สถานการณ์ทรัพยากรป่าชายเลน จ.กรุงเทพมหานคร

          ป่าชายเลน (mangroves) คือ ระบบนิเวศที่ประกอบไปด้วยพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์หลายชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นจึงพบป่าชายเลนปรากฏอยู่ทั่วไปตามบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเล ปากแม่น้ำ ทะเลสาบ และรอบเกาะแก่งต่างๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล พันธุ์ไม้ที่มีมาก และมีบทบาทสำคัญที่สุดในป่าชายเลน คือ ไม้โกงกาง ในระบบนิเวศป่าชายเลนประกอบไปด้วย พวกสัตว์หน้าดินขนาดเล็ก เช่น แพลงก์ตอนสัตว์ ปู ไส้เดือนทะเล และสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ เช่น ปลา กุ้ง ปู รวมไปถึง นก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พวกธาตุอาหาร เกลือแร่ น้ำ ซากพืช ซากสัตว์ พืชพันธุ์ไม้ต่างๆ ในป่าชายเลน รวมไปถึงไดอะตอม แพลงก์ตอนพืช และสาหร่าย เป็นต้น

          ป่าชายเลนมีประโยชน์ทั้งทางด้านนิเวศวิทยา การดำรงชีวิตของมนุษย์ และยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของชายฝั่งทะเล ได้แก่ เป็นแหล่งอาหาร แหล่งอนุบาล และที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่างๆ รวมถึงมนุษย์ พืชในป่าชายเลนสามารถนำมาใช้เป็นผักพื้นบ้าน ป่าชายเลนช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียง โดยเฉพาะหญ้าทะเล และปะการัง ป่าชายเลนมีบทบาทในการรักษาสมดุลของธาตุอาหาร และความอุดมสมบูรณ์ของน้ำทะเลชายฝั่ง ซึ่งจะส่งผลถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรประมง และยังทำหน้าที่เหมือนปราการบรรเทาความรุนแรงของคลื่นและลม เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนช่วยลดปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ในการก่อสร้าง เช่น ไม้เสาเข็ม ไม้ค้ำยัน ไม้ก่อสร้าง แพปลา อุปกรณ์การประมง เฟอร์นิเจอร์ ไม้หลายชนิดนำมาสกัดได้แทนนิน เพื่อใช้ทำน้ำหมึก ทำสี ทำกาว ย้อมอวน ฟอกหนัง เป็นต้น

ป่าชายเลน เขตบางขุนเทียน

          เขตบางขุนเทียนเป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวของกรุงเทพมหานครที่ติดทะเล ซึ่งในอดีตพื้นที่ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนเป็นแนวป่าชายเลนที่มีลักษณะพิเศษ มีสภาพเป็นพื้นที่ลุ่ม และมีความสมบูรณ์มาก สามารถพบป่าชายเลนในกรุงเทพมหานครได้ 3 ลักษณะด้วยกัน คือ เป็นป่าที่ขึ้นบนดินสันดอนปากแม่น้ำ และหาดโคลน/เลน เป็นป่าที่ขึ้นตามแอ่งน้ำ และหนองน้ำขัง และเป็นป่าที่ขึ้นตามชายคลอง โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2532 ให้จำแนกพื้นที่ป่าชายเลนบางขุนเทียนออกจากป่าไม้ถาวรแห่งชาติ ทั้งนี้ กรมป่าไม้ได้มอบพื้นที่ให้เป็นที่ดินในความดูแลของกรุงเทพมหานคร จำนวน 2,735 ไร่ ต่อมาปี พ.ศ.2538 ขอพระราชทานน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินผืนนี้ให้ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่พระองค์ทรงไม่รับน้อมเกล้าฯ และแนะให้กรุงเทพมหานครพัฒนาเป็นสวนป่าชายเลน ป่าไม้โกงกาง ลานโล่ง และธารน้ำให้เป็นสถานที่พักผ่อนเชิงอนุรักษ์ และต่อมาได้มีการจัดพื้นที่บริเวณนี้ให้ประชาชนเข้ามาทำกิน ส่งผลให้ป่าชายเลนถูกทำลายเปลี่ยนสภาพเป็นบ่อเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ และจากการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของกระแสนน้ำหมุน และคลื่นทะเลบริเวณปากอ่าวไทย ทำให้ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะพังทลาย และจมหายไปในทะเล ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นได้รับความเดือดร้อน และไม่สามารถใช้ประโยชนจากป่าชายเลนได้เช่นเดิม จนในปัจจุบัน บริเวณตอนบนที่ติดกับพื้นที่ป่าชายเลนได้มีสภาพแปลงเป็นนากุ้ง และบ่อปลา ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนบางขุนเทียนในปี พ.ศ. 2544 พบว่า เหลือป่าชายเลนตามแนวชายฝั่งทะเลเพียง 200 ไร่เศษเท่านั้น

สถานภาพทรัพยากรป่าชายเลน (State)
          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ทำการสำรวจสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน ในและนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ  พบว่า ในปี 2559 กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ป่าชายเลนในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวม 33,148.65 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 2,527.30 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรรม เมืองและสิ่งก่อสร้าง พื้นที่ทิ้งร้าง ป่าชายหาด ป่าบก หาดเลน และพื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง รวม 30,621.35 ไร่

พื้นที่ป่าชายเลนรายตำบลในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

ผลผลิตมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนกรุงเทพมหานคร
          มวลชีวภาพป่าชายเลนกรุงเทพมหานคร จากการประเมินพบว่า มีมวลชีวภาพทั้งหมดเท่ากับ 18.223 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น มวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 11.649 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 6.574 ตันต่อไร่

          มวลชีวภาพเหนือดินทั้งหมด พบว่า มีมวลชีวภาพลำต้นมากที่สุด 7.740 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ มวลชีวภาพกิ่ง 2.053 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพรากเหนือพื้นดิน 1.386 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใบ 0.740 ตันต่อไร่ ตามลำดับ โดยโกงกางใบใหญ่ เป็นชนิดพันธุ์ที่มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 5.687 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ แสมทะเลและแสมขาว มีมวลชีวภาพเท่ากับ 4.241 และ 1.288 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          สำหรับมวลชีวภาพใต้ดินพบว่า มีการกระจายอยู่ในชั้นดินที่ความลึกต่างๆ โดยสะสมอยู่ในชั้นดินที่มีความลึก 0-10 เซนติเมตร มากที่สุดเท่ากับ 1.483 ตันต่อไร่ รองลงมาอยู่ที่ชั้นความลึก 50-60, 20-30 และ 40-50 เซนติเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 1.208, 0.752 และ 0.717 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อแบ่งตามขนาดรากพบว่า รากขนาด 5-10 มิลลิเมตร

          มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 3.284 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ รากขนาดมากกว่า 10 และ 0-5 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 1.826 และ 1.464 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          การสะสมคาร์บอนในป่าชายเลน พบว่า คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพ (ในรูปสารประกอบคาร์บอน) รวมเฉลี่ยเท่ากับ 8.565 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 5.475 ตันต่อไร่ และคาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 3.090 ตันต่อไร่

          คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดิน สะสมอยู่ในลำต้นมากที่สุด 3.511 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ สะสมอยูในกิ่ง 0.965 ตันต่อไร่ สะสมอยู่ในรากเหนือพื้นดิน 0.651 ตันต่อไร่ และสะสมอยู่ในใบ 0.348 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

ความหลากหลายของแมลงและนกในป่าชายเลนกรุงเทพมหานคร
          ความหลากหลายของแมลงในพื้นที่ป่าชายเลน แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พบจำนวน 7 อันดับ 25 วงศ์ 37 ชนิด ได้แก่ 1) แมลงที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) เช่น ด้วงกินใบ (Aulacophora sp.), เพลี้ยกระโดด (Perkinsiella sp.) และมอดไม้ (Scolytidae unknown sp.1) เป็นต้น 2) แมลงที่กินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivor) เช่น ด้วงดิน (Carabidae sp.), ยุง (Culex sp.) และแมลงวันขายาว (Dolichopus sp.) เป็นต้น และ 3) แมลงที่ช่วยผสมเกสร (Pollinator) เช่น แมลงวันดอกไม้ (Graptomyza sp.), ผีเสื้อหญ้าลายเสือ (Syntomoides imaon), และผีเสื้อฟ้าหิ่งห้อยสีจาง (Euchrys opscnejus) เป็นต้น

          นกที่พบมี 8 อันดับ (Order) 10 วงศ์ (Family) 18 ชนิด (Species) นกที่พบมากที่สุดได้แก่ นกยางกรอกพันธุ์จีน (Ardeola bacchus) นกกาน้ำเล็ก (Microcarbo niger) นกตีนเทียน (Himantopus himantopus) ตามลำดับ

ความหลากหลายของเห็ดราในป่าชายเลนกรุงเทพมหานคร
          การสำรวจเห็ดราบริเวณพื้นที่แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน พบจำนวนทั้งสิ้น 1 วงศ์ (Family) 1 สกุล (Genus) 1 ชนิด (Species) คือ (Polyporus sp.)

ความหลากหลายของสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลนกรุงเทพมหานคร
          จากการศึกษาสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลน บริเวณแขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พบสัตว์น้ำเศรษฐกิจทั้งหมด 5 วงศ์ 5 ชนิด จำแนกเป็นกลุ่มปลา (Chordata) 4 วงศ์ 4 ชนิด และกลุ่มกุ้ง/ปู (Crustacean) 1 วงศ์ 1 ชนิด โดยพบวงศ์ละ 1 ชนิด เช่น วงศ์ Mugilidae (วงศ์ปลากระบอก) ได้แก่ ปลากระบอก วงศ์ Scatophagidae (วงศ์ปลาตะกรับ) ได้แก่ ปลาตะกรับ และวงศ์ Belonidae (วงศ์ปลากระทุงเหว) ได้แก่ ปลากระทุงเหว เป็นต้น

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนกรุงเทพมหานคร
          การสำรวจองค์ประกอบและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนในบริเวณแขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พบทั้งหมด 6 วงศ์ (Family) 6 สกุล (Genus) 7 ชนิด (Specie) มีความหนาแน่นรวมเท่ากับ 75.00ตัวต่อตารางเมตร ชนิดที่พบมากที่สุดคือ หอยถั่วแดง มีความหนาแน่นเท่ากับ 31.00 ตัวต่อตารางเมตร รองลงมาคือ หอยหูปากเหลืองมีความหนาแน่นเท่ากับ 20.00 ตัวต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบชนิดอื่นๆเพิ่มเติม ได้แก่ หอยขี้นก หอยหูแมว ปูแสมก้ามส้ม ปูก้ามดาบ และไส้เดือนทะเล

เมื่อเมื่อพิจารณาความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนบริเวณกรุงเทพมหานคร พบว่ามีค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ (H’) เท่ากับ 1.43 ค่าค่าดัชนีความชุกชุมของชนิดพันธุ์ (d) เท่ากับ 1.23 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอ (J’) เท่ากับ 0.73

สาเหตุที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรป่าชายเลน (Pressure)
          ป่าชายเลนที่พบอยู่ในบริเวณพื้นที่ป่าชายฝั่งทะเลของแขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียนมีสภาพค่อนข้างเสื่อมโทรม เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากคลื่น และกระแสน้ำที่มีความรุนแรงมาก ป่าชายเลนบริเวณนี้จะขึ้นอยู่ตลอดชายฝั่งทะเล แต่เป็นแนวแคบ ๆ ประมาณ 0–150 เมตร โดยพบว่าสาเหตุที่ทำให้ทรัพยากรป่าชายเลนเสื่อมโทรม มีสาเหตุดังนี้

          1) สาเหตุเกิดจากธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของกระแสน้ำหมุน และคลื่นทะเลบริเวณปากอ่าวไทย ทำให้ชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะพังทลาย และจมหายไปในทะเล พื้นที่ที่สูญหายไปเป็นป่าชายเลนทั้งสิ้น ส่งผลกระทบต่อส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นไดรับความเดือดร้อน และไม่สามารถใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนได้เช่นเดิม

          2) การเปลี่ยนสภาพการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลน เพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติ นาเกลือ เกษตรกรรม เมืองและสิ่งก่อสร้าง ซึ่งจากการสำรวจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ภายในขอบเขตการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน ปี พ.ศ. 2543 เป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวน 22,769.19 ไร่ นาเกลือจำนวน 51.24 ไร่ เกษตรกรรมจำนวน 965.04 ไร่ เมืองและสิ่งก่อสร้างจำนวน 5,849.61 ไร่ พื้นที่ทิ้งร้างจำนวน 223.19 ไร่ และพื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งจำนวน 886.33 ไร่

พื้นที่ป่าชายเลนกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี พ.ศ. 2504 – 2557

รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. 2557

          3) กฎหมาย และระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนไม่รัดกุม การดำเนินการบังคับใช้กฎระเบียบ และกฎหมายยังขาดประสิทธิภาพ รวมถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนมีความซับซ้อน

          4) นโยบาย และแผนการอนุรักษ์ป่าชายเลนไม่ชัดเจนเพียงพอ การดำเนินการแก้ไขปัญหาป่าชายเลนเสื่อมโทรมยังขาดการบูรณาการในภาพรวมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นโยบาย และแผนการอนุรักษ์ป่าชายเลนไม่ชัดเจน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ส่งผลให้การดำเนินการขาดประสิทธิภาพ ไม่สามารถจัดการพื้นที่ป่าชายเลนได้อย่างเป็นระบบ

          5) การขาดความรู้ ความเข้าใจในการอนุรักษ์ป่าชายเลน ในกลุ่มบุคคลระดับต่างๆ ทั้งระดับผู้บริหารประเทศ นักการเมือง เจ้าหน้าที่ ผู้ดูแล ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป เป็นผลให้เกิดการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนอย่างไม่เหมาะสม โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว

          การดำเนินการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการด้านป่าชายเลนหลายโครงการ ประกอบด้วยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลน ป่าชุมชน การปลูกป่าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปลูกป่าประชารัฐ การปลูกป่าในเมือง การปลูกป่าชายเลนเสริม การจัดทำเขตพิทักษ์ การจัดทำแนวคูแพรก นอกจากนี้ในส่วนของการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนยังมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในแต่ละพื้นที่มากน้อยต่างกันไป

แผนที่พื้นที่จำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนในประเทศไทยปี พ.ศ. 2557

 

สาเหตุของปัญหา การดำเนินงาน มาตรการ และการแก้ไขปัญหาเสื่อมโทรมต่อป่าชายเลน

ข้อมูล : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
วันที่ : 11 ธันวาคม 2561