ขนาด
ปะการัง
  • 17 สิงหาคม 2556
  • 2,952
ปะการัง สารสนเทศ ทช. ศูนย์ข้อมูลกลาง ทช.

การอนุรักษ์และการฟื้นฟู

          การอนุรักษ์และการฟื้นฟูแนวปะการังเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ทรัพยากรแนวปะการังของประเทศสามารถดำรงสภาพความสมบูรณ์อยู่ได้ ทั้งนี้ต้องมีการบริหารจัดการเน้นการมีส่วนร่วมควบคู่กับการใช้มาตรการทางด้านกฎหมาย ดังนี้

1. การอนุรักษ์แนวปะการัง
          1.1 การแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ในพื้นที่แนวปะการังทั่วประเทศอย่างชัดเจน ประเทศไทยมีแผนแม่บทการจัดการแนวปะการังของประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ซึ่งประกอบด้วยนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินแผนงานและโครงการ ตลอดจนหลักเกณฑ์และการกำหนดพื้นที่ภายใต้เขตการใช้ประโยชน์ในแนวปะการังของประเทศ แต่ยังไม่มีการประกาศใช้เขตการใช้ประโยชน์กันอย่างจริงจัง ต่อมาในปี พ.ศ.2546 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็ได้เริ่มหันมาปรับปรุงแผนแม่บทดังกล่าวเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยได้แบ่งเขตการใช้ประโยชน์ตามสถานภาพของแนวปะการังและศักยภาพการใช้ประโยชน์ของชุมชมชนหลายฝ่าย เช่น ภาคธุรกิจท่องเที่ยว ชาวประมง พร้อมทั้งกำหนดมาตรการควบคุมหรือห้ามทำกิจกรรมที่ส่งผลกระทบ ทั้งนี้เพื่อให้แนวปะการังคงอยู่ในสภาพสมดุลและลดความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์จากแนวปะการัง ได้ดำเนินงานและทดลองประกาศใช้ที่เกาะช้าง จังหวัดตราด เป็นพื้นที่นำร่องทางฝั่งอ่าวไทย และควรกำหนดมาตรการคุ้มครองอย่างเข้มงวดในพื้นที่แนวปะการังนอกเขตอุทยานทางทะเล ประกาศพื้นที่คุ้มครองทางทะเลอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ต่อประชาชน

          1.2 หน่วยงานภาครัฐต้องเปิดโอกาสและสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการอนุรักษ์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจัง แนวทางที่ประชาชนสามารถร่วมมือทำได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ไม่ทิ้งสมอลงในแนวปะการัง ใช้ทุ่นผูกเรือในแนวปะการัง ไม่ทิ้งเศษซากอวนลงในทะเล ไม่เดินเหยียบย่ำบนแนวปะการัง ไม่ปล่อยน้ำเสียลงในแนวปะการัง ทำการประมงอย่างถูกวิธีโดยไม่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง ไม่มีการลักลอบเก็บปะการัง ซึ่งพบว่าในอดีตมีการเก็บปะการังขึ้นมาขายเพื่อประดับตู้โชว์หรือตู้ปลา แต่ในปัจจุบันมีทางออกในเรื่องนี้เพราะมีการทำแบบจำลองปะการังด้วยวัสดุเรซิน ซึ่งใช้ทดแทนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ต้องไม่ลักลอบจับปลาสวยงามในแนวปะการัง โดยเฉพาะในเขตจังหวัดที่มีการประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมสิ่งแวดล้อม ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต และกระบี่ ประชาชนควรร่วมมือแจ้งข่าวให้ข้อมูลเบาะแสในเรื่องการลักลอบการกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อแนวปะการัง ฯลฯ ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐ ต้องมีการประชาสัมพันธ์หลายรูปแบบ ให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดความตระหนักในการอนุรักษ์

          1.3 มีการอบรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่องในเรื่องการอนุรักษ์ปะการังแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินการฝึกอบรมให้แก่ข้าราชการครูและนักเรียน มัคคุเทศก์ กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจเรือหางยาวนำเที่ยว กลุ่มชาวบ้าน ชาวประมง ตามหมู่บ้านใน 13 จังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลที่มีแนวปะการัง ในบางท้องที่ เช่น จังหวัดภูเก็ต มีการจัดกิจกรรมค่ายเยาวชนรักษ์ปะการัง มีการจัดตั้งชมรมอนุรักษ์ปะการังและทรัพยากรธรรมชาติฝั่งอันดามันและจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ปะการังขึ้นที่บ้านบางเทา บ้านป่าตอง บ้านกะตะและกะรน โดยมีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านที่มีแนวปะการังและชาวบ้านที่ประกอบอาชีพขับเรือหางยาวพานักท่องเที่ยวชมปะการัง ทั้งนี้สมาชิกของชมรมและกลุ่มอาสาสมัครดังกล่าวข้างต้นได้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการแจ้งข่าวสาร สอดส่องดูแลแทนเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังรักษาแนวปะการัง และช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการจับกุมและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรแนวปะการัง และได้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในด้านการอนุรักษ์แนวปะการัง เช่น การติดตั้งทุ่นผูกเรือ นอกจากนี้สถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเล ได้ดำเนินการฝึกอบรมนักดำน้ำอาสาสมัครในการสำรวจสภาพแนวปะการังภายใต้โครงการ “Reef Check Thailand” ในช่วงปี พ.ศ.2545-2546 ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้นักดำน้ำมีความตระหนักในเรื่องการอนุรักษ์ปะการังแล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายการให้ข่าวสารเป็นวงกว้าง เนื่องจากโครงการนี้ดำเนินการภายใต้โครงการใหญ่ที่เรียกว่า “Reef Check” ซึ่งมีเครือข่ายนานาชาติกระจายในหลายประเทศทั่วโลก ต่อมาสถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเล ได้เปลี่ยนโครงสร้างตามระบบราชการใหม่ เรียกว่า สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินโครงการ “Green fins” ร่วมกับ United Nations Environmental Programme (UNEP โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจดำน้ำ โดยให้ตระหนักถึงการอนุรักษ์แนวปะการัง ปัจจุบันโครงการ Green Fins ได้ดำเนินงานโดยสมาคมกรีนฟินส์ประเทศไทย (www.greenfins-thailand.org, วันที่เข้าถึง 8 ธันวาคม พ.ศ.2555)

          1.4 ส่งเสริมการดำเนินการวิจัยขั้นพื้นฐานทางด้านชีววิทยาและนิเวศวิทยาทางทะเลเป็นปัจจัยที่สนับสนุนโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรแนวปะการัง ในปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านนี้ ได้แก่หน่วยงานในสังกัดกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ตอนกลาง และตอนล่าง ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ชุมพรและสงขลาตามลำดับ ส่งเสริมให้เกิดการศึกษาวิจัย หาองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับพันธุกรรมและการปรับตัวของปะการังเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นฟูตนเอง (resilience) ให้กับปะการังและลดผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระดับน้ำทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

2. การฟื้นฟูแนวปะการัง
          แนวปะการังในหลายพื้นที่สามารถฟื้นตัวเองได้ตามธรรมชาติ ถ้าหากไม่มีสิ่งรบกวน ปะการังก็สามารถแตก-หน่อเจริญเติบโตแพร่ขยายในพื้นที่นั้นได้ หากตั้งเป้าหมายว่า ต้องการให้แนวปะการังแต่ละแห่งทั่วประเทศมีการฟื้น-ตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปริมาณความหนาแน่นของปะการังที่มีชีวิตในพื้นที่แต่ละแห่งเพิ่มขึ้น 5-10% ต่อปี ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขประมาณการคร่าวๆ ของอัตราการเพิ่มต่อปีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหากไม่มีการรบกวน หากสามารถควบคุมให้มีอัตราการฟื้นตัวได้ในระดับนี้และหากไม่มีผลกระทบจากภัยธรรมชาติ คาดว่าในระยะ 5 ปีข้างหน้าแนวปะการังที่เสื่อมโทรมจะลดจำนวนลงไปมาก และแนวปะการังที่เสื่อมโทรมหมดไปในอีกระยะ 10 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่บางแห่งการฟื้นตัวของแนวปะการังตามธรรมชาติอาจเกิดขึ้นได้ช้ากว่าอัตราที่กล่าวข้างต้น เนื่องจากมีปัจจัยทางด้านกายภาพและชีวภาพรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดจากมนุษย์ขัดขวาง เช่น กิจกรรมการพัฒนาชายฝั่งที่ทำให้เกิดตะกอน การท่องเที่ยว เป็นต้น ดังนั้นในพื้นที่แนวปะการังเสื่อมโทรมบางแห่งจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูโดยมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง

          สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินการการศึกษาความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูแนวปะการังเสื่อมโทรมในประเทศไทยทางฝั่งทะเลอันดามัน เมื่อ พ.ศ.2537 ที่จังหวัดภูเก็ต จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าแนวปะการังส่วนใหญ่มีศักยภาพในการฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ แต่การเข้าฟื้นฟูโดยมนุษย์ก็สามารถเร่งให้แนวปะการังบางแห่งมีการฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยสถาบันฯ ได้ทดลองฟื้นฟูแนวปะการังโดยวิธีต่างๆ ทั้งการย้ายปลูก การสร้างพื้นที่ลงเกาะให้แก่ตัวอ่อนปะการังในธรรมชาติ การเร่งการสะสมของหินปูนและเร่งการเจริญเติบโตของปะการังโดยใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งพบว่า 2 วิธีแรกประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่

          2.1 การย้ายปลูกปะการังเป็นวิธีการฟื้นฟูแนวปะการังวิธีหนึ่ง ซึ่งจากการศึกษาการย้ายปลูกปะการังเขากวาง (Acropora formosa Dana, 1846) และปะการังก้อน (Porites lutea) ของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน พบว่า การรอดและการเจริญเติบโตของปะการังดังกล่าวแตกต่างกันไปขึ้นกับสภาพแวดล้อมของแต่ละบริเวณที่ทำการศึกษา วิธีนี้เหมาะสมกับพื้นที่สิ่งแวดล้อมเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปะการังแต่ยังขาดตัวอ่อนหรือเศษของปะการังที่มีชีวิตที่จะสามารถเติบโตต่อไปในบริเวณนั้น นอกจากนี้ยังได้ทำศึกษาการฟื้นตัวของปะการังเขากวางในบริเวณที่ใช้เป็นแหล่งพันธุ์ ซึ่งพบว่าหากไม่ย้ายปะการังทั้งโคโลนีออกในปริมาณที่มากเกินไป ปะการังที่เป็นแหล่งพันธุ์จะสามารถฟื้นตัวได้ในเวลาไม่นาน การย้ายปะการังจะเป็นวิธีที่เหมาะกับบริเวณที่จะมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่แนวปะการัง เช่น การสร้างสะพาน ท่าเทียบเรือ จึงจำเป็นจะต้องย้ายปะการังออกจากบริเวณที่จะได้รับผลกระทบจากกิจกรรมดังกล่าว โดยทั่วไปเป็นการย้ายปะการังเพียงไม่กี่ชนิดที่มีความทนทานต่อการย้ายและเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในพื้นที่ที่ต้องการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจนในเวลาสั้นๆ บริเวณดังกล่าวจะต้องมีพื้นท้องทะเล และกระแสน้ำไม่แรงจนเกิดไป ตลอดจนมีสภาพแวดล้อมอื่นๆ เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของปะการัง แต่การย้ายปะการังเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งทำให้สังคมปะการังที่เกิดขึ้นประกอบด้วยปะการังที่ทำการย้ายเพียงชนิดเดียว แตกต่างกับแนวปะการังที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งจะมีปะการังหลายชนิดขึ้นอยู่ปะปนกันก่อให้เกิดเป็นสังคมปะการังที่ซับซ้อน

การย้ายปลูกปะการังโขด

การย้ายปลูกปะการังโขด

การย้ายปลูกปะการังเขากวาง

การย้ายปลูกปะการังเขากวาง

          2.2 การเสริม “พื้นแข็ง” ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการฟื้นฟูแนวปะการัง กรณีนี้เหมาะสมที่จะทำในพื้นที่ที่ถูกทำลายจนกระทั่งซากปะการังแตกหักป่นจากแรงระเบิด หรือซากปะการังถูกพายุซัดขึ้นไปกองอยู่บนหาด เหลือแต่พื้นทรายไว้ ในกรณีเช่นนี้ ตัวอ่อนปะการังขาดพื้นแข็งสำหรับยึดเกาะเพื่องอกใหม่ ดังนั้นจึงอาจจำเป็นต้องเสริมพื้นแข็งลงไปในแนวปะการังนั้น ที่ได้มีการทดลองกันแล้วนั้น สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ได้ดำเนินการที่เกาะไม้ท่อน จังหวัดภูเก็ต โดยได้หล่อท่อคอนกรีตจัดเป็นรูปทรงหมอนสามเหลี่ยมวางในแนวปะการัง พบว่าภายในระยะเวลาประมาณ 7 ปี ปะการังสามารถเจริญเติบโตบนพื้นคอนกรีตนั้นได้ดี วิธีนี้เหมาะกับบริเวณที่ขาดพื้นที่ที่มั่นคงสำหรับตัวอ่อนปะการังในธรรมชาติที่จะลงเกาะและเจริญเติบโต และพบว่าหากพื้นที่ที่จัดสร้างมีความซับซ้อนมากจะมีจำนวนโคโลนีของปะการังที่ลงเกาะมากกว่าพื้นที่ที่มีความซับซ้อนน้อย โดยปะการังจะเริ่มลงเกาะบนแท่งคอนกรีตที่วางไว้นานประมาณปีเศษๆ และจะค่อยๆ มีการเติบโตของปะการังที่ลงเกาะจนกระทั่งครอบคลุมพื้นที่ลงเกาะทั้งหมดและอาจขยายไปบนพื้นที่ในธรรมชาติ ดังตัวอย่างที่ได้ทำการศึกษาบริเวณเกาะไม้ท่อน ซึ่งพบว่าหลังจากวางแท่งคอนกรีตไว้ 8 ปีเศษๆ จะมีองค์ประกอบชนิดและพื้นที่ครอบคลุมของปะการัง รวมทั้งมีการพัฒนาของประชาคมปลาใกล้เคียงกับแนวปะการังธรรมชาติในบริเวณเดียวกันวิธีนี้เป็นวิธีที่เห็นผลค่อนข้างช้า มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง ชนิดและจำนวนปะการังที่ลงเกาะจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่มีข้อดีคือมีความหลากหลายของชนิดปะการังคล้ายกับที่มีอยู่ในธรรมชาติ จึงมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้มากกว่าการย้ายปลูกปะการังซึ่งมีปะการังชนิดเด่นๆ เพียงชนิดเดียวหรือไม่กี่ชนิดการฟื้นฟูแนวปะการังโดยวิธีใดๆ ก็ตามจำเป็นจะต้องศึกษาปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของปะการัง รูปร่างของพื้นที่ลงเกาะที่เหมาะสม รวมทั้งสภาพคลื่นลมและพื้นท้องทะเลบริเวณที่จะจัดวางมากพอสมควร เพื่อให้การฟื้นฟูประสบผลสูงสุด

การเพิ่มพื้นที่ลงเกาะให้กับตัวอ่อนปะการัง

การเพิ่มพื้นที่ลงเกาะให้กับตัวอ่อนปะการัง

          อย่างไรก็ตาม การฟื้นฟูแนวปะการังไม่ได้เป็นวิธีการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมสำหรับแนวปะการัง เนื่องจากการมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง ใช้แรงงานมาก ระยะเวลาดำเนินการค่อนข้างนานกว่าจะเห็นผล และหากทำโดยปราศจากความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับชีววิทยาปะการังและปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในบริเวณที่จะทำการฟื้นฟู หรือใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ก็จะกลับเป็นการเพิ่มความเสื่อมโทรมให้กับแนวปะการังนั้นๆ แนวปะการังในประเทศไทยหลายๆ บริเวณมีศักยภาพในการฟื้นตัวตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งหากมีปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ อำนวยแก่การดำรงชีวิตของปะการัง และปราศจากกิจกรรมของมนุษย์ที่อาจเข้าไปรบกวนการฟื้นตัวหรือการดำรงชีวิตของแนวปะการัง แนวปะการังในบริเวณนั้นจะมีความเป็นไปได้สูงในการฟื้นตัวตามธรรมชาติโดยที่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องเข้าไปดำเนินการแต่อย่างใด หรืออาจเพียงแต่ควบคุมหรือจัดการพื้นที่ไม่ให้มีกิจกรรมใดๆ เข้าไปรบกวนการฟื้นตัวตามธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในแนวปะการังนั้นๆ ก็เป็นการเพียงพอแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันหรือลดความเสื่อมโทรมของแนวปะการังซึ่งเกิดจากสาเหตุต่างๆ โดยเฉพาะจากกิจกรรมของมนุษย์จะเป็นวิธีที่ประหยัดและเหมาะสมที่สุดในการอนุรักษ์ทรัพยากรชนิดนี้ ปัจจุบันสถาบันฯ ได้เริ่มนำผลจากการศึกษาความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูแนวปะการังไปขยายผลเพื่อฟื้นฟูสภาพแนวปะการังเสื่อมโทรมรวมทั้งเพิ่มพื้นที่แนวปะการังหลายแห่งในจังหวัดภูเก็ต เช่นเกาะไม้ท่อน เกาะแอว เกาะเฮ และอ่าวบางเทา นอกจากนี้ยังได้พยายามพัฒนาวิธีการฟื้นฟูแนวปะการังที่ประหยัดเวลา แรงงาน รวมทั้งงบประมาณ ซึ่งโครงการดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจจากหลายๆ หน่วยงานที่จะให้ความสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและแรงงานบางส่วน เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และชมรมดำน้ำภาคเอกชนต่างๆ นอกจากกิจกรรมการฟื้นฟูแนวปะการังแล้ว สถาบันฯ ยังดำเนินงานด้านการลดความเสื่อมโทรมที่จะเกิดกับแนวปะการังควบคู่กันไปด้วย เช่น การจัดฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับปะการังและการอนุรักษ์แนวปะการังให้แก่ครู นักเรียน และผู้ประกอบการท่องเที่ยว จัดพิมพ์สื่อสิ่งพิมพ์ให้ความรู้ด้านการอนุรักษ์แนวปะการัง จัดทำทุ่นผูกเรือเพื่อลดการทิ้งสมอเรือในแนวปะการัง ร่วมจัดทำโครงการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ในแนวปะการัง ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้ทรัพยากรปะการังดำรงอยู่คู่น่านน้ำไทยต่อไป

          กิจกรรมการฟื้นฟูแนวปะการังดังกล่าวข้างต้นเป็นการสร้าง ”แนวปะการังแท้” แต่ก็ยังมีกิจกรรมอีกประเภทหนึ่งที่เป็นการสร้าง “แนวปะการังเทียม” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมให้พื้นที่นั้นมีความอุดมสมบูรณ์ในแง่เป็นแหล่งพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก ดังเช่น แนวปะการังเทียมที่บ้านกำพ่วน จังหวัดระนอง และแนวปะการังเทียมในอ่าวพังงา ซึ่งดำเนินโครงการโดยกรมประมง แนวปะการังเทียมทำด้วยคอนกรีตหล่อเป็นรูปทรงลูกบาศก์กลวง วางกระจายบนพื้นทรายใต้ท้องทะเลในเขตที่ไม่ใช่แนวปะการัง ในระยะเริ่มแรกพื้นผิวคอนกรีตจะถูกสิ่งมีชีวิตหลายประเภทขึ้นปกคลุม เช่น หอยนางรม เพรียง ฟองน้ำ ฯลฯ ผิวพื้นคอนกรีตจะมีซอกโพรงขนาดเล็กเกิดมากขึ้น

พื้นผิวคอนกรีตจะถูกสิ่งมีชีวิตหลายประเภทขึ้นปกคลุม

พื้นผิวคอนกรีตจะถูกสิ่งมีชีวิตหลายประเภทขึ้นปกคลุม

เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลนานาชนิด

เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลนานาชนิด

          เนื่องจากมีสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นยึดเกาะ ทำให้เกิดเป็นที่อยู่ที่หลบภัยของสัตว์ขนาดเล็ก เช่น ลูกกุ้ง ลูกปู ลูกปลา ฯลฯ เมื่อมีสัตว์เล็กปริมาณมากขึ้น สัตว์ใหญ่ก็มีปริมาณมากขึ้นตามไปด้วย เพราะสัตว์ใหญ่เข้ามากินสัตว์เล็ก พื้นทะเลบริเวณนั้นก็มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นเนื่องจากมีซากสิ่งมีชีวิต หรือมีสิ่งขับถ่ายสะสมบนพื้นทะเล ซึ่งเป็นอาหารสำหรับสัตว์หน้าดิน เช่น ไส้เดือนทะเล ซึ่งไส้เดือนทะเลก็เป็นอาหารปลาอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นพื้นที่นี้จึงเป็นระบบนิเวศที่ก่อตัวขึ้นใหม่โดยที่มนุษย์ได้เข้าไปเริ่มเสริมสร้างให้ในขั้นแรก โครงการสร้างปะการังเทียมอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ โครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยใช้ซากตู้รถไฟจำนวน 208 ตู้ ทิ้งในทะเลลึกในเขตอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ในปี พ.ศ.2545 โครงการประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เพราะพื้นทะเลแหล่งนี้กลับมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น สามารถเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลนานาชนิด ทั้งสัตว์ที่เกาะติดบนตู้รถไฟ รวมทั้งปลาที่เข้ามาอาศัยอยู่เป็นการถาวรและชนิดที่เข้ามาหากินเป็นครั้งคราว ในช่วงระยะเวลาหลังจากวางตู้รถไฟในทะเลไปเพียงหนึ่งปีพบว่าสัตว์ที่เข้ามาเกาะติดบนตู้รถไฟมีปริมาณมากพอสมควร ซึ่งหากระยะเวลาผ่านไปนานขึ้น จะทำให้มีความหลากหลากของสัตว์ต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในแง่ชนิดและจำนวน สัตว์เหล่านี้เป็นแหล่งดึงดูดให้สัตว์น้ำจำพวกปลาให้เข้ามาอาศัยหรือเข้ามาหาอาหารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีทั้งในแง่ของการเป็นแหล่งทำการประมงพื้นบ้านก่อให้เกิดรายได้แก่ประชาชนในท้องถิ่นและเป็นการลดการทำลายทรัพยากรจากเรืออวนลากแล้ว ยังเป็นแหล่งที่มาของรายได้จากการท่องเที่ยว ดำน้ำ และตกปลาสำหรับนักท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่ง และคาดว่าในอนาคตในพื้นที่อีกหลายแห่งยังสามารถจมซากเรือเพื่อใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวดำน้ำ ทดแทนแนวปะการังตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ที่มา : สถานการณ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 2564
ข้อมูล : วันที่ 19 เมษายน 2565

องค์ความรู้ที่น่าสนใจ
  • หญ้าทะเล
    หญ้าทะเล
  • ปฏิทินทะเล
    ปฏิทินทะเล
  • ปลาฉลามวาฬ
    ปลาฉลามวาฬ
  • หาดในประเทศไทย
    จากการสำรวจแหล่งธรรมชาติประเภทหาดทรายทั่วประเทศ ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี 2560 พบว่ามีชายหาดรวม 521 แห่ง กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 21 จังหวัด โดยอยู่ทางฝั่งอ่าวไทย 360 แห่ง แบ่งเป็นชายหาดที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) 49 แห่ง อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่นๆ เช่น ท้องถิ่น กองทัพเรือ และส่วนราชการอื่นๆ อีก 311 แห่ง สำหรับข้อมูลชายหาดฝั่งทะเลอันดามัน พบว่ามีชายหาด 161 แห่ง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ 78 แห่ง นอกเขตอุทยานแห่งชาติ 83 แห่ง
  • พะยูน
    พะยูน
  • ปูเสฉวนบก
    ปูเสฉวนบก
  • ทุ่นในทะเล
    ทุ่นในทะเล
  • กัดเซาะชายฝั่ง
    ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,151 กิโลเมตร ครอบคลุมจังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัดโดยชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย มีความยาว 2,040 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด และชายฝั่งทะเลด้านอันดามัน มีความยาว 1,111 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลรวม 6 จังหวัด
  • คลื่นย้อนกลับ Rip Currents
    กระแสน้ำรูปเห็ด