เครื่องบินที่ปลดระวาง

เครื่องบิน เป็นวัสดุหนึ่งที่กลายมาเป็นปะการังเทียมอย่างไม่ได้ตั้งใจ ในบันทึกฉบับหนึ่งของสหรัฐอเมริกากล่าวไว้ว่า สาเหตุที่เครื่องบินได้กลายเป็นปะการังเทียมอย่าไม่ได้ตั้งใจนั้น เป็นผลมาจากความล้มเหลวของอุปกรณ์หรือความผิดพลาดของนักบิน เมื่อเครื่องบินราชนาวี U.S.S. Macon เกิดอุบัติเหตุจากการลงจอดที่ผิดพลาด และตกลงไปในทะเลบริเวณชายฝั่งแคลิเฟอร์เนีย ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1935 ซึ่งในปัจจุบันคือบริเวณ Monterey Bay National Marine Sanctuary

ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเครื่องบินของราชนาวีและเครื่องบินของกองทัพอากาศจำนวนมากตกและจมลงในมหาสมุทรระหว่างการฝึกซ้อม และได้กลายเป็นปะการังเทียมที่เกิดขึ้นในยุคแรกๆ บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหลักฐานจากวีดีโอและรายงานได้แสดงให้เห็นว่าเครื่องบินที่จมอยู่บริเวณนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของ Florida ในช่วงปี 1940-1950 ยังคงเป็นปะการังเทียมจนถึงปัจจุบัน

ภาพถ่ายวีดีโอที่อยู่ในความครอบครองของ Florida Fish and Wildlife Conservation Communication แสดงให้เห็นว่า มีซากเครื่องบิน 3 ลำ จมอยู่ใต้ท้องทะเลนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของ Florida ที่ความลึกมากกว่า 90 ฟุต อายุ 40-50 ปี ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของปลาหลายชนิด ประกอบด้วยบริเวณเครื่องบิน Carrair ที่ตกขณะทดลองจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินในปี 1943 และได้จมลงภายใต้ความลึก 140 ฟุต พบปลาหลายชนิด ทั้งปลาที่ใช้บริโภค และปลาสวยงาม นอกจากนี้ บริเวณเครื่องบินทิ้งระเบิดตอร์ปิโดที่ตกและจมลงบนพื้นโคลนใต้ท้องทะเล ในช่วงปลายปี 1940 ที่พบปลาหลายชนิดเข้ามาอยู่อาศัย เช่น ปลากะพง ปลาวัว ปลาสินสมุทร เป็นต้น บริเวณเครื่องบิน 2 ที่นั่งตกและหักเป็น 2 ท่อน และจมลงภายใต้ความลึก 97 ฟุต เมื่อปี 1940 พบปลากระเบนขนาดใหญ่ ปลากะรังขนาดเล็ก ปลากะพง ปลาวัว และปลาอีกหลายชนิดรอบ ๆ ซากเครื่องบิน เป็นจำนวนมาก

จากการสำรวจรอบๆ บริเวณเครื่องบินเจ็ท A-7 ที่พยายามลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินในปี 1992 แต่ได้ตกและจมอยู่ในสภาพที่ความลึก 110 ฟุต พร้อมกับส่วนหางและอุปกรณ์ลงจอดที่ยังคงกางอยู่พบว่ามีปลาหลายชนิดที่เข้ามาอาศัยในบริเวณดังกล่าว เช่น ปลากะรังขนาดใหญ่บริเวณใต้ปีกเครื่องบินทั้งสองข้าง ปลากะพงแดงที่พบบริเวณเหนือซากเครื่องบิน ปลาน้ำดอกไม้และปลาสำลีน้ำลึกขนาดใหญ่ (Amberjack) เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบเต่าหัวค้อน (Loggerhead turtle) อีกด้วย จึงเป็นที่สังเกตได้ว่าบริเวณซากเครื่องบินน่าจะเป็นที่ดึงดูดกลุ่มฝูงปลาได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีเครื่องบินอีกหลายลำที่ตกและจมลงใต้ท้องทะเล และกลายเป็นปะการังเทียมที่ดึงดูดสัตว์น้ำหลายชนิดให้เข้ามาอาศัย ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของชาวประมงและนักดำน้ำ เช่น บริเวณซากเครื่องบิน 3 ลำ ที่จมอยู่นอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของ Florida (Duval, St. Johns Counties) ที่ความลึก 70-100 ฟุต ซากเครื่องบินที่ทราบชื่อ 17 ลำในอ่าว Florida ตอนกลางและตอนเหนือ ซากเครื่องบิน 22 ลำ หรือชิ้นส่วนของซากเครื่องบินกว่า 2,916 ชิ้นส่วน ที่จมเป็นปะการังเทียมตั้งแต่ Texas ถึง Maine โดยส่วนใหญ่พบใน Florida และยังมีซากเครื่องบินอีกจำนวนมากที่พบโดยนักดำน้ำจมอยู่ที่ความลึก 60-155 ฟุต และลึกมากที่จมอยู่นอกเขตดำน้ำ ที่ความลึก 515-518 ฟุต ของ Key Biscayne ในตะวันออกเฉียงใต้ของ Florida ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงแม้ว่าซากเครื่องบินส่วนใหญ่จะไม่ได้ระบุชนิดและตัวอักษรหรือข้อความเป็น “World war II plane wreck” หรือ “Old fighter” แต่สามารถระบุได้ว่าเป็นเครื่องบิน PBY, Hell Cats, Trainers, torpedo bombers, Corsairs, เครื่องบินเซ็ท A-4, P5M, C-54, F-84 และ F-4 เป็นต้น ซึ่งจุดที่เครื่องบินตกในอ่าวเม็กซิโก นอกชายฝั่ง Florida ระหว่างแม่น้ำ Crystal และ Naples ยังเป็นประโยชน์ทั้งด้านการประมงด้วยเบ็ด และเป็นแหล่งดำน้ำแบบ mixed gas SCUBA และ rebreathers โดยบริเวณซากเครื่องบินที่จมอยู่ที่ความลึกระหว่าง 120-400 ฟุต ได้กลายเป็นแหล่งปะการังเทียมที่ใช้ทำการประมงจับสัตว์น้ำมานานกว่า 30 ปี ส่วนบริเวณซากเครื่องบินที่ความลึก 80-120 ฟุต ส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งประมงลากอวนกุ้งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

ข้อดี-ข้อเสียของการสร้างปะการังเทียมด้วยวัสดุเครื่องบิน มีดังนี้

ข้อดี
- การจัดวางเครื่องบินปะการังเทียมเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ ตัวอย่างเช่น การวางเครื่องบิน Boeing 727 บริเวณนอกชายฝั่ง Miami ซึ่งเป็นข่าวดังไปทั่วโลก สร้างความสนใจให้แก่ประเทศต่าง ๆ และก่อให้เกิดกำไรจากการโฆษณามากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างความประทับใจให้ผู้คนมากกว่า 4 ล้านคนทั่วโลก
- ปะการังเทียมที่สร้างจากเครื่องบิน เป็นสถานที่ดำน้ำที่น่าดึงดูดใจกว่าปะการังเทียมในรูปแบบอื่นๆ และเป็นสถานที่ตกปลาที่ดีของนักตกปลา
- อะลูมิเนียมผสมคุณภาพดี สามารถทนต่อการกัดกร่อนจากน้ำทะเลได้ดีกว่าเหล็กกล้าผสมคาร์บอนที่มีความหนาใกล้เคียงกัน
- การใช้เครื่องบินจัดสร้างเป็นปะการังเทียมอาจก่อให้เกิดผลประโยชน์อย่างแท้จริง ถ้ามีการจัดการด้านความสะอาด การเตรียมการ การขนส่ง และการจัดวางที่ดี

ข้อเสีย
- ส่วนกลางของเครื่องบินหรือชิ้นส่วนของส่วนดังกล่าว อาจไม่มีความมั่นคงและมีอายุการใช้งานที่สั้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางในเขตน้ำตื้น (น้อยกว่า 50 ฟุต) หรือในเขตน้ำลึก
- อะลูมิเนียมผสมที่มีคุณภาพไม่ดี อาจทนทานต่อการกัดกร่อนได้ไม่ดีเท่าเหล็กกล้าผสมคาร์บอนที่มีความหนาใกล้เคียงกัน ซึ่งอะลูมิเนียมสำหรับเครื่องบิน ส่วนใหญ่มักจะบางและไม่ได้ใช้โลหะผสมที่เหมาะสมสำหรับน้ำทะเล
- เมื่อนำเครื่องยนต์ออกไป โครงของเครื่องบินจะมีน้ำหนักเบาขึ้นมากและเบากว่าเหล็กหรือโครงสร้างคอนกรีตที่มีพื้นผิวใกล้เคียงกัน ซึ่งการที่จะให้โครงสร้างจมอยู่ในทะเลได้ จะต้องมีการนำวัสดุอื่นมาถ่วงน้ำหนักไว้ไม่ให้ลอย เช่น ใส่คอนกรีตลงไปในตัวเครื่อง เป็นต้น
- เครื่องบินที่ไม่ได้ถอดส่วนของปีกออก อาจก่อให้เกิดปัญหาการถลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวางวัสดุลงผ่านมวลน้ำ (นอกจากจะมีวิธีควบคุมการวางโดยใช้ปั้นจั่นขนาดใหญ่)
- เครื่องบินที่มีการถอดปีกทั้งสองข้างออก อาจเป็นการลดความซับซ้อนและความสมบูรณ์ของโครงสร้าง ลดความมั่นคงของเครื่องบินและความสนใจของนักดำน้ำ
- โครงสร้างเครื่องบินหรือระบบยึดที่วางอยู่บริเวณน้ำตื้นอาจถูกทำลายได้ง่ายโดยตัวยึดขนาดใหญ่ที่ยึดอยู่ภายใต้ตัวเครื่องบิน หรือจากนักดำน้ำ เป็นต้น
- ต้นทุนการขนส่งในการจัดวางเครื่องบินเป็นปะการังเทียมนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูง ทั้งด้านการทำความสะอาด การเตรียมการ การจัดวางและค่าตัวยึดหรือตัวถ่วงน้ำหนัก
- สีที่ทาบนเครื่องบินหรือรองพื้นมีส่วนผสมที่เป็นสารประกอบของโครเมียม ซึ่งมีผลต่อสิ่งแวดล้อมตามบัญญัติของ Environmental Protection Agency (EPA)
- อาจเป็นอันตรายต่อนักดำน้ำได้ หากวัสดุส่วนที่ไม่มั่นคงของเครื่องบินเกิดความเสียหายหรือเกิดการแตกหักเนื่องจากพายุ

ข้อเสนอแนะ
- เครื่องบินที่จะนำมาใช้สร้างปะการังเทียม จะต้องได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน และจะต้องผ่านการทำความสะอาดก่อนการจัดวาง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- การจัดวางเครื่องบินนั้นควรจะใช้ปั้นจั่นเป็นอุปกรณ์ช่วยวางเพื่อไม่ให้เครื่องบินถลาออกเมื่อจมลงสู่มวลน้ำ และจมอยู่ตรงตำแหน่งมากที่สุด
- โครงสร้างเครื่องบินรบขนาดใหญ่ มีความมั่นคงและทนทานในน้ำทะเลที่มีความลึกมากกว่า 150 ฟุต ได้ดี
- เครื่องบินทิ้งระเบิด เครื่องบินขนส่งพาณิชย์ และเครื่องบินทหารขนาดใหญ่ เช่น เครื่องบินขนส่ง เมื่อวางลงในน้ำลึกจะมีอายุการใช้งานที่นาน 35-55 ปี และสามารถทนต่อระลอกคลื่นและกระแสน้ำได้ดี
- เครื่องบินพลเรือนขนาดเล็กไม่เหมาะสำหรับนำมาสร้างเป็นปะการังเทียม เนื่องจากมีความมั่นคงและทนทานน้อย
- การจัดสร้างปะการังเทียมในทะเลที่ระดับความลึกและมีพายุแรง ควรถ่วงด้วยคอนกรีตในบริเวณท้องเรือด้วย เพื่อให้เครื่องบินมีอายุการใช้งานที่นานกว่าสิบปี
- การวางเครื่องบินในบริเวณที่มีกระแสน้ำอ่อน ๆ และมีความลึกมากกว่า 90 ฟุต จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากคลื่นที่เกิดจากพายุได้
- ก่อนนำเครื่องบินมาสร้างเป็นปะการังเทียม ควรพิจารณาเกี่ยวกับชนิดของอะลูมิเนียมผสมและอายุการใช้งานในน้ำทะเลก่อน เนื่องจากเครื่องบินมักประกอบด้วยอะลูมิเนียมหลาย ๆ ชนิดขึ้นอยู่กับรูปแบบของเครื่องบิน
- เครื่องบินที่จะจัดสร้างเป็นปะการังเทียมควรปลดระวางอย่างสมบูรณ์ (เช่น การถอดอาวุธยุทโธปกรณ์หรือทำให้ใช้การไม่ได้) และถอดชิ้นส่วนต่างๆ ออกก่อน ได้แก่ ระบบเชื้อเพลิงและไฮรโดรลิก วิทยุสื่อสาร พลาสติกบาง ๆ คาร์บอนไฟเบอร์ หรือวัสดุสังเคราะห์อื่น ๆ น้ำมันจาระบี/น้ำมันเชื้อเพลิง/ของเหลวในระบบไฮรดรอลิก/อุปกรณ์ส่องสว่าง/สายไฟ ส่วนถังน้ำมันควรทำความสะอาดให้ปราศจากคราบน้ำมัน และฉีดด้วยน้ำร้อน ส่วนปีกหากยังติดอยู่กับตัวเครื่องบิน ควรมีการเจาะรูเพิ่มเพื่อให้อากาศผ่านและจมลงสู่น้ำได้ง่าย
- ควรตัดผิวอะลูมิเนียมบริเวณส่วนกลางเครื่องบินออกเป็นช่อง เพื่อให้ปลาสามารถว่ายเข้า-ออก ได้และทำให้น้ำมีการไหลเวียนสะอาด
- ระบบยึด เช่น สายเคเบิล โซ่หืออุปกรณ์ยึดเหนี่ยว อาจจะมีอายุการใช้งานที่น้อยกว่าเครื่องบิน และอาจเป็นสาเหตุให้เครื่องบินเกิดรอยถลอก
และสายเคเบิลลากเข้าไปในตัวเครื่องบินทำให้เครื่องบินขาดจากกันได้