัตว์ สัตว์น้ำเล็ก ๆ ที่จะถูกบริโภคต่อไปอีก เป็นอาหารของพวกกุ้ง ปู และปลา ขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ หรือบางส่วนก็จะตายและถูกย่อยสลายกลับเป็นธาตุอาหารสะสมอยู่ในป่านั่นเอง ธาตุอาหารและอินทรียสารบางส่วนถูกพัดพาออกไปสู่ท้องน้ำ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ท้องทะเลภายนอก ป่าชายเลนจึงเป็นระบบนิเวศที่มีความเฉพาะตัวและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของชายฝั่งทะเล นับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามหาศาลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ดังนี้

1) ป่าชายเลนเป็นแหล่งพลังงานและแหล่งวัตถุดิบไม้ใช้สอยในครัวเรือน
          ไม้จากป่าชายเลนโดยเฉพาะไม้โกงกางสามารถนำมาเผาถ่านซึ่งให้ถ่านที่มีคุณภาพดีเพราะให้ความร้อนสูงและไม่แตกสะเก็ด นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์ไม้ป่าชายเลนในรูปของไม้ฟืนเพื่อการหุงต้มในชีวิตประจำวันของประชาชนที่อาศัยบริเวณป่าชายเลนและใกล้เคียง อีกทั้งไม้จากป่าชายเลนหลายชนิดสามารถใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้างและใช้สอยด้วย เช่น ทำเสาเข็ม ไม้ค้ำยัน ไม้ก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์การประมง เปลือกของไม้ป่าชายเลนบางชนิดสามารถนำมาสกัดสารแทนนิน ใช้ในการย้อมแหอวน ทำน้ำหมึก ทำสี ทำกาว และใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง เป็นต้น

2) ป่าชายเลนเป็นแหล่งพืชผักและพืชสมุนไพร
          พืชป่าชายเลน ในที่นี้หมายถึงพืชหรือพันธุ์ไม้ชนิดต่าง ๆ ทั้งไม้ล้มลุกหรือไม้ยืนต้นที่อยู่ในป่าชายเลนและมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ในแต่ละฤดูกาลชาวบ้านในท้องถิ่นบริเวณชายฝั่งต่างก็มีประสบการณ์และเรียนรู้ในการนำพืชป่าชายเลนไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ทั้งเป็นอาหารและพืชสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นส่วนของใบ ดอก ผล หน่อ หัว เหง้าราก และเปลือกลำต้น ซึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจของพืชป่าชายเลนคือเป็นทรัพยากรในท้องถิ่นที่หาได้ง่ายขึ้นเองตามธรรมชาติและให้ผลผลิตได้ทุกฤดูกาล พืชในป่าชายเลนที่สามารถนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้านได้นั้นมีอยู่หลายชนิด เช่น ใบชะคราม ยอดเป้ง ยอดผักเบี้ยทะเล ถั่วขาว จาก ถอบแถบน้ำปรงหนู ลำพู ลำแพน สาหร่ายสาย เป็นต้น

          พืชในป่าชายเลนหลายชนิดมีสรรพคุณทางยา ใช้เป็นยาสมุนไพรได้ เช่น เหงือกปลาหมอ มะนาวผี ใช้รักษาโรคผิวหนัง ผลของตะบูนขาวใช้รักษาโรคบิดและโรคท้องร่วง รากตาตุ่มทะเลใช้แก้อักเสบ แก้ไข้ แก้คัน ขลู่ใช้ต้มดื่มบรรเทาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะและแก้อาการปวดเมื่อย เป็นต้น

3) ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน
          เป็นแหล่งอาหารที่อยู่อาศัย หลบภัย สืบพันธุ์และเจริญเติบโตของสัตว์น้ำนานาชนิด ป่าชายเลนเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยเฉพาะตัวอ่อนของปู กุ้ง หอยซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ รวมทั้งสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหาร  ทั้งนี้ เนื่องจากป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์น้ำดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะปลาหลายชนิดที่เป็นที่นิยมในการบริโภค ปลาทะเลหลายชนิดวางไข่ในป่าชายเลนและอาศัยเจริญเติบโตในระยะแรก เมื่อเจริญเติบโตแข็งแรงดีแล้วจึงออกสู่ทะเล และหลายชนิดที่แม้จะวางไข่ในทะเลแต่ตัวอ่อนจะเคลื่อนย้ายสู่ป่าชายเลนเพื่ออาศัยหลบซ่อนศัตรูและหาอาหาร สัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ปลากะพงขาว ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากระบอก ปลาเก๋า กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยแครง ปูแสม ปูม้า และปูทะเล ล้วนแล้วแต่มีวงจรชีวิตบางส่วนที่ต้องเข้ามาอาศัยในป่าชายเลนทั้งสิ้น

4) ป่าชายเลนช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียง
          โดยเฉพาะระบบนิเวศหญ้าทะเลและปะการัง โดยมีบทบาทในการรักษาสมดุลของธาตุอาหารและความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่ง ซึ่งจะส่งผลถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง ป่าชายเลนยังช่วยกักเก็บตะกอนดิน มิให้ลงไปทับถมและเกิดความเสียหายในแนวปะการัง

5) ป่าชายเลนช่วยป้องกันดินชายฝั่งพังทลาย
          รากของต้นไม้ในป่าชายเลนซึ่งสานกันแน่นหนา จะช่วยบรรเทาความเร็วจากกระแสน้ำลง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการพังทะลายและกัดเซาะของดินชายฝั่ง ยังทำให้ตะกอนที่แขวนลอยมากับน้ำทับถมเกิดเป็นแผ่นดินงอกใหม่ เมื่อระยะเวลานานก็จะขยายออกไปในทะเล เกิดเป็นหาดเลนอันเหมาะสมแก่การเกิดของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนต่อไป

6) ป่าชายเลนเป็นพื้นที่สำหรับดูดซับสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ
          รากของต้นไม้ในป่าชายเลนที่งอกออกมาอยู่เหนือพื้นดินทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติ ที่คอยดักกรองสิ่งปฏิกูลและสารพิษต่าง ๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล โลหะหนักหลายชนิดเมื่อถูกพัดพามาตามกระแสน้ำก็จะตกตะกอนลงที่บริเวณดินเลนในป่าชายเลนนอกจากนั้นขยะและคราบน้ำมันต่าง ๆ ก็จะถูกดักกรองไว้ในป่าชายเลนด้วยเช่นกัน

7) ป่าชายเลนเป็นฉากกำบังภัยธรรมชาติที่ช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่ง
          โดยทำหน้าที่เหมือนปราการช่วยบรรเทาความรุนแรงของคลื่นและลมให้ลดน้อยลงก่อนจะขึ้นฝั่ง มิให้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่ที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินของชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง

8) ป่าชายเลนเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งศึกษาธรรมชาติ
          ระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดที่มีใบดอกและผลสวยงามแปลกตา อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่มีทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บก โดยเฉพาะนกชนิดต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันหลากหลายชนิดทำให้ป่าชายเลนเป็นสถานทีที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ศึกษาหาความรู้ และสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อไป

9) ป่าชายเลนช่วยลดภาวะโลกร้อน
          ป่าชายเลนถือว่าเป็นแหล่งที่มีการสะสมของคาร์บอนสูงมาก และต้นไม้ป่าชายเลนหลายชนิดมีความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงสูงกว่าป่าประเภทอื่น อีกทั้งยังเพิ่มปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศเป็นปริมาณที่มากอีกด้วย

สถานภาพทรัพยากรป่าชายเลน (State)
          จังหวัดสมุทรสาคร มีพื้นที่ป่าชายเลนตามมติ ครม. ๑๖๔,๖๒๑.๗๗ ไร่ เนื้อที่ป่าชายเลนคงสภาพ ๑๖๗,๔๙๑.๖๐ ไร่ ประกอบด้วย ๒ อำเภอ ๒๐ ตำบลจังหวัดสมุทรสาคร มีพื้นที่ป่าชายเลนตามมติ ครม. ๑๖๔,๖๒๑.๗๗ ไร่ เนื้อที่ป่าชายเลนคงสภาพ ๑๖๗,๔๙๑.๖๐ ไร่ ประกอบด้วย ๒ อำเภอ ๒๐ ตำบล

พื้นที่ป่าชายเลนรายตำบลในจังหวัดสมุทรสาคร

ความหลากหลายของสังคมพืชในป่าชายเลน
          
พบพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั้งสิ้น 9 วงศ์ (Families) 11 สกุล (Genus) 15 ชนิด (Species) มีความหนาแน่นรวมของต้นไม้เท่ากับ 206.87 ต้นต่อไร่ พันธุ์ไม้ที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Acanthaceae ชนิดที่มีความหนาแน่นมากที่สุด คือ แสมทะเล (Avicenniamarina) มีความหนาแน่นเท่ากับ 132.26 ต้นต่อไร่ รองลงมา คือ แสมขาว (Avicenniaalba) และโกงกางใบใหญ่ (Rhizophoramucronata) มีความหนาแน่นเท่ากับ 34.70 และ 15.65 ต้นต่อไร่ ตามลำดับ ความโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอกเฉลี่ย (DBH) เท่ากับ 12.21 เซนติเมตร ความสูงเฉลี่ย (H) เท่ากับ 11.83 เมตร ค่าความสำคัญ (ImportantValueIndex;IVI) สูงที่สุด คือ แสมทะเล มีค่าเท่ากับ 138.47 รองลงมาคือ แสมขาว และโกงกางใบใหญ่ มีค่าเท่ากับ 79.15 และ 28.39 ตามลำดับ ค่าดัชนีความความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Shannon-Wienerdiversityindex;H’) เท่ากับ 1.263 ค่าความชุกชุมทางชนิดพันธุ์ของมาร์กาเรฟ (Margalef’sindex;d) เท่ากับ 1.801 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอทางชนิดพันธุ์ของพีลู (Pielou’sevenness;J’) เท่ากับ 0.466

ผลผลิตมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาค
​          
จากการประเมินพบว่า มีมวลชีวภาพทั้งหมดเท่ากับ 17.709 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น มวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 10.548 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 7.161 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพเหนือดินทั้งหมด พบว่า มีมวลชีวภาพลำต้นมากที่สุด 6.580 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ มวลชีวภาพกิ่ง 2.916 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพใบ 0.669 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพรากเหนือพื้นดิน 0.383 ตันต่อไร่ ตามลำดับ โดยแสมทะเล เป็นชนิดพันธุ์ที่มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 4.143ตันต่อไร่ รองลงมาคือ แสมขาวและโกงกางใบใหญ่ มีมวลชีวภาพเท่ากับ 3.383 และ 1.279 ตันต่อไร่ ตามลำดับ สำหรับมวลชีวภาพใต้ดินพบว่า มีการกระจายอยู่ในชั้นดินที่ความลึกต่างๆ โดยสะสมอยู่ในชั้นดินที่มีความลึก 50-60 เซนติเมตร มากที่สุดเท่ากับ 1.537 ตันต่อไร่ รองลงมาอยู่ที่ชั้นความลึก 20-30,0-10 และ 70-80 เซนติเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 0.957, 0.832 และ 0.761 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อแบ่งตามขนาดรากพบว่า รากขนาด 5-10 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 3.995 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ รากขนาดมากกว่า 10 และ 0-5 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 2.155 และ 1.011 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

​          การสะสมคาร์บอนในป่าชายเลน พบว่า คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพ (ในรูปสารประกอบคาร์บอน) รวมเฉลี่ยเท่ากับ 8.324 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 4.958 ตันต่อไร่ และคาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 3.366 ตันต่อไร่ คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินสะสมอยู่ในลำต้นมากที่สุด 3.093 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ สะสมอยูในกิ่ง 1.371 ตันต่อไร่ สะสมอยู่ในใบ 0.314 ตันต่อไร่ และสะสมอยู่ในรากเหนือพื้นดิน 0.180 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อนำมาประเมินร่วมกับพื้นที่ป่าชายเลน พบว่า ป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาครมีการกักเก็บคาร์บอนเท่ากับ 0.170 ล้านตันคาร์บอน

ความหลากหลายของแมลงและนกในป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาคร
​          
ในพื้นที่ป่าชายเลน ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พบจำนวน 6 อันดับ 36 วงศ์ 52 ชนิด ได้แก่ 1) แมลงที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) เช่น แมลงทับป่า (Agrilus sp.), ด้วงดอกไม้มันบ้าน (Protaetia acuminata) และมอดไม้ (Scolytidae sp.) เป็นต้น 2) แมลงที่กินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivor) เช่น ริ้นน้ำจืด (Chironomidae sp.), ยุง (Culex spp.) และแมลงวันขายาว (Dolichopus sp.) เป็นต้น 3) แมลงที่ช่วยผสมเกสร (Pollinator) เช่น แมลงหวี่ (Drosophila sp.), แมลงวันบ้าน (Musca sp.) และแมลงวันปีกลาย (Euxesta sp.) เป็นต้น และ 4) แมลงพวกช่วยย่อยสลาย (Decomposer) ได้แก่ ด้วงกระดูกสัตว์ (Cleridae unknown sp.1)

​          นกที่พบมี 10 อันดับ (Order) 23 วงศ์ (Family) 40 ชนิด (Species) นกที่พบมากที่สุดได้แก่ นกยางกรอกพันธุ์จีน (Ardeola bacchus) นกตีนเทียน (Himantopus himantopus) นกหัวโตทรายเล็ก (Charadrius mongolus) ตามลำดับ พบนกที่อยู่ในกลุ่มใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened; NT) ตาม IUCN Red list ได้แก่ นกสติ๊นท์คอแดง (Calidris ruficollis) นกนางนวลแกลบเล็ก (Sternula albifrons) และพบนกทะเลขาเขียวลายจุด (Tringa guttifer) ที่ IUCN Red list ได้จัดอันดับให้เป็น สิ่งมีชีวิตที่ใกล้การสูญพันธุ์ (Endangered species; EN) อีกด้วย

ความหลากหลายของเห็ดราในป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาคร
​          
จากการสำรวจเห็ดราบริเวณพื้นที่ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมือง พบจำนวนทั้งสิ้น 3 วงศ์ (Family) 3 สกุล (Genus) 3 ชนิด ได้แก่ (Spongipellis sp.), (Inonotus sp.) และ (Ganoderma sp.)

ความหลากหลายของสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาคร
​          
บริเวณตำบลบ้านเกาะ ตำบลโคกขาม ตำบลท่าทราย ตำบลมหาชัย ตำบลท่าจีน ตำบลบางหญ้าแพรก ตำบลบางกระเจ้า ตำบลชีผ้าขาว ตำบลบางโทรัด ตำบลกาหลง และตำบลกะซ้าขาว อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พบสัตว์น้ำเศรษฐกิจทั้งหมด 7 วงศ์ 8 ชนิด จำแนกเป็นกลุ่มปลา (Chordata) 5 วงศ์ 5 ชนิด และกลุ่มกุ้ง/ปู (Crustacean) 2 วงศ์ 3 ชนิด โดยวงศ์ที่พบจำนวนชนิดมากที่สุดคือ วงศ์ Penaeidae (วงศ์กุ้ง) พบ 2 ชนิด ได้แก่ กุ้งขาวและกุ้งหัวมัน ส่วนวงศ์ที่เหลือ พบอย่างละ 1 ชนิด เช่น วงศ์ Mugilidae (วงศ์ปลากระบอก) ได้แก่ ปลากระบอก วงศ์ Scatophagidae (วงศ์ปลาตะกรับ) ได้แก่ ปลาตะกรับ และวงศ์ Soleidae (วงศ์ปลาลิ้นหมา) ได้แก่ ปลาลิ้นหมา เป็นต้น

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาคร
​          
บริเวณตำบลบ้านเกาะ ตำบลโคกขาม ตำบลท่าทราย ตำบลมหาชัย ตำบลท่าจีน ตำบลบางหญ้าแพรก ตำบลบางกระเจ้า ตำบลชีผ้าขาว ตำบลบางโทรัด ตำบลกาหลง และตำบลกะซ้าขาว อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร พบทั้งหมด 11 วงศ์ (Family) 13 สกุล (Genus) 14 ชนิด (Specie) มีความหนาแน่นรวมเท่ากับ 57.14 ตัวต่อตารางเมตร ชนิดที่พบมากที่สุดคือ หอยถั่วแดง มีความหนาแน่นเท่ากับ 19.05 ตัวต่อตารางเมตร รองลงมาคือ หอยขี้นก มีความหนาแน่นเท่ากับ 18.29 ตัวต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบชนิดอื่นๆเพิ่มเติม ได้แก่ ปูแสมก้ามส้ม ปูแสมก้ามยาว ปูก้ามดาบ หอยก้นแหลม(1) หอยก้นแหลม(2) ไส้เดือนทะเล หอยยอ หอยจุ๊บแจง(1) หอยหูปากเหลือง หอยเทียน หอยแครง และปูแสมก้ามม่วง เมื่อพิจารณาความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนบริเวณจังหวัดสมุทรสาคร พบว่ามีค่าดัชนี ความหลากหลายทางชีวภาพ (H’) เท่ากับ 1.83 ค่าดัชนีความชุกชุมของชนิดพันธุ์ (d) เท่ากับ 1.97 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอ (J’) เท่ากับ 0.69

การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน
​          จังหวัดสมุทรสาครมีพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพทั้งหมด 20,385.69 ไร่ ถือว่ามีพื้นที่ป่าชายเลน มากที่สุดใน 6 จังหวัดอ่าวไทยตอนบน เป็นป่าชายเลนที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์ 19,471 ไร่ (คิดเป็นร้อยละ 95.5) และในเขตอนุรักษ์ (เขตป่าสงวนและที่รักษาพืชพันธุ์) 915 ไร่ (คิดเป็นร้อยละ 4.5)

​          ป่าชายเลนในเขตพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร ได้มีการกำหนดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 2 ป่า คือ
​          1) ป่าอ่าวมหาชัยฝั่งตะวันออก อยู่ในท้องที่ตำบลบางหญ้าแพรก ตำบลโคกขาม ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร มีเนื้อที่ 7,343 ไร่ ภายในแนวเขตตามแผนที่ ท้ายกฎกระทรวง ฉบับที่ 1194 (พ.ศ.2529) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507

​          2) ป่าอ่าวมหาชัยฝั่งตะวันตก อยู่ในท้องที่ตำบลนาโคก ตำบลกาหลง ตำบลบางโทรัด ตำบลบ้านบ่อ ตำบลบางกระเจ้า และตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมืองสมุทรสาครมีเนื้อที่ 8,865 ไร่ ภายในแนวเขต ตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวง ฉบับที่ 1202 (พ.ศ.2530) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507

​          ปัจจุบันป่าสงวนแห่งชาติทั้ง 2 ป่า พื้นที่ส่วนใหญ่กลายสภาพเป็นทะเล เนื่องจากคลื่นลมและกระแสน้ำที่พัดเข้าหาฝั่งอย่างรุนแรงเป็นเวลานาน ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนถูกทำลาย มีสภาพป่าเหลืออยู่บ้างเพียงจำนวนน้อย มีลักษณะเป็นหย่อมๆ บริเวณปากแม่น้ำท่าจีน เขตป่าสงวนแห่งชาติ และป่าอ่าวมหาชัยฝั่งตะวันตกการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2504 - 2557

ตารางแสดงพื้นที่ป่าชายจังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2557

          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการโครงการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 เพื่อจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ  พบว่า ในปี 2557 จังหวัดสมุทรสาครมีพื้นที่ป่าชายเลนในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จำนวน 167,491.60 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 19,614.59 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นาเกลือ เกษตรกรรม สิ่งก่อสร้าง พื้นที่ทิ้งร้าง และพื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง รวม 147,877.01 ไร่

รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดสมุทรสาคร ปี พ.ศ. 2557

          การดำเนินการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มีการดำเนินการป่าชายเลนหลายโครงการ ประกอบด้วยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลน ป่าชุมชน การปลูกป่าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปลูกป่าประชารัฐ การปลูกป่าในเมือง การปลูกเสริม การจัดทำเขตพิทักษ์รักษ์สัตว์น้ำ การจัดทำแนวคูแพรก นอกจากนี้ในส่วนของการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนยังมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในแต่ละพื้นที่มากน้อยต่างกันไป

แผนที่พื้นที่จำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนในประเทศไทยปี พ.ศ. 2557

 

สาเหตุของปัญหา การดำเนินงาน มาตรการ และการแก้ไขปัญหาเสื่อมโทรมต่อป่าชายเลน

ข้อมูล : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
วันที่ : 11 ธันวาคม 2561