ขนาด
งูทะเล
ความสำคัญในระบบนิเวศ

          ความสำคัญของงูทะเลคือช่วยกินปลาที่อ่อนแอเป็นอาหาร ถ้าไม่มีงูทะเลจะทำให้ปลาที่มีสายพันธุ์อ่อนแอ ออกลูกหลานได้มากขึ้น เมื่อเกิดภัยทางธรรมชาติ ปลาพวกนี้จะไม่แข็งแรงพอ และไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ทำให้ปลาลดจำนวนลง และในระบบห่วงโซ่อาหาร งูทะเลก็ยังเป็นอาหารของปลาฉลาม โลมา และสัตว์นักล่าอื่นๆ อีกด้วย

การใช้ประโยชน์จากงูทะเล
          จากการศึกษาของ Tu (1974) มีการเก็บตัวอย่างงูทะเลมากกว่า 13,000 ตัว จากอ่าวไทยห่างจากฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช ประมาณ 10–20 ไมล์ พบว่าเป็นงูทะเลทั้งหมด 13 ชนิด โดย 81 % เป็นงูไอ้งั่ว (Hydrophis curtus) และการศึกษาของ Van Cao et al. (2014) ยังพบงูแสมรังเหลืองลายคราม (Hydrophis cyanocinctus) มากกว่า 85% ของตัวอย่างทั้งหมด และยังพบอีก 6 ชนิด คือ งูทะเลจุดขาว (Aipysurus eydouxii) งูแสมรังปล้องลายแถบ (Hydrophis atriceps) งูแสมรังเกล็ดเบลเซอร์ (Hydrophis belcheri) งูแสมรังสมิธ (Hydrophis lamberti)  งูแสมรังหางขาว (Hydrophis ornatus) และงูทากลายท้องขาว (Hydrophis peronei)

          จากการสอบถามชาวประมงในจังหวัดภูเก็ต ในการทำประมงในแต่ละครั้งสามารถจับงูไอ้งั่ว ได้ระหว่าง 50–300 ตัว ซึ่งจะขายแบบถลกหนังในราคา 3–4 บาท/ตัว ส่วนหนังจะทำให้แห้งราคาจะอยู่ที่ตัวละ 15 บาท จากนั้นจะทำการฟอกแล้วทำเป็นเครื่องหนัง เข็มขัด รองเท้าและกระเป๋า ส่วนเนื้อของงูทะเลจะถูกขายให้กับโรงงานอาหารสัตว์ และฟาร์มจระเข้เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ และบางส่วนจะถูกนำไปขายสำหรับบริโภค เนื้องูทะเลรมควันเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น และมีโอกาสเติบโตในธุรกิจการส่งออก (Bussarawit et al. 1989)

กฎหมายและการคุ้มครอง
          ปัจจุบันงูทะเลยังไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งกฎหมายภายในประเทศ เช่นพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) เป็นต้น ดังนั้นงูทะเลจึงเป็นสัตว์ทะเลที่ถูกคุกคามโดยไร้การควบคุม จึงควรมีการศึกษาเพื่อกำหนดแนวทางการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมต่อไป

ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2566