ขนาด
ขยะทะเล
สถานภาพขยะทะเล ปี พ.ศ. 2565

          ปัญหาขยะทะเลกลายเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญของประเทศ เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญระดับโลกและเป็นปัญหาวิกฤตข้ามพรมแดน ประเทศต่าง ๆ จึงต้องดำเนินการหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำหรับประเทศไทยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและกำหนดให้ปัญหาขยะมูลฝอยรวมถึงขยะทะเลเป็นวาระแห่งชาติ ทั้งนี้เนื่องจากขยะทะเลส่วนใหญ่จะมีความเชื่อมโยงกับขยะมูลฝอยที่มาจากแผ่นดินสูงถึงร้อยละ 80 จากข้อมูลระหว่างปี 2559 – 2562 ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนใน 23 จังหวัดชายฝั่งทะเลมีปริมาณที่เพิ่มขึ้น แต่การจัดการขยะมูลฝอยอย่างถูกต้องก็มีแนวโน้มดีขึ้นด้วย โดยขยะมูลฝอยถูกคัดแยกจากต้นทางและมีการนำกลับมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จนทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยที่กำจัดไม่ถูกต้องใน ปี 2560 – 2562 มีแนวโน้มลดลงจากปี 2559 ส่วนในปี 2563 – 2564 ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนเริ่มมีแนวโน้มลดปริมาณลงจากปี 2562 อย่างไรก็ตามปริมาณขยะมูลฝอยยังมีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับปี 2562 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 12 ของปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมด หรือประมาณปีละ 2 ล้านตัน มีการนำขยะพลาสติกกลับไปใช้ประโยชน์เฉลี่ยประมาณปีละ 0.5 ล้านตัน (ร้อยละ 25) ส่วนที่เหลือ 1.5 ล้านตัน (ร้อยละ 75) ส่วนใหญ่เป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-use plastics) โดยไม่มีการนำกลับไปใช้ประโยชน์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แม้พลาสติกจะมีอายุยาวนานแต่มีอายุการใช้งานสั้นมากโดยถูกทิ้งเป็นขยะมูลฝอยในปริมาณและสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ปัญหาการทิ้งขยะพลาสติกกระจัดกระจายทั่วไปมักก่อให้เกิดปัญหาการอุดตันตามท่อระบายน้ำ ปัญหาขยะลอยในแม่น้ำ ลำคลอง บางส่วนไหลลงสู่ทะเล ก่อให้เกิดปัญหาเศษขยะพลาสติกและไมโครพลาสติก ซึ่งเป็นปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล

          ปัจจุบันประเทศไทยโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เน้นให้ความสำคัญกับการจัดการขยะอย่างครบวงจรทั้งขยะบนบกและขยะทะเล ซึ่งนอกจากได้จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (2559 – 2564) และ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก (2561 – 2573) ที่มีสาระสำคัญสำหรับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกของประเทศไทย โดยมีวิสัยทัศน์เพื่อก้าวสู่การจัดการพลาสติกที่ยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) แล้ว ยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการภูมิภาคอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านขยะทะเลปี 2564 – 2568 (ASEAN Regional Action Plan for Combating Marine Debris 2021 – 2025) ด้วยการสนับสนุนของธนาคารโลกและสำนักงานเลขาธิการอาเซียน โดยแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคอาเซียนฯ นี้ จะเป็นยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาขยะทะเลทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะจัดการลดปริมาณขยะพลาสติกที่จะลงสู่ทะเลได้กว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2570 และจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้อาเซียนบรรลุการปกป้องสภาพแวดล้อมทางทะเลที่สำคัญ มีกลยุทธ์สำหรับจัดการปัญหาขยะพลาสติกในทะเล เป็นการดำเนินการปฏิบัติใน 3 ขั้นตอนหลักในห่วงโซ่คุณค่าของพลาสติก 1) การลดปัจจัยการผลิตเข้าสู่ระบบ (reducing input into the system) 2) ยกระดับการจัดเก็บและลดการรั่วไหล (enhancing collection and minimizing leakage) 3) การสร้างมูลค่าการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ (creating value for waste reuse)

          จากที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญและรณรงค์ให้มีการใช้มาตรการตาม roadmap การจัดการขยะพลาสติกตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน หน่วยงานทุกภาคส่วนก็ได้ให้ความร่วมมือต่อการดำเนินงานขับเคลื่อนตามแผนแก้ปัญหาขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อหวังผลบรรลุตามเป้าหมายในแผนฯ ที่กำหนดทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาคอาเซียนและนานาชาติ รวมถึงกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการขยะทะเล ได้ดำเนินกิจกรรมที่จะช่วยลดปริมาณขยะในทะเลและชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้โครงการบริหารจัดการขยะทะเลมาเป็นระยะเวลากว่า 6 ปี ส่งผลให้สถานการณ์ปัญหาขยะพลาสติกของประเทศไทยดีขึ้นตามลำดับ สามารถปรับลดอันดับจากประเทศที่มีปริมาณขยะพลาสติกรั่วไหลลงทะเลมากที่สุดอันดับ 6 ของโลก จากการจัดอันดับของ Jambeck และคณะ (2015) โดยงานวิจัยเรื่อง More than 1000 rivers account for 80% of global riverine plastic emission into the ocean ของ Lourens J.J. Meijer และคณะ ในปี 2021 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 10 ของประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดของโลกซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี

          กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้คาดการณ์ปริมาณขยะทะเลโดยรวมข้อมูลปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนและสัดส่วนของการจัดการขยะรายจังหวัดในพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด ผลการประเมินข้อมูลจากปี พ.ศ. 2564 (กรมควบคุมมลพิษ, 2564) พบว่ามีปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้นรวม 10.89 ล้านตัน โดยมีสัดส่วนของการบริหารจัดการ ร้อยละ 24 สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ (2.65 ล้านตัน) ร้อยละ 51 มีการกำจัดที่ถูกต้อง (5.58 ล้านตัน) ร้อยละ 25 กำจัดไม่ถูกต้อง (2.66 ล้านตัน) ขยะมูลฝอยที่กำจัดไม่ถูกต้องนี้ ประมาณร้อยละ 12 เป็น “ขยะพลาสติก” คิดเป็น 319,211 ตัน (0.32 ล้านตัน) โดยที่ร้อยละ 10 – 15 ของขยะพลาสติกเหล่านี้ จะเป็นขยะที่มีโอกาสตกค้างบริเวณชายหาดและถูกชะพัดพาลงทะเลกลายเป็น “ขยะทะเล” (31,921-47,882 ตัน หรือประมาณ 0.03 – 0.05 ล้านตัน) (รูปที่ 1.39) รวมทั้งถูกพัดพาไหลผ่านทางแม่น้ำ ลำคลอง ซึ่งเป็นเส้นทางนำขยะบนบกลงสู่ทะเลบริเวณปากแม่น้ำ โดยพบว่าขยะทะเลในปี 2564 มีปริมาณต่ำกว่าปริมาณขยะทะเลในปี 2563 ทั้งนี้ ข้อมูลประมาณการขยะทะเลระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2564 

กราฟปริมาณขยะมูลฝอยรายปีในพื้นที่ 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล ที่ได้รับการกำจัดถูกต้อง กำจัดไม่ถูกต้อง และนำกลับมาใช้ประโยชน์ และแผนที่แสดงปริมาณขยะมูลฝอยที่ไม่ได้รับการจัดการที่ถูกวิธีในปี 2564 ในพื้นที่ 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล

ข้อมูลการประมาณค่าขยะทะเลจากปริมาณขยะมูลฝอยชุมชน ปี พ.ศ. 2560 – 2564

         กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินการบริหารจัดการขยะทะเลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 เพื่อช่วยลดปริมาณขยะในทะเลและชายฝั่ง รวมถึงป้องกันการเกิดขึ้นใหม่ของขยะทะเล โดยในปีงบประมาณ 2565 ได้ดำเนินงานโครงการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะทะเล ดังนี้

         1. การจัดเก็บขยะตกค้างในระบบนิเวศที่สำคัญ ระบบนิเวศชายหาด ปะการัง และป่าชายเลน 24 จังหวัด แบบมีส่วนร่วมผ่านเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และอื่นๆ เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึก และลดผลกระทบจากขยะทะเลต่อระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเลหายาก รวมทั้งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่รับผิดชอบ 24 จังหวัด
         2. การดำเนินงานตาม 7 มาตรการและหลักเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ใน 10 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรสาคร (บ้านขุนสมุทรจีน และบางหญ้าแพรก) จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดพังงา จังหวัดตรัง และจังหวัดกระบี่) เพื่อลดปริมาณขยะลงทะเล โดยดำเนินการกับกลุ่มที่คาดว่าเป็นแหล่งกำเนิดขยะทะเล ได้แก่ กลุ่มเรือประมงพานิชย์ เรือประมงพื้นบ้าน ชุมชนชายฝั่ง และผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยว/นักท่องเที่ยว เป็นต้น ประกอบด้วยมาตรการ

         - มาตรการชุมชนชายฝั่ง
         - มาตรการชุมชนปากแม่น้ำริมคลอง
         - มาตรการกลุ่มเรือประมงพื้นบ้าน
         - มาตรการกลุ่มเรือประมงพาณิชย์
         - มาตรการผู้ประกอบการท่องเที่ยวทะเลและชายฝั่ง
         - ผู้ประกอบการท่องเที่ยวโฮมสเตย์และเกาะ
         - มาตรการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

         การดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการบริหารจัดการขยะทะเลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนี้ ได้รับการตอบรับและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ทำให้การดำเนินงานมีความเป็นรูปธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายรักษ์ทะเลที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยสามารถบรรลุผลในการสร้างจิตสำนึกและปรับพฤติกรรมในมาตรการลดการใช้ถุงพลาสติก เลิกใช้โฟมบรรจุอาหาร พร้อมมีกระบวนการในการบริหารจัดการ/การคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ โดยการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด ส่งผลให้ปริมาณขยะลดลงในกลุ่มชุมชนชายฝั่งและผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยว ทั้งนี้สำหรับกลุ่มเรือประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ได้มีมาตรการในการรวบรวมขยะที่เกิดขึ้นระหว่างออกเรือ นำกลับขึ้นฝั่งและมีการประสานกับท้องถิ่น/ผู้ประกอบอาชีพคัดแยกขยะนำไปจัดการอย่างมีระบบต่อไป ส่งผลให้ขยะทะเลมีแนวโน้มลดลงจากการใช้มาตรการปรับพฤติกรรมลดการทิ้งขยะลงทะเล

          1. การจัดเก็บขยะตกค้างในระบบนิเวศที่สำคัญ ระบบนิเวศชายหาด ปะการัง และป่าชายเลน 24 จังหวัด แบบมีส่วนร่วมผ่านเครือข่ายภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และอื่นๆ เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึก และลดผลกระทบจากขยะทะเลต่อระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเลหายาก รวมทั้งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่รับผิดชอบ 24 จังหวัด

          2. การดำเนินงานตาม 7 มาตรการและหลักเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ใน 10 พื้นที่ ได้แก่ จังหวัดระยอง จังหวัดสมุทรสาคร (บ้านขุนสมุทรจีน และบางหญ้าแพรก) จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดพังงา จังหวัดตรัง และจังหวัดกระบี่) เพื่อลดปริมาณขยะลงทะเล โดยดำเนินการกับกลุ่มที่คาดว่าเป็นแหล่งกำเนิดขยะทะเล ได้แก่ กลุ่มเรือประมงพานิชย์ เรือประมงพื้นบ้าน ชุมชนชายฝั่ง และผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยว/นักท่องเที่ยว เป็นต้น ประกอบด้วยมาตรการ

         มาตรการชุมชนชายฝั่ง
         - มาตรการชุมชนปากแม่น้ำริมคลอง
         - มาตรการกลุ่มเรือประมงพื้นบ้าน
         - มาตรการกลุ่มเรือประมงพาณิชย์
         - มาตรการผู้ประกอบการท่องเที่ยวทะเลและชายฝั่ง
         - ผู้ประกอบการท่องเที่ยวโฮมสเตย์และเกาะ
         - มาตรการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

          การดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการบริหารจัดการขยะทะเลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนี้ ได้รับการตอบรับและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ทำให้การดำเนินงานมีความเป็นรูปธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายรักษ์ทะเลที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยสามารถบรรลุผลในการสร้างจิตสำนึกและปรับพฤติกรรมในมาตรการลดการใช้ถุงพลาสติก เลิกใช้โฟมบรรจุอาหาร พร้อมมีกระบวนการในการบริหารจัดการ/การคัดแยกขยะอย่างเป็นระบบ โดยการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินการตามมาตรการที่กำหนด ส่งผลให้ปริมาณขยะลดลงในกลุ่มชุมชนชายฝั่งและผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยว ทั้งนี้สำหรับกลุ่มเรือประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ได้มีมาตรการในการรวบรวมขยะที่เกิดขึ้นระหว่างออกเรือ นำกลับขึ้นฝั่งและมีการประสานกับท้องถิ่น/ผู้ประกอบอาชีพคัดแยกขยะนำไปจัดการอย่างมีระบบต่อไป ส่งผลให้ขยะทะเลมีแนวโน้มลดลงจากการใช้มาตรการปรับพฤติกรรมลดการทิ้งขยะลงทะเล

          3. จัดเก็บขยะโดยการมีส่วนร่วมทั้งภาครัฐ เอกชน เครือข่ายประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสถาบันการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายฝั่ง

          4. การจัดเก็บขยะโดยใช้นวัตกรรมทุ่นกักขยะ (Boom) และทุ่นกักขยะลอยน้ำ (SCG-DMCR Litter Trap) จนถึงปัจจุบันกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ติดตั้งทุ่นกักขยะบริเวณปากแม่น้ำบริเวณอ่าวไทยและอันดามันไปแล้วรวมทั้งสิ้น 50 จุด ในพื้นที่ 22 จังหวัด และได้ติดตั้งทุ่นกักขยะลอยน้ำแล้วทั้งสิ้น 6 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด และเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันทะเลโลก จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รวมพลังฟื้นฟู กอบกู้มหาสมุทร” ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการจัดการขยะทะเล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนบริเวณนำร่อง 5 ปากแม่น้ำสายหลัก (บางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง บางตะบูน) ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมควบคุมมลพิษ และกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมร่วมกับกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เพื่อตระหนักถึงความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาขยะทะเล ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่จะได้นำนวัตกรรมทุ่นกักขยะ (boom) เข้ามามีบทบาทในการจัดการแก้ไขปัญหาขยะในแหล่งน้ำ

          5. การจัดเก็บขยะโดยใช้เรือเก็บขยะ (Garbage Boat) โดยปฏิบัติงานเก็บขยะบริเวณปากแม่น้ำและพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งปัจจุบันมีเรือเก็บขยะขนาด 35 ฟุต จำนวน 6 ลำ แบ่งเป็น ปี 2562 จำนวน 2 ลำ (จังหวัดระยอง และจังหวัดภูเก็ต) ปี 2563 จำนวน 2 ลำ (จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดสงขลา) และปี 2564 จำนวน 2 ลำ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดตรัง)

          6. จัดทำโครงการพื้นที่สาธิตการบริหารจัดการขยะทะเลครบวงจรอย่างมีส่วนร่วม ณ สวนสาธารณะโขดปอ (ป่าในเมือง) เทศบาลนครระยอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบในการบริหารจัดการขยะทะเล และเพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้รับทราบถึงการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการขยะทะเลของกรมฯ รวมถึงเป็นการแสดงถึงความร่วมมือร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงประชาชน ในการบริหารจัดการขยะทะเลอย่างยั่งยืน ได้มีการจัดแสดงเกี่ยวกับกิจกรรมตาข่ายดักขยะบริเวณปากท่อระบายน้ำ กิจกรรมทุ่นกักขยะลอยน้ำ กิจกรรมทุ่นกันขยะทั้งเข้าและออกบริเวณท่าเทียบเรือและชุมชนชายฝั่งบริเวณปากแม่น้ำ กิจกรรมเก็บขยะที่ตกค้างในระบบนิเวศที่สำคัญแบบมีส่วนร่วม เรือเก็บขยะ การส่งเสริมการคัดแยกขยะต้นทางในครัวเรือนและการใช้ Litter Trap ในการดักขยะ โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับบริษัท SCG Chemical (SCG-DMCR Litter Trap) การคิดค้นนวัตกรรมเรือถีบเก็บขยะของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคระยองและกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำระยอง รวมถึงนวัตกรรม River Plastic Trap ของมูลนิธิเทอร์ราไซเคิล ไทย

          7. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อยู่ระหว่างดำเนินการนำเครื่อง Interceptor ของ The Ocean Cleanup ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีเรือเก็บขยะระบบอัตโนมัติโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 100% ซึ่งสามารถเก็บขยะได้มากกว่า 50 ตันต่อวัน มาร่วมวิจัยและดักเก็บขยะพลาสติกในแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ ขยะที่เก็บรวบรวมได้จะถูกนำมาคัดแยกและกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน

          8. การรณรงค์จัดกิจกรรมเก็บขยะชายหาดสากล (International Coastal Cleanup: ICC)  แบบมีส่วนร่วมผ่านเครือข่ายภาคประชาชน ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจัดขึ้นในวันเสาร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกันยายนของทุกปี ในพื้นที่ชายฝั่งรวม 24 จังหวัด

          9. การใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อลดปริมาณขยะทะเลในพื้นที่ชายหาด ปี 2563 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้มีการบังคับใช้กฎหมายชายหาดปลอดบุหรี่ ตามคำสั่ง 864/2563 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 ประกอบมาตรา 17 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 ประกาศให้พื้นที่ชายหาด 24 หาด ใน 15 จังหวัดชายฝั่งทะเล เป็นพื้นที่นำร่องโครงการชายหาดปลอดบุหรี่เพื่อเป็นการจัดระเบียบการงดสูบ งดทิ้งก้นบุหรี่ ขยะมูลฝอย หรือวัสดุที่มีลักษณะเป็นพลาสติก โฟมหรือสิ่งต่างๆ บนชายหาด เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง โดยประกาศครั้งแรกมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ก.พ. 2561 – 31 ม.ค. 2563 และในปี 2563 ได้ขยายช่วงเวลาการบังคับใช้กฎหมายอีกรอบตั้งแต่ 13 ส.ค. 2563 โดยมีผลบังคับใช้ 2 ปี ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นับตั้งแต่ปี 2560 ที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินโครงการชายหาดปลอดบุหรี่ โดยการลงพื้นที่รณรงค์กว่า 1,825 ครั้ง จัดเก็บขยะก้นบุหรี่บริเวณชายหาดกว่า 262 จุด เก็บขยะก้นบุหรี่ได้เฉลี่ยกว่า 3 ล้านชิ้นต่อปี สำหรับปี 2565 นี้ “โครงการชายหาดปลอดบุหรี่” ได้รับรางวัล World No Tobacco Day Awards 2022 จากองค์การอนามัยโลก ในงานรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2565 การดำเนินโครงการดังกล่าวเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างดี สามารถลดปริมาณขยะชายหาด โดยเฉพาะก้นบุหรี่ได้อย่างเป็นรูปธรรม 

ปริมาณขยะที่จัดได้จากกิจกรรมของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปีงบประมาณ 2565 (ข้อมูลตั้งแต่ ตุลาคม 2564 – กันยายน 2565)   

          ปีงบประมาณ 2565 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเก็บขยะภายใต้กิจกรรมต่าง ๆ ตามข้างต้น สามารถจัดเก็บขยะที่ตกค้างออกจากระบบนิเวศชายฝั่งทะเลได้รวมทั้งสิ้น 506,681.14 กิโลกรัม (ประมาณ 507 ตัน) รวมจำนวนขยะ 5,972,232 ชิ้น (ตารางที่ 1.18) องค์ประกอบของขยะตกค้างชายฝั่งทะเลที่พบมาก 10 อันดับแรก ซึ่งวิเคราะห์จากกิจกรรมจัดเก็บขยะตกค้างในระบบนิเวศที่สำคัญแบบมีส่วนร่วมและจัดทำมาตรการลดปริมาณขยะในพื้นที่เป้าหมายตามหลักวิชาการ ประกอบด้วย ขวดเครื่องดื่มพลาสติก (ร้อยละ 11) ถุงก๊อปแก๊ป (ร้อยละ 8) เศษโฟม (ร้อยละ 8) ถุงพลาสติกอื่น ๆ (ร้อยละ 7) ขวดเครื่องดื่มแก้ว (ร้อยละ 7) ห่อ/ถุงอาหาร (ร้อยละ 5) เศษพลาสติก (ร้อยละ 5) เสื้อผ้า/รองเท้า/เครื่องประดับ/แว่นตา/สร้อยคอ (ร้อยละ 4) กล่องอาหารโฟม (ร้อยละ 3) และกล่องอาหารพลาสติก (ร้อยละ 3) รวมคิดเป็นร้อยละ 61 ส่วนที่เหลือเป็นขยะประเภทอื่น ๆ (ร้อยละ 39) (รูปที่ 1.40) และในจำนวนขยะตกค้างชายฝั่งที่เก็บได้นี้ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก (ร้อยละ 81)

องค์ประกอบ (ประเภท,จำนวนชิ้น,และสัดส่วน) ของขยะชายหาดจากกิจกรรมจัดเก็บขยะตกค้างในระบบนิเวศที่สำคัญแบบมีส่วนร่วมกิจกรรมจัดเก็บขยะร่วมกับหน่วยงาน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันการศึกษา และกิจกรรมเก็บขยะชายหาดสากล (3,820,222 ชิ้น) ปีงบประมาณ 2565 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2565)

ขยะทะเลและผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
          ปีงบประมาณ 2565 สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ดำเนินงานโครงการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้ซึ่งฐานข้อมูลขยะทะเลที่สามารถนำมาใช้ประกอบการบริหารจัดการขยะทะเลในภาพรวมของประเทศ จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าผลกระทบที่เกิดจากขยะทะเลที่มีต่อทรัพยากรและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งในแต่ละปี รายละเอียดดังนี้

          พบสัตว์ทะเลหายากได้รับผลกระทบจากขยะทะเล รวมทั้งสิ้น 168 ตัว จากจำนวนสัตว์เกยตื้นรวม 659 ตัว (คิดเป็นร้อยละ 25.49) แยกเป็นสัตว์ทะเลกลุ่มเต่าทะเล 155 ตัว โลมาและวาฬ 7 ตัว พะยูน 4 ตัว และปลากระเบนแมนต้า 2 ตัว โดยพบสัตว์ทะเลที่ได้รับผลกระทบจากการกินขยะทะเล 97 ตัว สัตว์ทะเลที่ได้รับผลกระทบจากขยะทะเลพันรัดภายนอก 53 ตัว และสัตว์ทะเลที่ได้รับผลกระทบจากทั้งการกินและการพันรัด 18 ตัว

ชนิดและจำนวนสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นที่ได้รับผลกระทบจากขยะทะเลในรูปแบบต่างๆ (ข้อมูลตั้งแต่ 1 ต.ค. 2564 – 30 ก.ย. 2565)

แสดงผลกระทบของขยะทะเลต่อสัตว์ทะเลหายากในรูปแบบต่าง ๆ ปีงบประมาณ 2565 (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2565)

          ขยะทะเลที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหายากมากที่สุด ได้แก่ เศษอวน (ร้อยละ 24.65) รองลงมาเป็นเศษเชือก (ร้อยละ 22.57) และพลาสติกอ่อน (ร้อยละ 11.81) ตามลำดับ (รูปที่ 1.42) ส่วนใหญ่เป็นขยะประเภทใช้ในกิจกรรมทางการประมงและการเดินเรือ (ร้อยละ 69.44) นอกจากนั้นเป็นกิจกรรมชายฝั่งและการพักผ่อน (ร้อยละ 29.86) และอุปกรณ์การแพทย์และอนามัย (ร้อยละ 0.70) สัตว์ทะเลหายากที่กินขยะทะเลในปริมาณน้อยหรือขยะมีขนาดเล็ก อาจไม่ได้รับผลกระทบจนเสียชีวิต แต่ขยะทะเลเหล่านั้นอาจส่งผลในระยะยาว โดยสารพิษที่สะสมหรือการสะสมของพลาสติกโมเลกุลเล็กในร่างกาย และหากขยะทะเลที่พบในระบบทางเดินอาหารมีขนาดใหญ่หรือมีการสะสมจำนวนมาก ก็จะทำให้เกิดการอุดตันในทางเดินอาหารเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์ทะเลหายากนั้นเกยตื้นและเสียชีวิตได้ (รูปที่ 1.43) ในส่วนของขยะทะเลที่ส่งผลกระทบจากการพันรัดภายนอก ทำให้สัตว์ได้รับบาดเจ็บ เป็นแผล จมน้ำ และอาจเป็นสาเหตุของความพิการหรือการเสียชีวิตได้ 

แสดงชนิดของขยะทะเลที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหายาก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565)

สัตว์ทะเลหายากได้รับผลกระทบจากการกินขยะทะเล

สัตว์ทะเลหายากได้รับผลกระทบจากการถูกขยะทะเลพันรัด

          พบขยะทะเลในระบบนิเวศแนวปะการังทั้งอ่าวไทยและอันดามัน พื้นที่จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดตรัง ซึ่งขยะทะเลเหล่านี้จะบดบังแสงที่สาหร่ายในปะการังต้องใช้ในการสังเคราะห์แสง ทำให้ปะการังอ่อนแอหรือตายลงไปในที่สุด รวมทั้งเป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคในแนวปะการัง โดยกิจกรรมที่ก่อให้เกิดขยะตกค้างในแนวปะการังมากที่สุด คือ กิจกรรมทางน้ำและการประมง (ร้อยละ 48) ได้แก่ ขยะที่มาจากการทำประมง ได้แก่ เชือก เอ็นตกปลา อวน และเหยื่อล่อ อันดับรองลงมา คือ กิจกรรมชายฝั่งและนันทนาการ (ร้อยละ 47) ได้แก่ ขยะที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ขยะพลาสติก โลหะ แก้ว และผ้า ส่วนประเภทขยะที่เกิดจากกิจกรรมการทิ้ง ได้แก่ ขยะประเภทยางรถยนต์ ผ้า และวัสดุก่อสร้าง กิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ขยะประเภทท่อพีวีซี ไม้ไผ่ เศษโลหะ นอกจากนั้นเป็นขยะที่เกิดจากกิจกรรมวัสดุการแพทย์และสุขอนามัย เช่น หน้ากากอนามัย 

จำนวนขยะ (ชิ้น) ที่พบในแนวปะการังจำแนกตามกิจกรรม และประเภทวัสดุ จากการสำรวจปีงบประมาณ 2565

          จังหวัดที่มีปริมาณขยะทะเลในระบบนิเวศแนวปะการังมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดปัตตานี

ปริมาณขยะทะเล (จำนวนชิ้น) ที่พบในแนวปะการังจำแนกตามรายจังหวัด

ปริมาณขยะทะเล (จำนวนชิ้นต่อพื้นที่ 100 ตร.ม.) ที่พบในแนวปะการังจำแนกตามรายจังหวัด

 

          จังหวัดชลบุรี พบขยะทะเลในแนวปะการังมาจากแหล่งที่มา 4 กิจกรรม คือ กิจกรรมทางน้ำและการประมง กิจกรรมชายฝั่งและนันทนาการ ขยะอื่น ๆ และวัสดุการแพทย์และสุขอนามัย ขยะทะเลที่พบในแนวปะการังมากที่สุดมาจากกิจกรรมชายฝั่งและนันทนาการ (ร้อยละ 57) โดยมากเป็นขยะที่มาจากการบริโภคและกิจกรรมชายฝั่ง ได้แก่ ขวดแก้ว ขวดพลาสติก ท่อ PVC และเหล็กเป็นต้น ประเภทวัสดุของขยะที่ก่อให้เกิดขยะตกค้างในแนวปะการังที่พบมากที่สุด คือ ขยะประเภทขวดแก้ว รองลงมาคือ อุปกรณ์จบสัตว์น้ำ และขวดพลาสติก 

          จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบขยะทะเลในแนวปะการังมาจากแหล่งที่มา 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมทางน้ำและการประมง และกิจกรรมชายฝั่งและนันทนาการ ขยะทะเลที่พบในแนวปะการังมากที่สุดมาจากกิจกรรมทางน้ำและการประมง (ร้อยละ 63) โดยมากเป็นขยะที่มาจากการประมง ได้แก่ เชือก อุปกรณ์การประมง และอวน เป็นต้น ประเภทวัสดุของขยะที่ก่อให้เกิดขยะตกค้างในแนวปะการังที่พบมากที่สุด คือ ขยะประเภทอุปกรณ์การประมง รองลงมาคือ เชือก และเหล็ก

          จังหวัดภูเก็ต พบขยะทะเลในแนวปะการังมาจากแหล่งที่มา 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมทางน้ำและการประมง และกิจกรรมชายฝั่งและนันทนาการ ขยะทะเลที่พบในแนวปะการังมากที่สุดมาจากกิจกรรมทางน้ำและการประมง (ร้อยละ 75) โดยมากเป็นขยะที่มาจากการประมง ได้แก่ เชือก และอวนเป็นต้น ประเภทวัสดุของขยะที่ก่อให้เกิดขยะตกค้างในแนวปะการังที่พบมากที่สุด คือ ขยะประเภทเชือก รองลงมาคือ อวน และขวดแก้ว 

          จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบขยะทะเลในแนวปะการังมาจากแหล่งที่มา 4 กิจกรรม คือ กิจกรรมทางน้ำและการประมง กิจกรรมชายฝั่งและนันทนาการ กิจกรรมการทิ้ง และขยะอื่น ๆ ขยะทะเลที่พบในแนวปะการังมากที่สุดมาจากกิจกรรมทางน้ำและการประมง (ร้อยละ 61) โดยมากเป็นขยะที่มาจากการประมง ได้แก่ เชือก อุปกรณ์การประมง และอวนเป็นต้น ประเภทวัสดุของขยะที่ก่อให้เกิดขยะตกค้างในแนวปะการังที่พบมากที่สุด คือ ขยะประเภทเชือก รองลงมาคืออุปกรณ์การประมง และเหล็ก

          จังหวัดปัตตานี พบขยะทะเลในแนวปะการังมาจากแหล่งที่มา 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมทางน้ำและการประมง กิจกรรมชายฝั่งและนันทนาการ และกิจกรรมการทิ้ง ขยะทะเลที่พบในแนวปะการังมากที่สุดมาจากกิจกรรมทางน้ำและการประมง (ร้อยละ 77) โดยมากเป็นขยะที่มาจากการประมง ได้แก่ เชือก อวน และอุปกรณ์การประมง เป็นต้น ประเภทวัสดุของขยะที่ก่อให้เกิดขยะตกค้างในแนวปะการังที่พบมากที่สุด คือ ขยะประเภทเชือก รองลงมาคือ อวน และพลาสติก 

สัดส่วนขยะที่พบในแนวปะการัง จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดภูเก็ต และ จังหวัดปัตตานี (จำแนกตามประเภทวัสดุ)

          ปริมาณขยะที่มีแหล่งกำเนิดจากแม่น้ำสายสำคัญ ๆ บริเวณอ่าวไทยตอนบน พบปริมาณขยะลอยน้ำที่ไหลลงสู่ทะเล จาก 5 แม่น้ำสายหลัก แม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา แม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ แม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร แม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม และแม่น้ำบางตะบูน จังหวัดเพชรบุรี ในปี 2565 พบขยะลอยน้ำที่ไหลออกจากแม่น้ำบริเวณอ่าวไทยตอนบนจากแม่น้ำทั้ง 5 ปากแม่น้ำ มีปริมาณ 122,908,340 ชิ้น/ปี (น้ำหนัก 1,540 ตัน/ปี) โดยผ่านทางแม่น้ำเจ้าพระยามากที่สุด (68,708,612 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 681 ตัน/ปี) รองลงมาคือ แม่น้ำบางปะกง (23,661,445 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 414 ตัน/ปี) แม่น้ำท่าจีน (16,606,047 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 219 ตัน/ปี) แม่น้ำแม่กลอง (10,755,407 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 177 ตัน/ปี) และแม่น้ำบางตะบูน (3,176,829 ชิ้น/ปี น้ำหนัก 48 ตัน/ปี) (รูปที่ 1.49) พลาสติกบางเป็นประเภทขยะลอยน้ำที่พบสูงสุดในทุกปากแม่น้ำ (ร้อยละ 57.9) พบปริมาณเฉลี่ย 71,215,709 ชิ้น/ปี (น้ำหนัก 612 ตัน/ปี) รองลงมาคือ ไม้ พบปริมาณเฉลี่ย 673,522 ชิ้น/ปี (น้ำหนัก 400 ตัน/ปี) พลาสติกแข็ง พบปริมาณเฉลี่ย 22,221,885 ชิ้น/ปี (น้ำหนัก 194  ตัน/ปี) นอกจากนั้นเป็นขยะลอยน้ำประเภท ผ้าและไฟเบอร์ โพลิเมอร์ แก้วและเซรามิค โฟม และกระดาษ เป็นต้น กิจกรรมที่ก่อให้เกิดขยะมากที่สุด คือกิจกรรมชายฝั่งและการพักผ่อน (ร้อยละ 88.2) รองลงมาคือ ขยะจากกิจกรรมการประมงและการเดินเรือ (ร้อยละ 8.8) นอกจากนั้นเป็นขยะจากกิจกรรมการแพทย์-อนามัย และกิจกรรมการสูบ

น้ำหนักเฉลี่ยรวมขยะลอยน้ำ (ตัน/ปี) และปริมาณเฉลี่ยรวม (ล้านชิ้น/ปี)  ที่ไหลออกจากปากแม่น้ำอ่าวไทยตอนบน และค่าเฉลี่ยรายปีตั้งแต่ 2560 – 2565 บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง และบางตะบูน

          แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงปริมาณขยะลอยน้ำระหว่างปี 2560 – 2564 จากการติดตามอย่างต่อเนื่องของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่าในระหว่างปี 2560 – 2564 มีปริมาณขยะลอยน้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด คือจาก 3,357 ตัน ในปี 2560 เป็น 738 ตัน ในปี 2564 ในขณะที่จำนวนชิ้นนั้นมีแนวโน้มลดลงเช่นกันจาก 173 ล้านชิ้นในปี 2560 ลดลงเป็น 71 ล้านชิ้น ในปี 2563 และเพิ่มขึ้นในปี 2564 เป็น 85 ล้านชิ้น อย่างไรก็ตามปี 2565 พบปริมาณขยะลอยน้ำมีค่าสูงกว่าในปี 2564 ในทุกปากแม่น้ำ โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง ที่พบปริมาณขยะลอยน้ำเพิ่มจาก 143 ตัน ในปี 2564 เป็น 414 ตัน ในปี 2565 เช่นเดียวกันกับปากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ในช่วงปี 2564 – 2565 ปริมาณขยะลอยน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยเพิ่มจาก 168 ตัน ในปี 2563 เป็น 317 ตัน ในปี 2564 และ 681 ตัน ในปี 2565

          ขยะพลาสติกลอยน้ำที่ไหลลงสู่อ่าวไทยตอนบน ตั้งแต่ปี 2560 – 2565 ในแต่ละปีมีค่าสูงถึง 80% – 90% ของปริมาณขยะลอยน้ำทั้งหมด โดยจำนวนชิ้นขยะพลาสติกที่พบในปีงบประมาณ 2561 – 2562 มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2560 แต่ในขณะที่ปีงบประมาณ 2563 – 2565 กลับพบจำนวนขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นเป็น 62,592,123 ชิ้น/ปี 83,708,987 ชิ้น/ปี และ 120,722,413 ชิ้น/ปี ตามลำดับ (รูปที่ 1.50) โดยขยะพลาสติกที่พบมากใน 10 อันดับแรก ในปี 2565 มีปริมาณรวมกันมากถึง จำนวน 102,421,837 ชิ้น หรือ 677.27 ตัน (คิดเป็นร้อยละ 83.33) ของปริมาณขยะลอยน้ำทั้งหมด อาทิเช่น หีบห่อบรรจุอาหาร (ถุงอาหารสำเร็จรูป) หีบห่อบรรจุอาหาร (ถุงแกง ถุงร้อน-เย็น) ถุงพลาสติกมีหูหิ้ว เป็นต้น (รูปที่ 1.51)

          แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงปริมาณขยะลอยน้ำในระยะสั้น ระหว่างปี 2564 – 2565 พบว่า ปริมาณขยะลอยน้ำที่สำรวจได้ในปี 2565 มีปริมาณสูงขึ้นจากปี 2564 คาดการณ์ว่าอาจจะเป็นผลกระทบต่อเนื่องของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ถึงแม้ว่าสถานการณ์โรคระบาดจะคลี่คลายลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ภาชนะและบรรจุภัณฑ์ของประชาชนและร้านค้าโดยทั่วไป ซึ่งร้านค้า ร้านอาหาร ส่วนหนึ่งยังคงปฏิเสธภาชนะชนิดใช้ซ้ำได้ที่ลูกค้านำมา ทั้งยังเปลี่ยนมาใช้ภาชนะใส่อาหารประเภทพลาสติก เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อโรค และจากการเติบโตของธุรกิจบริการส่งอาหารในรูปแบบออนไลน์ที่เกิดขึ้นในช่วงล็อกดาวน์ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมักใช้ภาชนะและบรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติกหรือโฟมแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นวิถีชีวิตในรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน (New Normal) ซึ่งจากการสำรวจพฤติกรรมทางออนไลน์ เรื่อง “การใช้บริการ Online Food Delivery ของคนไทย” ของ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่าร้อยละ 85 ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า 1) ไม่อยากจะเดินทางไปนั่งกินที่ร้านเอง 2) ไม่อยากเสียเวลาไปนั่งต่อคิว และ 3) มีส่วนลดให้เลือกใช้หลายช่องทาง ส่วนสาเหตุที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ปริมาณขยะลอยน้ำ ในปี 2565 มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอาจจะมาจากมีปริมาณฝนสะสมจำนวนมาก ที่เกิดจากฝนตกหนักในช่วงก่อนและระหว่างการสำรวจในช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 มีปริมาณฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน และกระแสน้ำไหลแรง ซึ่งพัดพาขยะที่ตกค้างบนบกไหลลงสู่แม่น้ำลำคลองและไหลลงสู่ทะเล นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนสูง ในเดือนพฤษภาคม 2565 ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็อาจพัดพาขยะลอยน้ำจากอ่าวไทยเข้าสู่ปากแม่น้ำได้ และขยะบนบกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม เป็นขยะทิ้งบนบกโดยน้ำชะล้างในช่วงฝนตกลงสู่แม่น้ำลำคลอง สำหรับแนวทางในการลดปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยนั้น ควรมีการรณรงค์การงดใช้พลาสติกอย่างต่อเนื่อง และหน่วยงานในพื้นที่ชุมชนที่ติดกับแม่น้ำและชายฝั่งทะเลต้องเพิ่มจุดการจัดเก็บขยะให้ได้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด

กราฟแสดงจำนวนขยะพลาสติก (ชิ้น/ปี) ที่ไหลลงสู่อ่าวไทยตอนบน ตั้งแต่ปี 2560 – 2565

สัดส่วนปริมาณขยะพลาสติก 10 ชนิดแรก (ชิ้น/ปี) ที่ไหลลงสู่อ่าวไทยตอนบน ปี 2565

 

ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2567