ลักษณะทั่วไปของฐานยึดทุ่น

ลักษณะทั่วไปของฐานยึดทุ่น
ฐานยึดทุ่นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าทุ่นลอยหลัก ดังจะเห็นได้จากหน่วยงานต่างๆ ที่ติดตั้งทุ่นได้มีการพัฒนาฐานยึดทุ่นมาเป็นลำดับ ทั้งฐานยึดทุ่นที่เป็นฐานยึดทุ่นธรรมชาติ และฐานยึดทุ่นที่ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งฐานยึดทุ่นทั้งสองประเภทต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป

1. ฐานยึดทุ่นธรรมชาติ
ฐานยึดทุ่นธรรมชาติ ได้แก่ ก้อนหิน หรือก้อนปะการังโขดขนาดใหญ่ใต้น้ำ โดยผู้ติดตั้งจำเป็นต้องดำน้ำหรือสำรวจหาก้อนหิน หรือปะการังที่มีขนาดและมีความเหมาะสม โดยจะต้องมีช่องหรือรูให้สามารถคล้องหรือร้อยเชือกเข้าไปได้ ในระยะแรก ผู้ที่ทำการติดตั้งจะร้อยเชือกเข้าไปโดยตรง แต่ประสบปัญหาคือเชือกที่ร้อยเข้าไปในช่องหรือรูนั้น เกิดการเสียดสีกับตัวหินหรือปะการังทำให้เกิดการขาดของเชือกทุ่น ต่อมาจึงได้มีการนำเอาท่อหรือสายยางหุ้มเชือกอีกชั้นหนึ่งก่อน เพื่อป้องกันการเสียดสี และชำรุดเสียหายเร็วเกินไป ในการติดตั้งทุ่นโดยใช้ฐานยึดทุ่นธรรมชาตินั้นมีข้อดีคือไม่มีค่าใช้จ่ายในการทำฐานยึดทุ่นขึ้นมาใหม่ แต่มีข้อเสียคือจำเป็นต้องหาก้อนหินหรือปะการังที่มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับผูกทุ่น ซึ่งบางครั้งไม่สามารถเลือกหรือกำหนดจุดในการผูกทุ่นได้

2. ฐานยึดทุ่นที่ประดิษฐ์ขึ้น
ฐานยึดทุ่นที่ประดิษฐ์ขึ้น ได้แก่ ฐานยึดทุ่นแบบสมอโลหะ และฐานยึดทุ่นแบบแท่นปูน ซึ่งวัสดุทั้งสองชนิดต่างมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันออกไป รวมถึงมีคุณสมบัติที่ต่างจากฐานยึดทุ่นธรรมชาติ ฐานยึดทุ่นแบบสมอโลหะ จำเป็นต้องใช้นักปฏิบัติการใต้น้ำดำลงไปติดตั้ง ซึ่งความยากง่ายจะขึ้นอยู่กับรูปแบบของสมอ เช่น สมอทราย อาจใช้แรงงานนักปฏิบัติการใต้น้ำในการหมุนสมอเพื่อให้จมลงในพื้น สมอแบบ Manta Ray Anchoring System จำเป็นต้องใช้เครื่องไฮดรอลิกอัดตัวสมองให้จมลงในพื้น หรือสมอแบบเจาะฝังหมุดจำเป็นต้องใช้เครื่องเจาะกระแทกเพื่อให้หินหรือก้อนปะการังเป็นรู จากนั้นจึงนำแกนสมอลงไปฝังแล้วเทปูนทับอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำงานที่ยุ่งยาก นอกจากนี้ยังพบว่าฐานยึดทุ่นแบบสมอโดยส่วนใหญ่จะทนแรงดึงได้ไม่ดีนัก เหมาะสำหรับการทำเป็นทุ่นแนวเขต หรือทุ่นผูกเรือที่มีขนาดยาวไม่เกิน 12 เมตร และมีน้ำหนักไม่เกิน 12 ตัน เช่น เรือหางยาว

ฐานทุ่นแบบสมอ

นอกจากนี้ จากผลการสำรวจยังพบว่า เมื่อเกิดการขาดของเชือกทุ่น การค้นหาสมอที่ฝังไว้ในวัตถุตามจุดต่างๆ นั้น กระทำได้ค่อนข้างยาก

3. ฐานยึดทุ่นแบบแท่นปูน
ในประเทศไทยได้พัฒนาฐานยึดทุ่นแบบฐานคอนกรีตครั้งแรกในปี พ.ศ. 2534 โดยกรมป่าไม้ ร่วมกับกองทัพเรือ ซึ่งในครั้งนั้นยังคงใช้ฐานยึดทุ่นแบบคอนกรีตร่วมกับสมอเหล็ก 3 ทาง เพื่อความแข็งแรงและทนต่อแรงดึง เพื่อใช้ติดตั้งทุ่นกับทุ่นเหล็กขนาดใหญ่ ต่อมาในปีพ.ศ. 2535 อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ได้นำฐานยึดทุ่นแบบคอนกรีตขนาดน้ำหนัก 150 กิโลกรัม มาใช้กับทุ่นแนวเขต และในปีเดียวกันนั้น สถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเล กรมประมง ได้พัฒนาทุ่นฐานคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้น โดยฐานคอนกรีตนี้มีน้ำหนักถึง 300 กิโลกรัม ฐานยึดทุ่นมีขนาด 50x50x50 เซนติเมตร เพื่อใช้สำหรับจอดเรือ ปี พ.ศ. 2546 นายสุวรรณ พิทักษ์สินธร สำนักอุทยานแห่งชาติได้ออกแบบทุ่นฐานซีเมนต์เพื่อการจอดเรือขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันและอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ฐานยึดทุ่นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หล่อเป็นรูปกล่องขนาดเท่ากับ 3x3x1.9 เมตร มีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถลอยน้ำและลากจูงไปบนผิวน้ำไปยังจุดติดตั้งได้ ด้านบนเป็นห่วงเหล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร โผล่จากผิวพื้นน้ำด้านบนสำหรับเชือกร้อยผ่าน ส่วนการพัฒนาฐานยึดทุ่นแบบคอนกรีตในปัจจุบัน และได้รับความนิยม คือ ฐานยึดทุ่นคอนกรีตขนาด 10 ตัน เนื่องจากสามารถรับแรงดึงได้ดีและไม่ถูกลากจากแรงดึงของเรือจนก่อความเสียหายแก่แนวปะการังและสภาพพื้นท้องทะเล

ฐานยึดทุ่นคอนกรีตแบบเหลี่ยมขนาด 10 ตัน

ฐานยึดทุ่นคอนกรีตแบบกลม