ขนาด
ปะการัง
  • 5 ตุลาคม 2559
  • 1,276
ปะการัง สารสนเทศ ทช. ศูนย์ข้อมูลกลาง ทช.

ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นกับปะการัง

          ปัญหาหลักที่ยังคงเกิดขึ้นกับแนวปะการังในประเทศไทย นอกเหนือจากปัญหาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแล้ว ในปัจจุบันมีปัญหาภัยคุกคามที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างชัดเจน ได้แก่

          1. การลักลอบทำการประมงตามเกาะที่อยู่ห่างไกลจากหน่วยตรวจของอุทยานฯ : (เช่น เกาะบอน กองหินริเชลิว กองหินม่วง-หินแดง) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลาช้านาน มีการแจ้งข่าวจากเรือท่องเที่ยวดำน้ำว่ามีการลักลอบทำการประมงโดยปั่นไฟใช้อวนล้อมอยู่เสมอ การแก้ไขปัญหายังไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเจ้าหน้าที่อุทยานฯที่อยู่ประจำการตามเกาะต่างๆมีจำนวนน้อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จึงไม่สามารถออกตรวจตราการลักลอบกระทำผิดได้ เนื่องจากไม่มีความปลอดภัยทั้งในด้านการเดินเรือขนาดเล็ก และการเข้าจับกุมผู้กระทำผิด ในการแก้ไขปัญหามีความจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในการตรวจตราจากหน่วยงานอื่นด้วย เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมประมง กองทัพเรือ ตำรวจน้ำ ฯลฯ รวมทั้งขอความร่วมมือจากบุคคลทั่วไปในการแจ้งข่าวการลักลอบกระทำผิด โดยต้องมีหลักฐานประกอบ

          2. การพัฒนาชายฝั่ง : เช่นการก่อสร้างที่มีการเปิดหน้าดิน ขุดลอกพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อกิจการต่างๆ เช่น ทำถนน ก่อสร้างอาคาร ฯลฯ มีหลายแห่งที่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องตะกอนถูกชะลงสู่ทะเลในช่วงฤดูฝน หลายแห่งยังมีการจัดการป้องกันไม่ให้ตะกอนถูกพัดพาลงสู่ทะเลไม่ดีพอ เช่น บริเวณหน้าสนามบินภูเก็ตที่กำลังมีการก่อสร้างขยายเพิ่มเติม และบริเวณอ่าวอื่นๆ ทางชายฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ต เป็นต้น ในหลายพื้นที่ตามเกาะต่างๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหนาแน่น เช่น เกาะสมุย เกาะเต่า ก็มีปัญหาเรื่องนี้ ปัญหาในเรื่องนี้สามารถแก้ไขได้หากมีการติดตามควบคุมให้มีการก่อสร้างเป็นไปตามที่กำหนดในมาตรการของ EIA อย่างจริงจัง

          3. การลักลอบปล่อยน้ำเสียลงทะเล : เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ในจังหวัดภูเก็ต ถึงแม้ว่ามีระเบียบข้อบังคับให้โรงแรมที่มีขนาดใหญ่ (จำนวนห้องเกินกว่า 80 ห้อง ขึ้นไป) ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเล แต่ก็ยังมีข่าวว่ามีการลักลอบปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัด อ่าวป่าตองที่จังหวัดภูเก็ตมีชุมชนขนาดใหญ่ มีระบบบำบัดน้ำเสียรวมสำหรับชุมชน แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับน้ำเสียทั้งหมดได้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแนวปะการังในจุดที่เห็นได้ชัดคือบริเวณตอนในของอ่าวป่าตอง พบว่าแนวปะการังตรงจุดนั้นเสื่อมโทรมลง ปัญหาเช่นนี้ยังพบเห็นชัดเจนตามอ่าวอื่นๆ เช่น อ่าวกะตะ หาดไนยาง (เกาะภูเก็ต) อ่าวต้นไทรและอ่าวโละดาลัม (เกาะพีพีดอน) เป็นต้น นอกจากน้ำเสียที่ปล่อยทางบกแล้ว น้ำเสียยังมาจากเรือท่องเที่ยว ในหลายพื้นที่มีเรือท่องเที่ยวเข้าไปจอดเป็นจำนวนมาก เช่นอ่าวมาหยา (เกาะพีพีเล) รวมถึงตามอ่าวต่างๆ ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ เรือส่วนใหญ่ยังไม่มีถังเก็บกักของเสียจากห้องส้วม สิ่งปฏิกูลถูกปล่อยถ่ายเทลงสู่แนวปะการังโดยตรง ก่อให้เกิดไซยาโนแบ็คทีเรีย (สาหร่ายสีม่วงแกมน้ำเงิน) ขึ้นคลุมแนวปะการัง สาหร่ายเหล่านั้นก่อให้เกิดโรคกับปะการัง (coral disease) และยังเป็นตัวยับยั้งการลงเกาะของตัวอ่อนปะการังอีกด้วย

          4. การทิ้งขยะลงทะเล : ขยะที่เป็นปัญหาใหญ่ต่อแนวปะการังคือ เศษอวน เกือบทุกท้องที่มักพบเศษอวนปกคลุมอยู่บนปะการัง อวนที่พบมีหลายประเภทและหลายขนาด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเป็นปัญหาทั้งสิ้น อวนที่ปกคลุมปะการังจะทำให้ปะการังตายไป เพราะปะการังไม่สามารถรับแสงแดดได้ และสาหร่ายที่มีลักษณะเหมือนตะไคร่น้ำขึ้นปกคลุมอวนอีกทีหนึ่ง สาหร่ายเหล่านั้นจับตะกอนในมวลน้ำไว้ ทำให้ปะการังตายเร็วขึ้น แหล่งที่มาของเศษอวนเกิดขึ้นได้หลายทาง เช่น 1) อาจเกิดจากชาวประมงซ่อมอวนและตัดเศษอวนที่ไม่ใช้ทิ้งลงทะเล 2) ชาวประมงวางอวนถ่วงตามแนวปะการัง เมื่ออวนขาด และพันกับปะการัง ก็ไม่ได้เก็บขึ้นมา 3) อวนจากเรืออวนล้อมหรือเรืออวนลากขาด ถูกพัดพาไปตามกระแสน้ำ และตกค้างบนแนวปะการัง 4) การลากอวนใกล้ชายฝั่งตามเกาะต่างๆ อาจทำให้อวนติดพันตามกองหิน ทำให้อวนขาด และตกค้างอยู่ในแนวปะการัง อนึ่ง การลากอวนบนแนวปะการัง ตามที่มีการกล่าวถึงกันเสมอนั้น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะชาวประมงไม่เสี่ยงที่จะให้อวนติดพันกับปะการังซึ่งจะทำให้อวนเสียหายด้วย อีกประการหนึ่งปลาส่วนใหญ่ที่พบในแนวปะการังไม่ใช่ฝูงปลาเศรษฐกิจที่ใช้บริโภค ส่วนใหญ่เป็นปลาสวยงาม ส่วนปลาเศรษฐกิจที่พบ เช่นปลากะรัง ปลาสร้อยนกเขา ฯลฯ มักหลบอยู่ตามซอกปะการัง และไม่ได้อยู่แบบรวมฝูง ส่วนที่มีการกล่าวกันว่าลากอวนในแนวปะการังนั้น แท้ที่จริง น่าจะเป็นพื้นทรายที่มีกองหินปะปนอยู่ซึ่งบางแห่งอาจมีปะการังขึ้นคลุมหินอยู่อย่างประปราย

          5. การลักลอบเก็บปะการังและจับปลาสวยงามเพื่อการค้า : ยังพบว่ามีการกระทำผิดในกรณีนี้อยู่โดยเฉพาะแถบจังหวัดภูเก็ต

          6. การลักลอบรื้อปะการัง : ที่อยู่ติดหาดออกไปเพื่อให้เป็นพื้นทรายสำหรับนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ หรือขุดลอกแนวปะการังให้เป็นร่องน้ำเพื่อให้เรือขนาดเล็กสามารถวิ่งเข้าเทียบชายหาดได้ เช่น บริเวณเกาะสมุย

          7. การท่องเที่ยวในแนวปะการัง : ผลเสียหายที่เกิดจากนักท่องเที่ยวประเภทดำที่ผิวน้ำ (skin diving) ยืนเหยียบปะการัง จนแตกหักเสียหาย เห็นได้ชัดกว่าที่เกิดจากนักท่องเที่ยวที่ดำน้ำลึก (scuba diving) ส่วนการทิ้งสมอลงในแนวปะการังนั้น ปัจจุบันพบน้อยลง แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ที่มีทุ่นไม่พอเพียง (เช่น หมู่เกาะพีพี) การให้อาหารปลาก็ยังเป็นสิ่งที่ทัวร์ดำน้ำทั่วไปยังกระทำอยู่ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเกิดการเสียสมดุลในระบบนิเวศ เนื่องจากปลาหลายชนิดกินสาหร่ายเป็นอาหาร (เช่น ปลานกแก้ว ปลาสลิดหินลายบั้งเขียวเหลือง) แต่ปลาเหล่านี้ถูกล่อให้กินขนมปัง ทำให้สาหร่ายเพิ่มปริมาณมากขึ้นคลุมปะการัง ทำให้ตัวอ่อนปะการังลงเกาะพื้นไม่ได้ เนื่องจากไม่มีพื้นที่ว่าง การฟื้นตัวของแนวปะการังจะเกิดขึ้นได้ยาก ควรแก้ปัญหาโดยสนับสนุนและรณรงค์ให้มีการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง (ดังเช่น โครงการ Green Fins ที่ดำเนินการโดย ทช.)

          8. การเดินเหยียบย่ำ : พลิกปะการัง เพื่อรื้อหาหอย หมึกยักษ์ ปลิงทะเล ฯลฯ พบเห็นได้ทั่วไปตามแนวปะการังที่มีชาวประมงอาศัยอยู่ในละแวกนั้น

          9. การเกิดรั่วไหล : ของน้ำมันลงทะเล และการชะล้างน้ำมันจากเรือประมง เรือท่องเที่ยว เรือหางยาวลงสู่ทะเล เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายแห่ง แต่ยังไม่มีรายงานผลกระทบที่เกิดเป็นบริเวณกว้าง

ข้อมูล : นายนิพนธ์ พงศ์สุวรรณ
วันที่ : 5 ตุลาคม 2559

องค์ความรู้ที่น่าสนใจ
  • สมุทรศาสตร์
    สมุทรศาสตร์
  • เกาะในประเทศไทย
    เกาะ หมายถึง บริเวณที่ดิน หิน หรือทรายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ล้อมรอบด้วยน้ำและอยู่เหนือน้ำตลอดเวลา ทั้งนี้เกาะอาจอยู่ในทะเล แม่น้ำ หรือที่ลุ่มขัง เช่น บึง หรือทะเลสาบก็ได้
  • พื้นที่อนุรักษ์
    หมายถึง พื้นที่มีคุณค่าทางธรรมชาติ นิเวศ หรือวัฒนธรรมที่ควรจะอนุรักษ์ไว้สำหรับลูกหลานในอนาคต พื้นที่คุ้มครองถูกกำหนดขึ้นตามกฎหมายหรือกฎระเบียบอื่นๆ เพื่อให้เกิดการจัดการในรูปแบบต่างๆ เช่น อุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า การจัดการของพื้นที่คุ้มครองจะมีความหลากหลาย ตั้งแต่พื้นที่ที่มีการจำกัดการเข้าถึงของประชาชนจนถึงพื้นที่ ที่ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ในระดับต่างกัน พื้นที่คุ้มครองครอบคลุมทั้งพื้นที่บนบกและในทะเล
  • น้ำมันรั่วไหล
    การเกิดน้ำมันรั่วไหล (Oil spill) ในทะเล และชายฝั่งอาจเกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การขุดเจาะและขนส่งน้ำมัน การเดินเรือ การล้างถังอับเฉาเรือ ลักลอบทิ้งน้ำที่มีน้ำมันปนเปื้อนหรือน้ำมันที่ใช้แล้ว
  • คลื่นย้อนกลับ Rip Currents
    กระแสน้ำรูปเห็ด
  • หญ้าทะเล
    หญ้าทะเล
  • อาณาเขตทางทะเล
    ประเทศไทย มีอาณาเขตทางทะเล (maritime zone) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 กว่า 350,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมากกว่า 2 ใน 3 ของอาณาเขตทางบก ที่มีอยู่ประมาณ 513,000 ตารางกิโลเมตร โดยมีความยาวของชายฝั่งทะเล ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน รวมถึงช่องแคบมะละกาตอนเหนือ รวมความยาวชายฝั่งทะเลในประเทศไทยทั้งสิ้นกว่า 3,148.23 กิโลเมตร ครอบคลุม 23 จังหวัด
  • ทุ่นในทะเล
    ทุ่นในทะเล
  • วาฬ/โลมา
    วาฬ/โลมา