สถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง จ.นครศรีธรรมราช

          ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 มาตรา 3 กำหนดให้“ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง”คือ สิ่งที่มีอยู่ หรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติในบริเวณทะเลและชายฝั่ง รวมถึงพรุชายฝั่ง พื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง คลอง คูแพรก ทะเลสาบ และบริเวณพื้นที่ปากแม่น้ำที่มีพื้นที่ติดต่อกับทะเลหรืออิทธิพลของน้ำทะเลเข้าถึง เช่น ป่าชายเลน ป่าชายหาด หาด ที่ชายทะเล เกาะ หญ้าทะเล ปะการัง ดอนหอย พืช และสัตว์ทะเล หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ปะการังเทียม แนวลดแรงคลื่น และการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง

ข้อมูลลักษณะชายฝั่ง
          จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นพื้นที่ที่มีการถอยร่น ของทะเลในอดีตเมื่อ 6,000 ปีที่แล้ว (สมัยโฮโลซีน) จากหลักฐานแนวหาดทรายเดิมหลายแนวสลับกับพื้นที่พรุที่เกิดจากการสะสมตัวของน้ำทะเล แนวหาดทรายที่ไกลสุด คือ แนวหาดทรายของอำเภอชะอวดซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลหลังจากที่น้ำทะเลลดระดับและถอยร่นมาอยู่ในแนวปัจจุบันประมาณ 40 กิโลเมตร ตัวเมืองนครศรีธรรมราชตั้งอยู่ในแนวหาดทรายเดิม ซึ่งลักษณะของเมืองมีขอบเขตยาวตามชายฝั่ง พื้นที่ระหว่างหาดทรายเดิมเป็นที่ราบน้ำขึ้นถึงเดิม (old tidal flat) ที่กว้างและยาวขนานไปกับชายฝั่ง ต่อมาเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นที่ลุ่มน้ำขังหรือพรุ โดยแนวหาดทรายเดิมส่วนใหญ่วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ ตั้งแต่อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา ต่อเนื่องไปจนถึงอำเภอเมือง และอำเภอร่อนพิบูลย์ จากนั้นแนวหาดทรายจะโค้งไปในแนวตะวันออกจนจรดกับแนวหาดทรายของอำเภอหัวไทร ต่อเนื่องไปจนสิ้นสุดที่เขาพระบาท
          ในปัจจุบัน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 236กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ 25 ตำบล ได้แก่ อำเภอขนอม อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา อำเภอเมือง อำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทร โดยเริ่มจากชายฝั่งอำเภอขนอม ต่อเนื่องลงไปทางทิศใต้จนถึงอำเภอสิชล ชายฝั่งช่วงนี้มีลักษณะธรณีสัณฐานเป็นชายฝั่งหิน และหาดก้นอ่าว (barrier beaches) แนวชายฝั่งต่อจากนั้นเป็นแนวหาดทรายยาวขนานกับแผ่นดินของอำเภอท่าศาลา และอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จนต่อเนื่องไปจนถึงอ่าวปากพนัง ซึ่งเป็นที่ราบน้ำขึ้นถึงป่าชายเลน และลักษณะชายฝั่งทะเลที่เป็นแนวหาดทรายชายในแนวเหนือ-ใต้ เริ่มตั้งแต่ปลายสันดอนที่แหลมตะลุมพุกต่อเนื่องไปจนถึงแนวหาดทรายของอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา

ข้อมูลระบบหาด
          ระบบกลุ่มหาด หมายถึง “การแบ่งขอบเขตชายฝั่งเป็นหน่วยย่อย หรือเป็นเซลล์เพื่อใช้ในการจัดการชายฝั่ง โดยหลักการกำหนดขอบเขตระบบกลุ่มหาดจะพิจารณาจากลักษณะธรณีสัณฐาน ลักษณะธรณีวิทยาลักษะทางกายภาพ ได้แก่ หัวแหลม (Headland) ชายฝั่งหิน (Rocky Coast) และ ปากแม่น้ำ (Estuary) โดยขอบเขตชายฝั่งในหนึ่งเซลล์จะต้องมีสมดุลตะกอนของตัวเอง และไม่มีการเคลื่อนย้ายตะกอนจากกลุ่มหาดหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหาดหนึ่ง” ปัจจุบันประเทศไทยแบ่งออกเป็น 64 ระบบกลุ่มหาดและระบบกลุ่มหาดย่อย 282 กลุ่มหาด
          จากข้อมูลการแบ่งระบบกลุ่มหาด (Littoral cell) โดยพิจารณาข้อมูลจากลักษณะธรณีสัณฐาน ลักษณะธรณีวิทยา ลักษณะทางกายภาพ ได้แก่ หัวแหลม (Headland) ชายฝั่งหิน (Rocky Coast) และปากแม่น้ำ (Estuary) โดยขอบเขตชายฝั่งในหนึ่งเซลล์จะต้องมีสมดุลตะกอนของตัวเอง และไม่มีการเคลื่อนย้ายตะกอนจากกลุ่มหาดหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหาดหนึ่ง พบว่าจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ในระบบกลุ่มหาดพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง โดยประกอบด้วยระบบกลุ่มหาด S8 (ต่อเนื่องกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี) S9 S10 และ S11 (ต่อเนื่องกับจังหวัดสงขลา)

สถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง
          สภาพชายฝั่งทะเลของจังหวัดนครศรีธรรมราช มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งในรูปแบบของการกัดเซาะและทับถมของตะกอนชายฝั่ง สาเหตุเนื่องมาจากอิทธิพลของกระบวนการทางชายฝั่ง (Coastal Process) ได้แก่ คลื่นลมในฤดูมรสุม จากอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงมีนาคม ซึ่งเป็นลมมรสุมที่พัดมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามาปะทะภาคใต้ฝั่งตะวันออก ทำให้สภาพคลื่นลมในทะเลมีความสูงและรุนแรง เมื่อคลื่นเคลื่อนที่เข้าหาฝั่งมีการพาตะกอนทรายจากแนวชายฝั่งออกไปทับถมเป็นสันดอนนอกชายฝั่งทำให้เกิดการกัดเซาะหรือมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อิทธิพลน้ำขึ้น-น้ำลงของปากแม่น้ำ ความรุนแรงของกระแสน้ำ ส่งผลต่อความรุนแรงของการกัดเซาะในพื้นที่นั้นๆ ด้วย ส่วนปัจจัยด้านอื่นที่เกิดสาเหตุจากมนุษย์ ได้แก่ การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบริเวณชายฝั่งทะเลกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดินทำให้ดินเสียโครงสร้าง เมื่อเกิดคลื่นขนาดใหญ่เข้ามากระทบชายฝั่งจึงเกิดการกัดเซาะได้ง่าย และการพัฒนาพื้นที่สำหรับการท่องเที่ยว เป็นต้น

สถานภาพการกัดเซาะชายฝั่งในอดีต
          สถานภาพการกัดเซาะชายฝั่งทะเลจังหวัดนครศรีธรรมราชจากการศึกษาโครงการจัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการป้องกันปัญหาการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งตั้งแต่ปากน้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับข้อมูลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งทะเลจากการเปรียบเทียบเส้นชายฝั่งทะเลในช่วง ปี พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2555 โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม Spot 5 และ Thaichote (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2555) สามารถสรุปพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะแนวชายฝั่งดังนี้ ผลกระทบจากการกัดเซาะชายฝั่ง ครอบคลุม 25 ตำบล รวมระยะทาง 93.65 กิโลเมตร ส่วนใหญ่เป็นการกัดเซาะระดับปานกลาง (1-5 เมตร/ปี) มีพื้นที่มีปัญหาการกัดเซาะรุนแรง (มากกว่า 5 เมตร/ปี) ที่ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา ตำบลท่าซัก อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก ตำบลแหลมตะลุมพุก และตำบลท่าพญา อำเภอปากพนัง

สถานภาพการกัดเซาะชายฝั่งในปัจจุบัน
          จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลของกองบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่ง ร่วมกับสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 (จ.สงขลา) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 พบว่าชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช มีระยะทางแนวชายฝั่งยาวประมาณ 236.81 กิโลเมตร ซึ่งแยกเป็น หาดทรายประมาณ 133.64กิโลเมตร หาดโคลนประมาณ 51.79 กิโลเมตร หัวหาดประมาณ 33.37 กิโลเมตร ปากแม่น้ำประมาณ 5.45 กิโลเมตร และหาดทรายปนโคลนประมาณ 12.56 กิโลเมตร
          นอกจากนี้ยังสามารถจำแนกสถานการณ์ตามแนวชายฝั่งออกเป็นพื้นที่กัดเซาะรุนแรง(มากกว่า 5 เมตร/ปี) ประมาณ 4.48 กิโลเมตร พื้นที่กัดเซาะน้อย (น้อยกว่า 1 เมตร/ปี) ประมาณ 9.23 กิโลเมตร พื้นที่มีการดำเนินการแก้ไขแล้วประมาณ 47.77 กิโลเมตร พื้นที่สมดุลประมาณ 134.42 กิโลเมตร พื้นที่สะสมมากประมาณ 0.54กิโลเมตร พื้นที่สะสมน้อยประมาณ 1.56 กิโลเมตร พื้นที่ปากแม่น้ำประมาณ 5.45 กิโลเมตร และพื้นที่หัวหาดประมาณ 33.37 กิโลเมตร

แผนงาน/โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง
          จากการสำรวจการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างพบว่า มีการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะแบบแข็ง คือ กำแพงกันคลื่น (seawall) ใช้ในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะในพื้นที่อำเภอขนอม อำเภอสิชล อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทร เขื่อนป้องกันคลื่นนอกชายฝั่ง (Offshore breakwater) ใช้ในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะในพื้นที่อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา อำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทร เขื่อนหินทิ้ง (Revetment) ใช้ในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะในพื้นที่อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา อำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทร เขื่อนกันทรายและคลื่น (Jetty) ใช้ในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะในพื้นที่อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา อำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทร รอดักทราย (Groin หรือ Groyne) ใช้ในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะในพื้นที่อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา และอำเภอปากพนัง ซึ่งโครงการต่างๆ ดำเนินการก่อสร้างโดยภาครัฐส่วนกลาง และองค์กรส่วนท้องถิ่น

ข้อมูลระบบกลุ่มหาดจังหวัดนครศรีธรรมราช ปี พ.ศ. 2560


แนวชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะจังหวัดนครศรีธรรมราช


ข้อมูลลักษณะทางกายภาพจังหวัดนครศรีธรรมราชปีพ.ศ. 2560


ข้อมูลสถานการณ์ชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชปีพ.ศ. 2560


โครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชปี พ.ศ. 2560


แผนงาน/โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561-2565


ลักษณะหาดหิน หาดทราย และหาดโคลน ในท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

สรุปสถานการณ์ชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช
          จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ด้านทิศตะวันออกจรดทะเลอ่าวไทย มีความยาวชายฝั่งทะเลประมาณ 237 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอ 25 ตำบล ไล่ตั้งแต่อำเภอขนอม อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา อำเภอเมือง อำเภอปากพนังและอำเภอหัวไทรพื้นที่ชายฝั่งส่วนใหญ่มีสภาพเป็นหาดทราย คิดเป็นระยะทางยาวประมาณ 133.91 กิโลเมตร พบในพื้นที่อำเภอขนอม อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา อำเภอเมือง อำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทร พื้นที่หาดเลนหรือหาดโคลนคิดเป็นระยะทางยาวประมาณ 51.79 กิโลเมตร พบในพื้นที่อำเภอขนอมอำเภอเมืองและอำเภอปากพนังพื้นที่หัวหาดคิดเป็นระยะทางยาวประมาณ 33.37 กิโลเมตร พบในพื้นที่อำเภอขนอมและอำเภอสิชล พื้นที่หาดทรายปนโคลนคิดเป็นระยะทางยาวประมาณ 12.56 กิโลเมตร ส่วนปากแม่น้ำคิดเป็นระยะทางยาวประมาณ 5.45 กิโลเมตร พบในบริเวณชายฝั่งทะเลท้องที่อำเภอขนอม อำเภอสิชล อำเภอท่าศาลา อำเภอเมือง อำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทรลักษณะภูมิประเทศและที่ตั้งของจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบกับชายฝั่งทะเลที่มีลักษณะโล่ง ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือโดยตรง ทำให้บริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดนครศรีธรรมราชประสบปัญหากัดเซาะมาโดยตลอด โดยสามารถจำแนกสถานการณ์ตามแนวชายฝั่งออกเป็นพื้นที่กัดเซาะรุนแรง (มากกว่า 5 เมตร/ปี) ประมาณ 4.48 กิโลเมตร อยู่ในพื้นที่อำเภอปากพนัง ซึ่งมีสภาพชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นหาดทรายทำให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลได้รับความเสียหายรวม 4 ตำบลได้แก่ ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก ตำบลแหลมตะลุมพุก ตำบลบ้านเพิง และตำบลท่าพยาพื้นที่กัดเซาะน้อย (น้อยกว่า1 เมตร/ปี) ประมาณ 9.23 กิโลเมตร อยู่ในพื้นที่ตำบลทุ่งใส และตำบลเสาเภา อำเภอสิชล ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก ตำบลแหลมตะลุมพุก ตำบลบางพระ และตำบลท่าพยา อำเภอปากพนังพื้นที่มีการดำเนินการแก้ไขแล้วประมาณ 47.77 กิโลเมตร พื้นที่สมดุลประมาณ 134.42 กิโลเมตร พื้นที่สะสมมากประมาณ 0.55 กิโลเมตร พื้นที่สะสมน้อยประมาณ 1.56 กิโลเมตร พื้นที่ปากแม่น้ำประมาณ 5.45 กิโลเมตร และพื้นที่หัวหาดประมาณ 33.37 กิโลเมตร

ข้อมูล : กองบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่ง
วันที่ : 8 พฤศจิกายน 2561