ขนาด
กัดเซาะชายฝั่ง
แนวโน้มเปลี่ยนแปลง ปี พ.ศ. 2565

          จากการสำรวจ วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการกัดเซาะชายฝั่งปี พ.ศ. 2560, 2561, 2562, 2563 และ 2564 พบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการกัดเซาะชายฝั่ง 

เปรียบเทียบระยะทางการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ระหว่างปี 2560, 2561, 2562, 2563 และ 2564

เปรียบเทียบพื้นที่กัดเซาะชายฝั่งทะเลที่มีการดำเนินการแก้ไข ระหว่างปี 2560 – 2564

เปรียบเทียบพื้นที่กัดเซาะชายฝั่งทะเล ปี 2560, 2561, 2562, 2563 และ 2564

เปรียบเทียบพื้นที่มีการดำเนินการแก้ไขแล้ว ปี 2560, 2561, 2562, 2563 และ 2564

จากการวิเคราะห์แนวโน้มสถานภาพชายฝั่งทะเล ระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2564 สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
          1. การกัดเซาะชายฝั่งทะเลในปี พ.ศ. 2564 ลดลงจากปี พ.ศ. 2563 เป็นระยะทาง 19.45 กิโลเมตร ซึ่งมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันกับปี พ.ศ. 2560 – 2562 ที่มีการลดลงของพื้นที่กัดเซาะ

          โดยในปี พ.ศ. 2564 พบพื้นที่ที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างชัดเจน ซึ่งมีระยะทางการกัดเซาะมากกว่า 10 กิโลเมตร คือ จังหวัดปัตตานี รองลงมาคือ พื้นที่ที่มีระยะทางการกัดเซาะตั้งแต่ 5 – 9 กิโลเมตร ได้แก่จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา จังหวัดระนอง และจังหวัดตรัง และพื้นที่ที่มีระยะทางการกัดเซาะไม่เกิน 5 กิโลเมตร ได้แก่ จังหวัดตราด จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสตูล ส่วนจังหวัดที่ไม่พบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาครอบคลุมพื้นที่ดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ ยังพบว่าในปี พ.ศ.2564 จังหวัดที่มีแนวโน้มการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2563 ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดระนอง จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสตูล
          2. พื้นที่ที่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2564 มีระยะทางเพิ่มขึ้นประมาณ 194 กิโลเมตร โดยจังหวัดที่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหามากกว่า 20 กิโลเมตร ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดนครศรีธรรมราช รองลงมาคือ จังหวัดที่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหามากกว่า 10 กิโลเมตร ได้แก่ จังหวัดตราด จังหวัดระยอง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา ซึ่งโครงสร้างส่วนใหญ่ที่พบเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรม
          3. จังหวัดที่มีสัดส่วนของแนวชายฝั่งที่มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง มากกว่าพื้นที่สมดุล และพื้นที่สะสมตัวตามธรรมชาติ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดนราธิวาส

          ในอดีตพื้นที่อ่าวไทยตอนบนมีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณพื้นที่ป่าชายเลนที่ถูกแปรสภาพใปเป็นการเพาะเลี้ยงนากุ้ง ปัจจุบันมีการแก้ไขปัญหาด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรม และการปักไม้ไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่น แทบตลอดแนวชายฝั่ง สำหรับจังหวัดจันทบุรี จังหวัดชลบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา ถึงแม้จะเป็นจังหวัดที่มีโครงสร้างฯ ค่อนข้างมาก แต่ก็ยังคงพบแนวชายฝั่งที่ยังมีความสมดุลและสะสมตัวตามธรรมชาติคงเหลืออยู่มากเช่นกัน
          4. ชายฝั่งทะเลอันดามัน พบระยะทางกัดเซาะไม่มากนัก ส่วนใหญ่ไม่พบการกัดเซาะเป็นระยะทางยาว ๆ เนื่องจากพื้นที่ชายฝั่งมีลักษณะเป็นหาดที่ไม่ยาวมากนัก ไม่ต่อเนื่องกัน อีกทั้งยังไม่พบโครงสร้างทางวิศวกรรมมากนัก โดยจังหวัดที่พบการกัดเซาะอย่างชัดเจนของชายฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ จังหวัดระนอง และจังหวัดตรัง
          5. ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีลักษณะทางธรณีสัณฐานโดยส่วนใหญ่เป็นหาดทรายที่มีลักษณะตรงยาวต่อเนื่องกัน จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาการ
กัดเซาะชายฝั่งบริเวณจุดสิ้นสุดของโครงสร้างต่อเนื่อง
          6. พบว่าในบางพื้นที่ของจังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส บริเวณที่มีการก่อสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมที่ขัดขวางการเคลื่อนที่ของตะกอนในบางพื้นที่ เช่น เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำ จึงพบปัญหาการทับถมตัวของตะกอนทรายที่เริ่มล้นเข้ามาทับถมในร่องน้ำ

ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2567