สถานการณ์ทรัพยากรป่าชายเลน จ.ตราด

          ป่าชายเลน (mangrove forest) หรือ (intertidal forest) เป็นระบบนิเวศที่อยู่ในแนวเชื่อมต่อระหว่างผืนแผ่นดินกับพื้นน้ำทะเลในเขตร้อน และกึ่งร้อนของโลก ประกอบด้วยสังคมพืช และสัตว์หลายชนิด ดำรงชีวิตร่วมกันภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลน น้ำกร่อย และมีน้ำทะเลท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอ เราสามารถเรียกป่าชายเลนว่า ป่าโกงกาง ได้อีกชื่อหนึ่งตามพันธุ์ไม้สำคัญและพบเป็นจำนวนมาก นั่นคือ ไม้โกงกาง

สถานภาพป่าชายเลน (State)
          จังหวัดตราด มีเนื้อที่ป่าชายเลนตามมติ ครม. จำนวน 98,488.01 ไร่ เนื้อที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 59,708.55 ไร่ โดยอยู่ในพื้นที่ 6 อำเภอ 25 ตำบล ได้แก่ อำเภอเกาะกูด อำเภอเกาะช้าง อำเภอเขาสมิง อำเภอคลองใหญ่ อำเภอเมืองตราด และอำเภอแหลมงอบ 

พื้นที่ป่าชายเลนรายตำบลในจังหวัดตราด

จากการสำรวจป่าชายเลนจังหวัดตราด ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในปี 2559 พบว่าจังหวัดตราดมีความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชายเลนดังนี้

ความหลากหลายของสังคมพืชในป่าชายเลน
          พบพันธุ์ไม้ป่าชายเลนทั้งสิ้น 8 วงศ์ (Families) 10 สกุล (Genus) 16 ชนิด (Species) มีความหนาแน่นรวมของต้นไม้เท่ากับ 215.00 ต้นต่อไร่ พันธุ์ไม้ที่พบมากที่สุดอยู่ในวงศ์ Rhizophoraceae ชนิดที่มีความหนาแน่นมากที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก (Rhizophoraapiculata) มีความหนาแน่นเท่ากับ 88.68 ต้นต่อไร่ รองลงมา คือ โปรงแดง (Ceriopstagal) และฝาดดอกขาว (Lumnitzeraracemosa) มีความหนาแน่นเท่ากับ 16.00 และ 13.64 ต้นต่อไร่ ตามลำดับ ความโตทางเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอกเฉลี่ย (DBH)เท่ากับ 14.11 เซนติเมตร และความสูงเฉลี่ย (H) เท่ากับ 7.94 เมตรค่าดัชนีความความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ (Shannon-Wiener diversity index ; H’) เท่ากับ 2.226 ค่าความชุกชุมทางชนิดพันธุ์ของมาร์กาเรฟ (Margalef’sindex;d) เท่ากับ 1.654 และค่าดัชนีความสม่ำเสมอทางชนิดพันธุ์ของพีลู (Pielou’s evenness ; J’) เท่ากับ 0.803 ชนิดพันธุ์ที่มีค่าดัชนีความสำคัญ (Important Value Index ; IVI) มากที่สุด คือ โกงกางใบเล็ก มีค่าเท่ากับ 125.812 รองลงมา คือ โปรงแดง และฝาดดอกแดง มีค่าเท่ากับ 24.452 และ 23.821ตามลำดับ

ผลผลิตมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอนในป่าชายเลนจังหวัดตราด
          จากการประเมินพบว่า มีมวลชีวภาพทั้งหมดเท่ากับ 18.120 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น มวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 12.673 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 5.447 ตันต่อไร่มวลชีวภาพเหนือดินทั้งหมด พบว่า มีมวลชีวภาพลำต้นมากที่สุด 6.897 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ มวลชีวภาพกิ่ง 3.094 ตันต่อไร่ มวลชีวภาพรากเหนือพื้นดิน 2.000 ตันต่อไร่ และมวลชีวภาพใบ 0.682 ตันต่อไร่ ตามลำดับ โดยโกงกางใบเล็กเป็นชนิดพันธุ์ที่มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 8.649 ตันต่อไร่ รองลงมาคือแสมขาวและตะบูนขาว มีมวลชีวภาพเท่ากับ 0.722 และ 0.651 ตันต่อไร่สำหรับมวลชีวภาพใต้ดินพบว่า มีการกระจายอยู่ในชั้นดินที่ความลึกต่างๆ โดยสะสมอยู่ในชั้นดินที่มีความลึก 20-30 เซนติเมตรมากที่สุดเท่ากับ 1.118 ตันต่อไร่ รองลงมาอยู่ที่ชั้นความลึก 0-10, 30-40 และ 50-60 เซนติเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ 0.944, 0.714 และ 0.650 ตันต่อไร่ ตามลำดับ และเมื่อแบ่งตามขนาดรากพบว่า รากขนาดมากกว่า10 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพมากที่สุดเท่ากับ 2.374 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ รากขนาด 5-10 และ 0-5 มิลลิเมตร มีมวลชีวภาพเท่ากับ1.581และ 1.491ตันต่อไร่ ตามลำดับ

การสะสมคาร์บอนในป่าชายเลน
          พบว่า คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพ (ในรูปสารประกอบคาร์บอน) รวมเฉลี่ยเท่ากับ 8.516 ตันต่อไร่ โดยแบ่งเป็น คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินเท่ากับ 5.956 ตันต่อไร่ และคาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพใต้ดินเท่ากับ 2.560 ตันต่อไร่ คาร์บอนที่สะสมอยู่ในมวลชีวภาพเหนือดินสะสมอยู่ในลำต้นมากที่สุด 3.242 ตันต่อไร่ รองลงมาคือ สะสมอยูในกิ่ง 1.454 ตันต่อไร่ สะสมอยู่ในรากเหนือพื้นดิน 0.940 ตันต่อไร่ และสะสมอยู่ในใบ 0.321 ตันต่อไร่ ตามลำดับและเมื่อนำมาประเมินร่วมกับพื้นที่ป่าชายเลน พบว่า ป่าชายเลนจังหวัดตราดมีการกักเก็บคาร์บอนเท่ากับ 0.509ล้านตันคาร์บอน

ความหลายหลายของแมลงและนกในป่าชายเลนจังหวัดตราด
          ในพื้นที่ป่าชายเลน ตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบ และ ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด พบจำนวน 8 อันดับ 35 วงศ์ 58 ชนิด ได้แก่ 1) แมลงที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) เช่น ด้วงหนวดยาว (Noseriustibialis), มวนจู้จี้ (Aethussp.1) และด้วงดีด (Elateridaesp.) เป็นต้น 2) แมลงที่กินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivor) เช่น แมลงสาบ (Blattellasp.), ด้วงดิน (Carabidaesp.) และด้วงเสือ (Cylinderasp.) เป็นต้น 3) แมลงที่ช่วยผสมเกสร (Pollinator) เช่น ผีเสื้อลายเสือลาย (Barsinesp.), ผีเสื้อพุ่มไม้ธรรมดา (Hypolycaenaerylus) และผีเสื้อหางริ้วขาวใหญ่ (Neomyrinanivea) เป็นต้น

          นกที่พบมี 7 อันดับ (Order) 16 วงศ์ (Family) 31 ชนิด (Species) นกที่พบมากที่สุดได้แก่ นกหัวโตทรายเล็ก (Charadriusmongolus) นกยางเปีย (Egerttagarzetta) นกยางเขียว (Butoridesstriata) ตามลำดับ

ความหลากหลายของเห็ดราในป่าชายเลนจังหวัดตราด
          พื้นที่ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง พบจำนวนทั้งสิ้น 5 วงศ์ (Family) 7 สกุล (Genus) 9 ชนิด (Species) ได้แก่ เห็ดตีนตุ๊กแก (Schizophyllumcommune), เห็ดกรวยขาว(Trameteselegans), (Crepidotussp.), (Hymenochaetesp.), (Inonotussp.), (Phellinusp.) และ (Ganodermasp.)

ความหลากหลายของสัตว์น้ำเศรษฐกิจจังหวัดตราด
          บริเวณตำบลวังกระแจะตำบลห้วงน้ำขาว ตำบลหนองโสน ตำบลหนองเสม็ด ตำบลหนองคันทรง ตำบลเนินทราย ตำบลท่าพริก ตำบลตะกางและตำบลชำราก อำเภอเมืองตราดตำบลแหลมงอบ และตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด พบสัตว์น้ำเศรษฐกิจทั้งหมด 8 วงศ์ 9 ชนิด จำแนกเป็น กลุ่มปลา (Chordata) 5 วงศ์ 5 ชนิด และกลุ่มกุ้ง/ปู (Crustacean) 3 วงศ์ 4 ชนิด โดยวงศ์ที่พบจำนวนชนิดมากที่สุด คือ วงศ์ Penaeidae (วงศ์กุ้ง) พบ 2 ชนิด ได้แก่ กุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ ส่วนวงศ์ที่เหลือ พบอย่างละ 1 ชนิด เช่น วงศ์ Mugilidae (วงศ์ปลากระบอก) ได้แก่ ปลากระบอก วงศ์ Megalopidae (วงศ์ปลาตาเหลือก) ได้แก่ ปลาตาเหลือก และวงศ์ Toxotidae (วงศ์ปลาเสือพ่นน้ำ) ได้แก่ ปลาเสือพ่นน้ำ เป็นต้น

ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนจังหวัดตราด
          บริเวณตำบลวังกระแจะตำบลห้วงน้ำขาว ตำบลหนองโสน ตำบลหนองเสม็ด ตำบลหนองคันทรง ตำบลเนินทราย ตำบลท่าพริก ตำบลตะกางและตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด ตำบลแหลมงอบ และตำบลน้ำเชี่ยว อำเภอแหลมงอบจังหวัดตราด พบทั้งหมด 5 วงศ์ (Family) 5 สกุล (Genus) 7 ชนิด (Specie) มีความหนาแน่นรวมเท่ากับ 16.50 ตัวต่อตารางเมตร ชนิดที่พบมากที่สุด คือ หอยกะทิ มีความหนาแน่นเท่ากับ 5.50 ตัวต่อตารางเมตร รองลงมาคือ หอยหูปากม่วง มีความหนาแน่นเท่ากับ 4.00 ตัวต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังพบชนิดอื่นๆเพิ่มเติม ได้แก่ หอยหูแมว ปูแสมก้ามส้ม หอยหูปากเหลือง หอยขี้นก และหอยเทียนเมื่อพิจารณาความหลากหลายของประชาคมสิ่งมีชีวิตพื้นป่าชายเลนบริเวณจังหวัดตราด พบว่ามีค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ (H’) เท่ากับ 1.78 ค่าดัชนีความชุกชุมของชนิดพันธุ์ (d) เท่ากับ 1.32 และค่าดัชนีความสม่ำเสอ (J’) เท่ากับ 0.92

การใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน
          การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดตราด เกิดจากการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเกษตร นากุ้ง เหมืองแร่ ท่าเทียบเรือ เป็นต้น
          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการโครงการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2559 เพื่อจำแนกเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนออกเป็นพื้นที่ต่างๆ พบว่า ในปี 2559 จังหวัดตราด มีพื้นที่ป่าชายเลนในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวม 101,519.03 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพ จำนวน 59,708.55 ไร่ นอกนั้นเป็นพื้นที่อื่น ๆ ได้แก่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรรม เมืองและสิ่งก่อสร้าง พื้นที่ทิ้งร้าง ป่าชายหาด ป่าบก หาดเลน และพื้นที่เปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง

พื้นที่ป่าชายเลนคงสภาพในจังหวัดตราด


รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนจังหวัดตราด ปี พ.ศ. 2557


แผนที่พื้นที่จำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนในประเทศไทยปีพ.ศ.2557

          การดำเนินการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ดำเนินการด้านป่าชายเลนหลายโครงการ ประกอบด้วยการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน พ.ศ. 2557 การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าชายเลน ป่าชุมชน การปลูกป่าตามนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการปลูกป่าประชารัฐ การปลูกป่าในเมือง การปลูกเสริม การจัดทำเขตพิทักษ์ รักษ์สัตว์น้ำ การจัดทำแนวคูแพรก นอกจากนี้ในส่วนของการเฝ้าระวังการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนยังมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้บุกรุกในแต่ละพื้นที่มากน้อยต่างกันไป

สาเหตุของปัญหา การดำเนินงาน มาตรการ และการแก้ไขปัญหาเสื่อมโทรมต่อป่าชายเลน

ข้อมูล : สำนักอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน
วันที่ : 11 ธันวาคม 2561