แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

วัสดุแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติบริเวณนอกชายฝั่ง ถูกทำหน้าที่เสมือนปะการังเทียมเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1947 เมื่อ Kerr-McGee ประสบความสำเร็จจากการนำน้ำมันจากใต้ทะเลมาใช้ประโยชน์ได้เป็นครั้งแรกของโลก หลังจากที่ในปี 1946 เขาได้เช่าพื้นที่บริเวณทางตอนใต้ของเมือง Morgan รัฐ Louisiana ห่างจากฝั่งประมาณ 43 ไมล์ ครอบคลุมพื้นที่ 40,000 เอเคอร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำค่อนข้างตื้น เพื่อเตรียมที่จะใช้เป็นแหล่งขุดเจาะน้ำมัน

จากนั้นในปี 1945 Rerr-MaGee ได้ตัดสินใจที่จะขุดเจาะน้ำมันบริเวณนอกชายฝั่งในพื้นที่ที่เรียกกว่า Ship Shoal Block 32 ที่ระดับความลึก 18 ฟุต ห่างจากฝั่งประมาณ 10.5 ไมล์ ซึ่งปัญหาที่พบในตอนแรกคือไม่มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่จะใช้ในการขุดเจาะ ทำให้การขุดเจาะจึงทำได้เพียงเตรียมการไว้ก่อน และเมื่อมีการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี Kerr-McGee จึงเริ่มทำการขุดเจาะขึ้นในวันที่ 12 กันยายน 1947 และในวันที่ 4 ตุลาคม เขาก็สามารถขุดน้ำมันได้เป็นผลสำเร็จ และจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยมา ทำให้ในปัจจุบันการจุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้มีการพัฒนาและขยายพื้นที่ไปยังในน้ำทะเลที่มีระดับความเสียหายมากกว่า 7,000 ฟุต

แท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ตั้งอยู่ในทะเล ได้กลายเป็นแหล่งทำการประมงที่สำคัญทั้งการประมงเพื่อนันทนาการ และการประมงเชิงพาณิชย์ และถูกยอมรับว่าเป็นแหล่งปะการังเทียมอีกรูปแบบหนึ่งมาอย่างช้านาน ซึ่งจากการประเมินพบว่า ปลาที่พบบริเวณฐานแท่นขุดน้ำมันมีมากกว่าบริเวณเหนือพื้นทะเลประมาณ 20-50 เปอร์เซ็นต์ และจากการประเมินของ Reggio (1987) พบว่า ปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันในรัฐ Louisiana มีชาวประมงเข้ามาทำการประมงประเภทตกปลาเพื่อนันทนาการมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีปลาเป็นจำนวนมาก และปลาที่จับได้ส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่มากกว่าบริเวณอื่นๆ

จากการสำรวจในปี 2001 พบว่ามีแท่นขุดเจาะน้ำมันบริเวณตอนเหนือของอ่าวเม็กซิโกประมาณ 3,992 แท่น ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งที่ทำให้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติแล้ว แท่นขุดเจาะดังกล่าวยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและเป็นที่ยึดเกาะของสิ่งมีชีวิตพวกยึดเกาะอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีรายงานผลอย่างเป็นทางการก็ตาม จากการประเมินของสภาจัดการการประมงอ่าวเม็กซิโก (The Gulf of Mexico Fishery Management Council, GMFMC 1989) พบว่าในอ่าวเม็กซิโกมีแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติประมาณ 15,000 ตารางไมล์ มีเพียง 1-3 ส่วนเท่านั้นที่อยู่ในรัฐ Louisiana และ Texas ซึ่งส่วนใหญ่ 99% เป็นแท่นขุดเจาะน้ำมัน และจากการประเมินบริเวณแท่นขุดเจาะน้ำมันเฉพาะบริเวณตอนเหนือของอ่าวเม็กซิโก โดย Gallaway และคณะ (1981) รวมประมาณ 2,000 ตารางไมล์ พบว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันที่มีอยู่จำนวน 3,992 แท่น ช่วยทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยของปลาเพิ่มขึ้น 27% และลักษณะพื้นผิวของแท่นได้กลายเป็นแหล่งยึดเกาะของสิ่งมีชีวิตพวกยึดเกาะอีกหลายชนิด

Dokken และคณะ (2000) ได้ทำการศึกษาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบริเวณแท่นขุดเจาะน้ำมัน จำนวน 7 แท่น จาก 3 บริเวณ คือ 1) บริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง ซึ่งห่างจากฝั่งน้อยกว่า 30 ไมล์ 2) เขตที่ห่างจากฝั่ง 30-60 ไมล์ และ 3) บริเวณน้ำลึก ห่างจากฝั่งมากกว่า 60 ไมล์ พบว่า มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตสูงกว่าบริเวณแท่นขุดเจาะน้ำมันในบริเวณอื่นๆ ทั้งหมด โดยสิ่งมีชีวิตกลุ่มเด่นที่พบเป็นกลุ่มของฟองน้ำและสาหร่าย ส่วนปะการังอ่อน ไบรโอซัวและกลุ่ม sessile hydrozonaus เป็นกลุ่มที่พบรองลงมา

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงแท่นขุดเจาะน้ำมันเป็นปะการังเทียมที่ใช้ผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยาก เนื่องจากขนาดของโครงสร้าง ความลึกของน้ำ ระยะห่างจากชายฝั่ง การเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าวและมูลค่าของแท่นขุดเจาะน้ำมัน โดยตั้งแต่ปี 1987 ถึงปี 2002 มีแท่นขุดเจาะน้ำมันในรัฐ Louisiana และ Texas มากกว่า 1,688 แท่น แต่มีเพียง 167 แท่น หรือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ถูกเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนเป็นปะการังเทียม โดยส่วนใหญ่จัดวางอยู่ที่ระดับความลึก 100-400 ฟุต

การจัดสร้างปะการังเทียมด้วยแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ