ขนาด
ความหลากหลายชีวภาพ
ทะเลสาบสงขลา (2564)

          ทะเลสาบสงขลาเป็นทะเลสาบที่มีลักษณะเฉพาะแห่งเดียวของประเทศไทย มีพื้นที่ประมาณ 1,042 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 650,375 ไร่ มีระดับน้ำลึกประมาณ 1 – 2 เมตร เป็นแหล่งรับน้ำจากลำคลองหลายสายในพื้นที่โดยรอบและไหลออกสู่ทะเลอ่าวไทย มีระบบนิเวศหลากหลายทั้งที่เป็นสภาพน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม ทะเลสาบสงขลา แบ่งออกตามสภาพทางกายภาพออกได้เป็น 4 ช่วง คือ (1) ทะเลน้อย อยู่ตอนบนสุดมีพื้นที่ประมาณ 28 ตารางกิโลเมตร ความลึกเฉลี่ยประมาณ 1.5 เมตร เป็นทะเลสาบน้ำจืด โดยแยกส่วนกับทะเลสาบโดยมีคลองนางเรียมเชื่อมต่อระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวง ทะเลน้อยเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีพืชน้ำนานาชนิดขึ้นอยู่โดยรอบ มีป่าพรุขนาดใหญ่ (2) ทะเลหลวง (ทะเลสาบสงขลาตอนบน) เป็นส่วนของทะเลสาบสงขลาถัดจากทะเลน้อยลงมาจนถึงเกาะใหญ่ อําเภอกระแสสินธุ์ เป็นห้วงน้ำกว้างใหญ่ที่สุดมีพื้นที่ประมาณ 458.8 ตารางกิโลเมตร ความลึกประมาณ 2 เมตร ในอดีตเป็นท้องน้ำจืดขนาดใหญ่ แต่ในบางปีมีการรุกตัวของน้ำเค็มค่อนข้างสูงในช่วงฤดูแล้ง (3) ทะเลสาบตอนกลาง อยู่ถัดจากทะเลหลวงลงมา เป็นส่วนของทะเลสาบที่มีเกาะมากมาย เช่น เกาะสี่ เกาะห้า เกาะหมาก เกาะนางคํา มีพื้นที่ประมาณ 360 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนนี้เป็นการผสมผสานของน้ำเค็มและน้ำจืด จึงทำให้มีสภาพเป็นทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย ในช่วงที่เป็นน้ำจืดจะมีพืชปกคลุมโดยทั่วไป และ (4) ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง เป็นส่วนของทะเลสาบตอนนอกสุดที่เชื่อมต่อกับอ่าวไทย มีพื้นที่ประมาณ 182 ตารางกิโลเมตร ทะเลสาบส่วนนี้เป็นบริเวณที่มีน้ำเค็ม แต่บางส่วนในช่วงฤดูฝนจะเป็นน้ำกร่อยและได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้นน้ำลง

          ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาจึงทำหน้าที่เป็นแหล่งรับน้ำจืดจากแผ่นดินก่อนที่จะไหลออกสู่อ่าวไทย และมีน้ำเค็มจากทะเลไหลเข้ามาผสมผสานทำให้มีลักษณะเป็นระบบทะเลสาบแบบลากูน (Lagoon) ขนาดใหญ่ การที่ทะเลสาบสงขลาได้รับอิทธิพลทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มทําให้ความเค็มของน้ำในทะเลสาบเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และมีความแตกต่างกันในบริเวณต่าง ๆ ของทะเลสาบสงขลา ที่มีปริมาณของน้ำจืดและน้ำเค็มผสมกันในสัดส่วนต่างกัน ลักษณะพื้นที่ทะเลสาบสงขลาจึงเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง

ทรัพยากรสัตว์ทะเลหายาก : สถานภาพโลมาอิรวดีทะเลสาบสงขลา
          โลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา เป็นโลมาชนิดเดียวของประเทศไทยที่อาศัยอยู่ในน้ำจืด เป็น 1 ใน 5 แห่งของโลก โดยพบการแพร่กระจายของโลมาอิรวดี บริเวณตอนบนของทะเลสาบสงขลา ที่เรียกว่าทะเลหลวงเนื่องจากเป็นพื้นที่ลึกที่สุดของทะเลสาบ ความลึกเฉลี่ย 2 – 3 เมตร การสํารวจในปีงบประมาณ 2564 โดยการสำรวจทางเรือและใช้เครื่องมือไฮโดรโฟน พบว่าโลมาอิรวดีมีการหากินทั่วบริเวณของทะเลสงขลาตอนบนเฉพาะที่มีความลึกมากกว่า 2 เมตร ไม่เข้าใกล้ฝั่งหรือพื้นที่น้ำตื้นกว่านี้ และมีการหากินหลบเลี่ยงพื้นที่ ๆ มีการทำประมง โดยประมาณจำนวนประชากร 16 ตัว ซึ่งจากการสํารวจในปี พ.ศ. 2560 – 2564 พบว่ามีแนวโน้มจำนวนประชากรที่ลดลง และการสำรวจโลมาอิรวดีบริเวณพื้นที่ก่อสร้างสะพานข้ามระหว่างจังหวัดสงขลาและพัทลุง บริเวณ ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา ไปยังตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ด้วยเครื่องมือไฮโดรโฟนไม่พบการแพร่กระจายของโลมาอิรวดี เนื่องจากบริเวณดังกล่าวน้ำค่อนข้างตื้น โดยมีความลึกน้ำเฉลี่ย 1 – 2 เมตร

          สาเหตุการเกยตื้นของโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา ร้อยละ 65 มีสาเหตุมาจากการติดเครื่องมือประมงประเภทอวน เช่น อวนปลาบึก อวนปลากะพง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากปัจจัยทางกายภาพและชีวภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การตื้นเขินของทะเลสาบที่เกิดจากตะกอนจากชายฝั่ง มลภาวะจากธาตุอาหาร (Eutrophication) การก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำทางน้ำ การเกิดมลพิษในน้ำและดินในทะเลสาบ และการลดลงของปริมาณสัตว์น้ำที่เป็นอาหารของโลมาอิรวดี ปัจจัยสำคัญอีกประการคือการที่จำนวนประชากรโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลามีอยู่อย่างจำกัด และไม่สามารถอพยพเคลื่อนย้ายแลกเปลี่ยนความหลากหลายของสายพันธุ์กับโลมาอิรวดีกลุ่มอื่น เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการผสมสายพันธุ์เลือดชิด และส่งผลให้ลูกโลมาที่เกิดมามีความอ่อนแอจากปัญหาการผสมเลือดชิด โดยในปีงบประมาณ 2564 พบโลมาอิรวดีเกยตื้น 1 ตัวบริเวณ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา ซึ่งผลการชันสูตรไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้ เนื่องจากสภาพซากที่ค่อนข้างเน่ามาก ไม่พบอาหารในกระเพาะ โดยจากสถิติการเกยตื้นของโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาในรอบ 10 ปี พบว่ามีแนวโน้มการเกยตื้นลดลง 

พื้นที่การแพร่กระจายของโลมาอิรวดี บริเวณทะเลสาบสงขลาตอนบน (ทะเลหลวง) และพื้นที่สำรวจโลมาอิรวดีบริเวณก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา กราฟแสดงจำนวนโลมาอิรวดีเกยตื้นในทะเลสาบสงขลาย้อนหลัง 30 ปี และสัดส่วนสาเหตุการเกยตื้นของโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา

สาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อโลมาอิรวดี
          1) ภัยจากเครื่องมือประมง เนื่องจากแหล่งอาศัยของโลมาอิรวดีมีความใกล้ชิดกับพื้นที่ทำการประมงมาก มีเครื่องมือประมงหลายชนิดที่อาจเป็นอันตรายต่อโลมาอิรวดี ซึ่งเครื่องมือทำการประมงที่เป็นสาเหตุการตายที่สำคัญ ได้แก่ อวนปลาบึก อวนปลากะพง อวนลอยและเบ็ดราว โดยมักพบร่องรอยของอวนบริเวณลำตัวของโลมาที่เกยตื้น
          2) มลพิษ และความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม และขยะในทะเล โดยเฉพาะการทิ้งขยะประเภทเศษอวน และถุงพลาสติกลงในทะเล เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์ทะเลบาดเจ็บหรือตายได้ ตัวอย่างการตายของโลมาอิรวดีหลายกรณีพบว่ามีกินขยะทะเลเข้าไป ไม่สามารถย่อยขยะเหล่านั้นได้ และเกิดการอุดตันที่ระบบทางเดินอาหาร และเป็นสาเหตุให้เกิดการตายในที่สุด ซึ่งเป็นสาเหตุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
          3) การเจ็บป่วยตามธรรมชาติ และภัยจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ การเกิดภัยพิบัติในธรรมชาติ มรสุม พายุ คลื่นลมแรง หรือการเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศ สภาพแวดล้อม และอุณหภูมิของน้ำ
          4) ขาดมาตรการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ของโลมาอิรวดีที่เหมาะสม และระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง การตื้นเขินของทะเลสาบที่เกิดจากตะกอนจากชายฝั่ง และมลภาวะจากธาตุอาหารพืช (Eutrophication)
          5) การเกิดมลพิษในน้ำและดินในทะเลสาบ และการลดลงของปริมาณสัตว์น้ำที่เป็นอาหารของโลมาอิรวดี รวมถึงการที่มีจำนวนประชากรโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลาที่มีอยู่อย่างจำกัด และไม่สามารถอพยพเคลื่อนย้ายแลกเปลี่ยนความหลากหลายของสายพันธุ์กับโลมาอิรวดีกลุ่มอื่น เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการผสมสายพันธุ์เลือดชิด และส่งผลให้ลูกโลมาที่เกิดมามีความอ่อนแอจากปัญหาการผสมเลือดชิด

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา
          เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประชากรโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา ที่มีอยู่อย่างจำกัดในทะเลสาบสงขลาและเป็นโลมาน้ำจืดฝูงสุดท้ายของประเทศ จึงสมควรให้โลมาอิรวดีเป็นสัตว์สงวนในเร็ววัน

ทรัพยากรหญ้าทะเล
          แหล่งหญ้าทะเลบริเวณทะเลสาบสงขลา ปัจจุบันพบเพียงพื้นที่เดียว คือ ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง บริเวณบ้านบ่อปาบ ตําบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร มีพื้นที่ครอบคลุม 335.12 ไร่ สถานภาพสมบูรณ์เล็กน้อย มีร้อยละการปกคลุมร้อยละ 10 ของพื้นที่ที่สํารวจพบหญ้าทะเล โดยพบหญ้าเพียงชนิดเดียวคือหญ้าเงาแคระหรือหญ้าใบพาย (Halophila beccarii Ascherson 1871) ซึ่งจัดว่าเป็นพันธุ์ไม้เบิกนำ (pioneer species) สามารถขึ้นได้ในน้ำกร่อย และสามารถฟื้นตัวได้เร็วเมื่อถูกรบกวน แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ระยะยาว พบว่าแหล่งหญ้าทะเลบริเวณนี้มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล สาเหตุหลักเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและตะกอนจากการขุดลอกเพื่อการเดินเรือ อีกทั้งในช่วงฤดูฝนแหล่งหญ้าทะเลบริเวณนี้ได้รับอิทธิพลจากน้ำจืด อย่างไรก็ตาม เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมหญ้าทะเลสามารถฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติ

          สำหรับแหล่งหญ้าทะเลบริเวณทะเลสาบสงขลาตอนกลาง ในอดีตเคยมีรายงานการพบหญ้าทะเลที่เป็นแหล่งใหญ่และมีความสำคัญ ได้แก่ แหล่งหญ้าทะเลบริเวณเกาะหมาก ซึ่งเคยสำรวจพบหญ้าทะเลชนิด หญ้ากุยช่ายเข็ม (Halodule pinifolia (Miki) Hartog 1964) ปริมาณไม่มาก แต่กระจายกว้างเต็มอ่าวท่ายาง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 400 ไร่ และเป็นแหล่งที่มีปลาชุกชุม มีการปักหอย เลี้ยงปลาในกระชัง โดยรอบอ่าวเป็นป่าชายเลน แต่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบัน กลับไม่พบหญ้าทะเลในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในพื้นที่ เนื่องจากในระยะหลังทะเลสาบสงขลามีสภาพตื้นเขินมากขึ้น ความเค็มของน้ำบริเวณอ่าวท่ายาง มีค่าต่ำมากติดต่อกันเป็นระยะยาว ทำให้มีการงอกของพืชน้ำ เช่น สาหร่าย กก กระจูด และบัว เป็นต้น ขึ้นมาทดแทนในพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลเดิม ทั้งนี้ในบางปีเมื่อสภาพแวดล้อมมีความเหมาะสม เราอาจพบหญ้าทะเลสามารถแพร่ขยายไปเจริญได้ในพื้นที่ใกล้เคียงได้ เช่น ในปี พ.ศ. 2557 สํารวจพบหญ้าทะเลใบพาย ครอบคลุมประมาณ 27 ไร่ บริเวณบ้านในอ่าว เกาะนางคำ แต่ด้วยความที่หญ้าทะเลเจริญเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่จำกัด บางช่วงฤดูในรอบปีหญ้าทะเลต้องเผชิญกับน้ำที่ค่อนข้างจืดนานเป็น
ช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงส่งผลต่อการเจริญเติบโตของหญ้าทะเล

แผนที่แหล่งหญ้าทะเลบริเวณบ้านบ่อปาบ ตําบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา

ทรัพยากรสัตว์น้ำ
          ด้วยระบบนิเวศทะเลสาบสงขลาที่เป็นทะเลสาบ 3 น้ำ คือ น้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด ทำให้ทะเลสาบสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากตั้งแต่อดีตโดยเฉพาะกลุ่มสัตว์น้ำ โดยองค์ประกอบชนิดสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละฤดูกาล รวมถึงมีความแตกต่างกันไปของชนิดสัตว์น้ำที่พบในทะเลสาบสงขลาแต่ละตอน องค์ประกอบของชนิดสัตว์น้ำในทะเลสาบทั่วไปจะเป็นกลุ่มปลาแป้น (Leiognathidae) ปลาไส้ตัน (Engraulidae) ปลาบู่ (Gobiidae) และสัตว์น้ำจำพวกกุ้ง ปู และกั้ง สัตว์น้ำจำพวกปลาในทะเลสาบสงขลา พบประมาณ 450 ชนิด เป็นกลุ่มปลาที่มีความสําคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ปลากระบอก (Mugillidae) ปลาตะกรับ (Scatophagidae) ปลากะพงขาว (Centropomidae) และปลาแป้น (Leiognathidae) เป็นต้น กุ้งทะเลและกุ้งน้ำจืด อีกประมาณ 30 ชนิด

          ผลจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์โดยรอบและภายในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เช่น การพัฒนาชายฝั่ง การตั้งถิ่นฐาน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการประมง ได้ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสภาพแวดล้อม คุณภาพน้ำ และทรัพยากรชีวภาพของลุ่มน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการตื้นเขินของทะเลสาบ ปัญหาเครื่องมือประมงประเภทโพงพางและไซนั่ง การปล่อยน้ำเสียจากแหล่งชุมชนและจากโรงงานอุตสาหกรรมรอบทะเลสาบสงขลา และการเกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น (Eutrophication) ทำให้สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ทะเลสาบสงขลาเสื่อมโทรมลง โดยในช่วงที่น้ำทะเลในทะเลสาบสงขลาหนุนสูง มวลน้ำจืดในคลองบางกล่ำไม่มีการไหลเวียน ส่งผลให้เกิดการสะสมของธาตุอาหารจนเกิดปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่นเป็นประจําทุกปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน และส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงความหลากหลายชนิดและปริมาณสัตว์น้ำที่สำคัญในทะเลสาบสงขลา โดยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ชาวประมงพื้นบ้านกลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ ในชุมชนบริเวณพื้นที่โดยรอบทะเลสาบสงขลา ทำให้ทราบว่าสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลาหลายชนิดที่มีความสำคัญและพบได้บ่อยในอดีต แต่ปัจจุบันพบได้น้อยมาก และสัตว์น้ำบางชนิดแทบจะไม่พบเลยซึ่งอาจจะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ได้แก่ ปลากระเบนบัว (Himantura bleekeri) ปลากระเบนธง (Pastinachus sephen) ปลาดุกลําพัน (Prophagorus nieuhofii) ปลาตะลุมพุก (Tenualosa toli) ปลาพรมหัวเหม็น (Osteochilus melanopleura) ปลากระทิงไฟ (Mastacembelus erythrotaenia) ปลาดัก (Clarias melanoderma) ปลาบู่ใส (Gobiopterus chuno) ปลานวลจันทร์ทะเล (Chanos) และปลากระบอกยล (Albula vulpes) เป็นต้น โดยเฉพาะปลากระเบนน้ำจืดในทะเลสาบสงขลานั้น นับเป็นชนิดสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่เคยมีความสำคัญของชาวบ้านบริเวณเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ ซึ่งในอดีตเป็นพื้นที่ที่ชาวประมงจับปลากระเบนได้มากที่สุด แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มลดจํานวนลงอย่างมาก รวมถึงปลาเค้าดำ (Wallagonia leerii) ซึ่งเป็นชนิดที่เคยพบในทะเลสาบสงขลา แต่ปัจจุบันชาวบ้านคาดว่าน่าจะสูญพันธุ์ไปจากทะเลสาบสงขลาแล้ว นอกจากนี้ชาวประมงยังให้ข้อมูลว่าปัจจัยที่มีผลต่อการพบชนิดสัตว์น้ำลดลงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการใช้เครื่องมือประมงที่มีจำนวนมากทั้งชนิด และจำนวนของเครื่องมือประมง ตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัย และปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่
เปลี่ยนแปลงไปจนมีผลต่อชนิดพันธุ์สัตว์น้ำชนิดนั้น ๆ

สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในทะเลสาบสงขลา
คุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลา

          การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลา ดำเนินการตรวจสอบรวมทั้งสิ้น 27 สถานี โดยประเมินจากค่าดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (Marine Water Quality Index, MWQI) คํานวณจาก 8 ปัจจัย ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved oxygen) อุณหภูมิน้ำ (Temperature) สารแขวนลอยทั้งหมด (Total suspended Solid) แอมโมเนีย (Ammonia) ไนเตรท (Nitrate) ฟอสเฟต
(Phosphate) และแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด (Total coliform bacteria) เพื่อบ่งชี้ถึงคุณภาพของน้ำทะเล และเมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของคุณภาพน้ำทะเลในแต่ละเกณฑ์ พบว่า ในปี พ.ศ. 2564 สถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลโดยรวม อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ร้อยละ 11 เกณฑ์ดีและพอใช้มีค่าดัชนีคุณภาพน้ำเท่ากันคือ ร้อยละ 44 โดยสามารถแยกค่าดัชนีคุณภาพน้ำตามพื้นที่ ได้ดังนี้

          ทะเลสาบสงขลาตอนบน จากสถานีติดตามคุณภาพน้ำ จำนวน 8 สถานี พบว่า คุณภาพน้ำทะเลสาบสงขลาตอนบน ปี พ.ศ. 2564 อยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 50 และพอใช้ ร้อยละ 50 พารามิเตอร์สำคัญที่บ่งชี้ปัญหาคุณภาพน้ำ ได้แก่ ไนเตรท-ไนโตรเจน (NH-3-N) แอมโมเนีย-ไนโตรเจน (NH3-N) และแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (FCB) ซึ่งมีค่าเกินมาตรฐานคุณภาพน้ําทะเลประเภทที่ 1 คุณภาพน้ําทะเลเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (กรมควบคุมมลพิษ, 2560) สอดคล้องกับปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ที่มีค่าค่อนข้างสูงบริเวณสถานีเก็บตัวอย่างพื้นที่ ลำปำ คลองนางเรียม และแหลมเจ้า มีค่าคลอโรฟิลล์ เอ 11.71, 10.48 และ- 122 - 10.45 mg/m3 ตามลำดับ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการเกิดปัญหาการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชในพื้นที่ได้

          ทะเลสาบสงขลาตอนกลาง จากสถานีติดตามคุณภาพน้ำ จำนวน 8 สถานี พบว่า คุณภาพน้ำทะเลสาบสงขลาตอนกลาง ปี พ.ศ. 2564 อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ร้อยละ 100 พารามิเตอร์สําคัญที่บ่งชี้ปัญหาคุณภาพน้ำ ได้แก่ ฟอสเฟต-ฟอสฟอรัส (PO43--P) ไนเตรท-ไนโตรเจน (NH-3-N) แอมโมเนีย-ไนโตรเจน (NH3-N) และแบคทีเรียกลุ่มฟีคอลโคลิฟอร์ม (FCB) ซึ่งมีค่าเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลประเภทที่ 1 คุณภาพน้ำทะเลเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (กรมควบคุมมลพิษ, 2560) โดยมีค่าคลอโรฟิลล์ เอ ที่ค่อนข้างสูงบริเวณพื้นที่คูขุด มีค่า 10.34 mg/m3

          ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง จากสถานีติดตามคุณภาพน้ำ จำนวน 11 สถานี พบว่า คุณภาพน้ำทะเลสาบสงขลาตอนล่าง ปี พ.ศ. 2564 อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ร้อยละ 27 และดี ร้อยละ 73 พารามิเตอร์สําคัญที่บ่งชี้ปัญหาคุณภาพน้ำ ได้แก่ ฟอสเฟต-ฟอสฟอรัส (PO43--P) และไนเตรท-ไนโตรเจน (NH-3-N) ซึ่งมีค่าเกินมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลประเภทที่ 1 คุณภาพน้ำทะเลเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (กรมควบคุมมลพิษ, 2560) โดยมีค่าคลอโรฟิลล์ เอที่มีค่าค่อนข้างสูงบริเวณสถานีเก็บตัวอย่างพื้นที่ ปากบางภูมี และคูเต่า มีค่าคลอโรฟิลล์ เอ มีค่า 10.73 และ 17.40 mg/m3 ตามลำดับ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นแนวโน้มการเกิดปัญหาการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชในพื้นที่ได้

 

ค่าเฉลี่ยคุณภาพน้ำทะเลสาบสงขลาตอนบน ตอนกลาง และตอนล่าง ปี พ.ศ. 2564

          เมื่อพิจารณาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำทะเลสาบสงขลา ปี พ.ศ. 2557 – 2564 ค่าดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำเฉลี่ยจากสถานีติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลสาบสงขลา จํานวน 27 สถานี แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีคุณภาพน้ำทะเล (MWQI) ในแต่ละปี โดยรวมคุณภาพน้ำทะเลมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงใกล้เคียงกัน คือสถานการณ์คุณภาพน้ำทะเลส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ ดี รองลงมาเป็นเกณฑ์พอใช้ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2563 พบคุณภาพน้ำทะเลสาบสงขลามีแนวโน้มลดลงในปี พ.ศ. 2564 พิจารณาจากจํานวนสถานีที่อยู่ในเกณฑ์ดี มีจํานวนลดลงจาก ร้อยละ 73 เป็นร้อยละ 44 ในปี พ.ศ. 2564

แสดงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงค่าดัชนีคุณภาพน้ำทะเลสาบสงขลา ในช่วงปี พ.ศ. 2557 – 2564

 

ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี
          แพลงก์ตอนพืชส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตจําพวกสาหร่ายที่พบได้ทั้งในระบบนิเวศน้ำจืด ระบบนิเวศน้ำเค็ม ตลอดจนในระบบนิเวศน้ำกร่อย จากการศึกษาวิเคราะห์ชนิดแพลงก์ตอนพืชที่พบส่วนใหญ่คือ กลุ่มไดอะตอม และไดโนแฟลกเจลเลต ในปี พ.ศ. 2564 พบมีการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชกลุ่มไดอะตอม สกุล Chaetoceros spp. บริเวณพื้นที่คลองบางกล่ำ จํานวนเฉลี่ย 5,169,2335 เซลล์ต่อลิตร ซึ่งผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำบริเวณคลองบางกล่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลประเภทที่ 3 เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (กรมควบคุมมลพิษ, 2560) พบมีค่าส่วนใหญ่เกินเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำที่กำหนด โดยเฉพาะปริมาณสารอาหารที่ทำการตรวจวัด ได้แก่ ปริมาณแอมโมเนีย ไนเตรต และฟอสเฟตที่มีค่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งแอมโมเนีย และฟอสเฟตเป็นสารอาหารจำเป็นที่แพลงก์ตอนพืชมักนำไปใช้ เมื่อสารอาหารเหล่านี้เพิ่มปริมาณมากขึ้น ความหนาแน่นของแพลงก์ตอนพืชก็จะมีแนวโน้มสูงขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ที่มีค่าค่อนข้างสูงเช่นกัน ทั้งนี้ปริมาณของฟอสเฟตที่เพิ่มขึ้นถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสี โดยแหล่งที่มาของฟอสเฟตนั้นส่วนใหญ่มาจากการใช้ปุ๋ยทางการเกษตร น้ำทิ้งจากบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย และโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ส่วนปริมาณแอมโมเนียในน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น มักเกิดหลังปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสี เนื่องจากภายในเซลล์ของแพลงก์ตอนพืชมีแอมโมเนียสะสมอยู่ เมื่อแพลงก์ตอนพืชตายลงจึงทำให้มีแอมโมเนียสะสมในน้ำสูงขึ้นตามมาการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชสกุล Chaetoceros spp. บริเวณพื้นที่คลองบางกล่ำ

การสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชสกุล Chaetoceros spp. บริเวณพื้นที่คลองบางกล่ำ

สาเหตุของปัญหาคุณภาพน้ำทะเล
          1) กิจกรรมชายฝั่ง การปล่อยน้ำเสียจากชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น การเกษตรกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ท่าเรือ ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ําที่ไหลลงสู่ทะเล ส่งผลให้คุณภาพน้ำบริเวณชายฝั่งและในทะเลเสื่อมโทรมลง
          2) การจัดการน้ำเสีย ณ แหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำยังไม่มีประสิทธิภาพ หลายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสม และระบบบำบัดน้ำเสียบางแห่งขาดการดูแล บำรุงรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ

ปรับปรุงข้อมูล ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2566