สถานการณ์ทรัพยากรป่าชายเลน จ.จันทบุรี

          ป่าชายเลน (mangrove forest) หรือ (intertidal forest) เป็นระบบนิเวศที่อยู่ในแนวเชื่อมต่อระหว่างผืนแผ่นดินกับทะเลในเขตร้อน และกึ่งร้อนของโลก ประกอบด้วยสังคมพืช และสัตว์หลายชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็น
ดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ เราสามารถเรียกป่าชายเลนว่า ป่าโกงกาง ได้อีกชื่อหนึ่งตามพันธุ์ไม้สำคัญ และพบเป็นจำนวนมาก นั่นคือ ไม้โกงกาง

         ในระบบนิเวศป่าชายเลน สิ่งไม่มีชีวิต และสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างซับซ้อน ทั้งในแง่การหมุนเวียนของธาตุอาหาร และการถ่ายทอดพลังงาน แต่สามารถอธิบายง่ายๆ ได้ว่าเมื่อผู้ผลิต คือ พันธุ์พืชเจริญเติบโตจากสังเคราะห์แสง ส่วนของต้นไม้โดยเฉพาะใบไม้ กิ่งไม้ และเศษไม้ จะร่วงหล่นทับถมในน้ำ และดิน และถูกย่อยสลายโดยผู้ย่อย สลายกลายเป็นอินทรียวัตถุ ในที่สุดก็จะกลายเป็นแร่ธาตุอาหารของผู้บริโภคพวกกินอินทรีย์สาร พวกกินอินทรีย์สารนี้จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วกลายเป็นแหล่งอาหารโปรตีนอันอุดมสมบูรณ์แก่ สัตว์น้ำเล็กๆ และสัตว์เล็กๆ เหล่านี้จะเจริญเติบโตขึ้นกลายเป็นอาหารของพวกกุ้ง ปู และปลา ขนาดใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับ หรือบางส่วนก็จะตาย และผุพังสลายตัวเป็นธาตุอาหารสะสมอยู่ในป่านั่นเอง ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้จะ ถูกปรับให้เป็นไปอย่างสมดุลภายในระบบ ถ้าไม่ถูกรบกวนจากภายนอก

สถานภาพทรัพยากรป่าชายเลน (State)
          
จังหวัดจันทบุรี มีเนื้อที่ป่าชายเลนตามมติ ครม. 205,336.94 ไร่ เนื้อที่ป่าชายเลนคงสภาพจำนวน 82,467.14 ไร่ ประกอบด้วย 5 อำเภอ 32 ตำบล ได้แก่ อำเภอขลุง อำเภอท่าใหม่ อำเภอนายายอาม อำเภอเมืองจันทบุรี และอำเภอแหลมสิงห์

พื้นที่ป่าชายเลนรายตำบลในจังหวัดจันทบุรี

          จากการสำรวจสังคมพืชป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรี ในท้องที่ตำบลช้างข้าม ตำบลกระแจะ และตำบลสนามไชย อำเภอนายายอาม, ตำบลตะกาดเง้า และตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่, ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์ และตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี พบพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั้งสิ้น 16 วงศ์ (Families) 22 สกุล (Genus) 32 ชนิด (Species) มีความหนาแน่นรวมของต้นไม้เท่ากับ 178.29 ต้นต่อไร่ พันธุ์ไม้ที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Rhizophoraceae ชนิดที่มีความหนาแน่นมากที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata) มีความหนาแน่นเท่ากับ 46.32 ต้นต่อไร่ รองลงมา คือ ฝาดดอกขาว (Lumnitzera racemosa) และโปรงแดง(Ceriops tagal) มีความหนาแน่นเท่ากับ 37.70 และ 28.61 ต้นต่อไร่ ตามลำดับ ความโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอกเฉลี่ย (DBH) เท่ากับ 9.72 เซนติเมตร และความสูงเฉลี่ย (H) เท่ากับ 6.74 เมตร

          ค่าดัชนีความความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Shannon-Wienerdiversityindex;H’) เท่ากับ 2.253 ค่าความชุกชุมทางชนิดพันธุ์ของมาร์กาเรฟ (Margalef’sindex;d) เท่ากับ 3.370 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอทางชนิดพันธุ์ของพีลู (Pielou’s evenness;J’) เท่ากับ 0.644 ค่าดัชนีความสำคัญ (Important ValueIndex;IVI) สูงที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก มีค่าเท่ากับ 134.96 รองลงมา คือ ฝาดดอกขาว และโปรงแดง มีค่าเท่ากับ 40.83 และ 29.39 ตามลำดับ

ผลผลิตมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรี
          มวลชีวภาพป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรี จากการประเมินพบว่า มีมวลชีวภาพรวมเฉลี่ยเท่ากับ 45.316 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น มวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 31.178 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 14.138 ตันต่อไร่

          มวลชีวภาพเหนือดินทั้งหมด พบว่า มีมวลชีวภาพลำต้นมากที่สุด 15.809 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ มวลชีวภาพกิ่ง 9.771 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพรากเหนือพื้นดิน 4.619 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใบ 0.980 ตันต่อไร่ ตามลำดับ โดยโกงกางใบเล็ก เป็นชนิดพันธุ์ที่มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 26.738 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ แสมขาวและฝาดดอกขาว มีมวลชีวภาพเท่ากับ 1.069 และ 0.682 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          สำหรับมวลชีวภาพใต้ดินพบว่า มีการกระจายอยู่ในชั้นดินที่ความลึกต่างๆ โดยสะสมอยู่ในชั้นดินที่มีความลึก 0-10 เซนติเมตร มากที่สุดเท่ากับ 2.245 ตันต่อไร่ รองลงมาอยู่ที่ชั้นความลึก30-40,20-30 และ 40-50 เซนติเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ2.044, 1.778 และ 1.707 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อแบ่งตามขนาดรากพบว่า รากขนาด 5-10 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 6.706 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ รากขนาดมากกว่า 10 และ 0-5 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 4.365 และ 3.066 ตันต่อไร่ ตามลำดับ

          การสะสมคาร์บอนในป่าชายเลน พบว่า คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพ (ในรูปสารประกอบคาร์บอน) รวมเฉลี่ยเท่ากับ 21.299 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 14.654 ตันต่อไร่ และคาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 6.645 ตันต่อไร่

          คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินสะสมอยู่ในลำต้นมากที่สุด 7.430 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ สะสมอยูในกิ่ง 4.592 ตันต่อไร่ สะสมอยู่ในรากเหนือพื้นดิน 2.171 ตันต่อไร่ และสะสมอยู่ในใบ 0.461 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อนำมาประเมินร่วมกับพื้นที่ป่าชายเลน พบว่า ป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรีมีการกักเก็บคาร์บอนเท่ากับ 1.759 ล้านตันคาร์บอน

ความหลากหลายของแมลงและนกในป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรี
          ความหลากหลายของแมลงในพื้นที่ป่าชายเลน ตำบลบ่อ อำเภอขลุง และตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี พบจำนวน 7 อันดับ 44 วงศ์ 71 ชนิด ได้แก่ 1) แมลงที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) เช่น ด้วงถั่ว (Bruchidae sp.), มอดรูเข็ม (Platypus sp.) และด้วงเต่าแตงแดง (Aulacophora indica) เป็นต้น 2) แมลงกินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivor) เช่น ด้วงมด (Anthelephila sp.), มวนเพชฌฆาต (Reduviidae sp.) และ มดแดง (Oecophylla smaragdina) เป็นต้น 3) แมลงที่ช่วยผสมเกสร (Pollinator) เช่น ผีเสื้อหญ้า (Amata sp.), ผีเสื้อหิ่งห้อยสีคล้ำ (Chilades pandava) และผีเสื้อฟ้าหิ่งห้อยสีจาง (Euchrysops cnejus) เป็นต้น และ 4) แมลงที่ช่วยย่อยสลาย (Decomposer) ได้แก่ ด้วงกระดูกสัตว์ (Cleridae unknown sp.1)

          จากการสำรวจครั้งนี้พบแมลงที่อยู่ในสถานภาพการอนุรักษ์ตาม IUCN Red List (2016) แต่อยู่ในระดับ Least concern (LC) คือ กังวลน้อย ได้แก่ แมลงปอบ้านเสือเขียว (Orthetrum sabina) และ ตั๊กแตนหัวกรวยไม้ง่าม (Conocephalus maculatus)

          จังหวัดจันทบุรี นกที่พบมี 9 อันดับ (Order) 25 วงศ์ (Family) 47 ชนิด (Species) นกที่พบมากที่สุดได้แก่ นกยางโทนใหญ่ (Ardea alba) นกยางเปีย (Egertta garzetta) นกกินเปี้ยว (Todiramphus chloris) ตามลำดับ พบนกที่อยู่ในกลุ่มใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened; NT) ตาม IUCN Red list ได้แก่ นกสติ๊นท์คอแดง (Calidris ruficollis) นกอีก๋อยใหญ่ (Numenius arquata) และพบนกกระสาแดง (Ardea purpurea) ที่สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยที่จัดอันดับให้อยู่ในหมวด สิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ (Least Concern; LC) อีกด้วย

ความหลากหลายของเห็ดราในป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรี
          จังหวัดจันทบุรี ได้ทำการสำรวจเห็ดราบริเวณพื้นที่ตำบลเขาดิน บางปะกง สองคลอง และท่าข้าม อำเภอบางปะกง พบจำนวนทั้งสิ้น 5 วงศ์ (Family) 8 สกุล (Genus) 9 ชนิด (Species) ได้แก่ เห็ดดันหมี (Daldinia concentrica), เห็ดหูหนูลายเสือ (Auricularia mensenterica), เห็ดกรวยทองตากู/หิ้งกรวย/ขอนกรวย (Microporus xanthopus), เห็ดขอนแดงรูเล็ก/เห็ดหิ้งสีส้ม (Pycnoporus sanguineus), เห็ดรังมิ้ม/เห็ดรังผึ้งชนิดแข็ง (Trametes apiaria), เห็ดกรวยขาว (Trametes elegans), (Ganoderma sp.), (Phellinus sp.) และ (Polyporus sp.)

ความหลากหลายของสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรี
          จากการศึกษาสัตว์น้ำเศรษฐกิจในป่าชายเลน บริเวณตำบลช้างข้ามตำบลกระแจะ และตำบลสนามไชย อำเภอนายายอาม, ตำบลตะกาดเง้า และตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่, ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์และตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี พบสัตว์น้ำเศรษฐกิจทั้งหมด 10 วงศ์ 13 ชนิด จำแนกเป็นกลุ่มปลา (Chordata) 8 วงศ์ 8 ชนิด และกลุ่มกุ้ง/ปู (Crustacean) 2 วงศ์ 5 ชนิด โดยวงศ์ที่พบจำนวนชนิดมากที่สุด คือ วงศ์ Portunidae (วงศ์ปู) พบ 3 ชนิด ได้แก่ ปูทะเล, ปูใบ้ และปูม้า รองลงมาคือ วงศ์ Penaeidae (วงศ์กุ้ง) พบ 2 ชนิด ได้แก่ กุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ ส่วนวงศ์ที่เหลือ พบอย่างละ 1 ชนิด เช่น วงศ์ Scatophagidae (วงศ์ปลาตะกรับ) ได้แก่ ปลาตะกรับ วงศ์ Latidae (วงศ์ปลากะพงขาว) ได้แก่ ปลากะพงขาว และวงศ์ Mugilidae (วงศ์ปลากระบอก) ได้แก่ ปลากระบอก เป็นต้น

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรี
          การสำรวจองค์ประกอบและความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนในบริเวณตำบลช้างข้ามตำบลกระแจะ และตำบลสนามไชย อำเภอนายายอาม, ตำบลตะกาดเง้า และตำบลโขมง อำเภอท่าใหม่, ตำบลบางกะไชย อำเภอแหลมสิงห์และตำบลบางกะจะ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี พบทั้งหมด 9 วงศ์ (Family) 10 สกุล (Genus) 12 ชนิด (Specie) มีความหนาแน่นรวมเท่ากับ 8.11 ตัวต่อตารางเมตร ชนิดที่พบมากที่สุด คือ ไส้เดือนทะเล มีความหนาแน่นเท่ากับ 3.31 ตัวต่อตารางเมตร รองลงมาคือ ปูแสมก้ามส้ม มีความหนาแน่นเท่ากับ 2.29 ตัวต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบชนิดอื่นๆเพิ่มเติม ได้แก่ นอนถั่ว หอยขี้นกกุ้งดีดขัน หอยหูปากเหลือง หอยกัน หอยมีดโกน หอยยอ หอยหูแมว ปูแสมก้ามแดง และหอยหูปากม่วง

          เมื่อพิจารณาความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนบริเวณจังหวัดจันทบุรี พบว่ามีค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ (H’) เท่ากับ 1.68 ค่าดัชนีควาชุกชุม (d) เท่ากับ 1.87 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอ (J’) เท่ากับ 0.68

การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน
          
การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดจันทบุรี เกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเกษตร นากุ้ง เหมืองแร่ เป็นต้น โดยในปี พ.ศ. 2557 จากการสำรวจโดยใช้เทคโนโลยีการสำรวจจากระยะไกลจากภาพถ่ายดาวเทียม ได้จาแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ แยกตามเขตการปกครองระดับอำเภอ

พื้นที่ป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรี

          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการโครงการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 เพื่อจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ  พบว่า ในปี 2557 จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ป่าชายเลนในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวม 208,905.53 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 82,467.14 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรรม เมืองและสิ่งก่อสร้าง พื้นที่ทิ้งร้าง ป่าชายหาด ป่าบก หาดเลน และพื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง รวม 126,438.39 ไร่

รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดจันทบุรี ปี พ.ศ. 2557

          การดำเนินการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการด้านป่าชายเลนหลายโครงการ ประกอบด้วยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลน ป่าชุมชน การปลูกป่าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปลูกป่าประชารัฐ การปลูกป่าในเมือง การปลูกเสริม การจัดทำเขตพิทักษ์ รักษ์สัตว์น้ำ การจัดทำแนวคูแพรก นอกจากนี้ในส่วนของการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนยังมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในแต่ละพื้นที่มากน้อยต่างกันไป

แผนที่พื้นที่จำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนในประเทศไทยปี พ.ศ. 2557

 

สาเหตุของปัญหา การดำเนินงาน มาตรการ และการแก้ไขปัญหาเสื่อมโทรมต่อป่าชายเลน

ข้อมูล : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
วันที่ : 11 ธันวาคม 2561