ขนาด
พะยูน
  • 19 กรกฎาคม 2556
  • 3,439
พะยูน สารสนเทศ ทช. ศูนย์ข้อมูลกลาง ทช.

ภาวะคุกคามต่อพะยูน

สาเหตุการสูญพันธุ์
          มนุษย์เรารู้จักล่าพะยูนมานานนับพันปีแล้ว ในสมัยก่อนนอกจากล่าเพื่อเอาเนื้อมาบริโภคแล้ว ยังเชื่อว่าน้ำมันพะยูนสามารถรักษาโรคเรื้อรังได้สารพัด กระดูกพะยูนนำไปใช้ประโยชน์ในโรงงานทำน้ำตาลและทำเครื่องราง หนังซึ่งหนาเหมาะสำหรับทำผ้าเบรครถม้า หรือฟอกทำรองเท้าแตะ เขี้ยวพะยูนเมื่อขัดเงาแล้วนำไปทำด้ามมีด ส่วนอื่นๆ ที่เหลือ เชื่อว่าสามารถทำเป็นยารักษาโรค และเป็นยาโป๊วได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าน้ำตาพะยูนใช้เป็นยาเสน่ห์ได้ ปัจจุบันการล่าพะยูนยังเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม และความเชื่อของชนพื้นเมืองในประเทศออสเตรเลียและปาปัวนิวกินี ในประเทศออสเตรเลียรัฐบาลยังอนุญาตให้ชนพื้นเมืองล่าพะยูนได้ปีละประมาณ 200 ตัว สาเหตุที่ทำให้พะยูนใกล้สูญพันธุ์นั้น ประกอบด้วยปัจจัยหลักเพียง 2 อย่าง คือ ปัจจัยทางธรรมชาติและปัจจัยจากมนุษย์ ดังนี้

1.ปัจจัยจากมนุษย์
          มนุษย์เราเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรหลายอย่างหมดไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับพะยูน การล่าเพื่อนำเนื้อมาเป็นอาหารหรือเพื่อประกอบพิธีกรรมของชนพื้นเมืองบางกลุ่มแล้ว พะยูนยังติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ เช่น ติดอวนที่ขึงกั้นฉลามในประเทศออสเตรเลีย ติดอวนลอยประเภทต่างๆ นอกจากนี้มลภาวะที่ลงสู่ทะเลอันสืบเนื่องมาจากการเติบโตของชุมชนชายฝั่งทะเล โรงงานอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ยาฆ่าแมลงและสารเคมีจากเกษตรกรรมแผนใหม่ ได้ส่งผลกระทบและทำลายระบบนิเวศของหญ้าทะเล เมื่อพะยูนได้รับอาหารไม่เพียงพอทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ ย่อมส่งผลให้มีอัตราการสืบพันธุ์ที่ต่ำกว่าปกติหรือเป็นหมัน และลูกที่ได้ไม่แข็งแรง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกพะยูนตายได้ง่าย

          ในสมัยก่อนมนุษย์ยังมีไม่มาก และเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ล่าพะยูนเป็นวัสดุอุปกรณ์ง่ายๆ ที่ทำขึ้นเอง ใช้เรือพาย หรือทำห้างในทะเลขึ้นเพื่อดักจับพะยูน การขยายพันธุ์ของพะยูนตามธรรมชาติอาจชดเชยบางส่วนที่ถูกล่าได้ แต่ในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคเทคโนโลยี มีการพัฒนาเครื่องมือประมงไปมาก ตลอดจนเครื่องยนต์ติดเรือที่มีความเร็วสูง ทำให้การไล่ล่าพะยูนมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้มีการขยายตัวของชุมชนชายฝั่งทะเลทุกแห่ง มีคนที่อาศัยหากินตามชายฝั่งทะเลเพิ่มมากขึ้นในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติทุกอย่างเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชายฝั่งมีมากขึ้นทั้งป่าไม้ชายเลน ปะการัง และพื้นที่หญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งหากินของพะยูน มีการใช้เครื่องมือประมงหลายชนิดที่เป็นอันตรายกับพะยูน ทั้งที่เป็นชนิดที่ต้องห้ามตามกฎหมายประมงและการทำประมงที่ผิดกฎหมายเช่น การลากอวนในเขตใกล้ชายฝั่ง มีผลให้พะยูนตายเพราะติดเครื่องมือประมงดังกล่าว จำนวนพะยูนจึงลดลงอย่างมาก เช่นในประเทศไทย หรือสูญพันธุ์ไปแล้วในบางประเทศ

         1.1  ธุรกิจการท่องเที่ยว
          ภาคการท่องเที่ยงหรือเรือยนต์ขนาดใหญ่ที่ทำการในแหล่งหากินของพะยูนก็มีส่วนในการรบกวน และเป็นอันตรายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพะยูน เช่น ที่บริเวณหน้าฐานทัพเรือทับละมุ ที่ท่าเรือคุระบุรี ในจังหวัดพังงา เป็นต้น นอกจากนี้เรืออาจชนทำให้พะยูนได้รับบาดเจ็บหรือตายได้ เช่น กรณีพะยูนเพศผู้ ความยาว 2.4 เมตร ถูกเรือชนที่ท่าเรือน้ำลึก จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2541 ทำให้กระดูกสันหลังหัก 8 ข้อ และเป็นสาเหตุให้พะยูนตายในที่สุด

พื้นที่ที่น่าเป็นห่วง
          คือบริเวณเกาะตะลิบง-เกาะมุกด์ ในจังหวัดตรัง ธุรกิจการท่องเที่ยว เรือทัวร์ต่างๆ โรงแรมและรีสอร์ทต่างๆ ทั้งที่อยู่บนฝั่งจากหาดปากเม็งถึงหมู่บ้านเจ้าไหม หรือที่เกาะตะลิบงและเกาะมุกด์ ที่มีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน หรือธุรกิจที่พาคนออกไปดูพะยูน กิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นดูเสมือนว่าจะไม่ได้มีใครมองปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ว่าจะมีผลกระทบกับพะยูนและหญ้าทะเลหรือไม่ โดยเฉพาะบริเวณแหลมจุโหยของเกาะตะลิบงซึ่งเป็นสวรรค์ของพะยูน เวลาน้ำขึ้นเต็มที่พะยูนกว่า 50 ชีวิตมารวมกันหากินที่นี่ ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงผลกระทบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้น ขอยกเพียงตัวอย่างเดียว คือ ท่านลองนึกดูว่า หากมีเรือท่องเที่ยววิ่งผ่านบริเวณนี้สัก 50-100 ลำต่อวัน พะยูนจะอยู่ได้หรือ ควรมีการวางมาตรการการจัดการทรัพยากรพะยูนและหญ้าทะเลรวมถึงการจัดการกับการท่องเที่ยวพะยูนเชิงนิเวศในบริเวณนี้โดยเร่งด่วน

          1.2 เครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อพะยูน
          ในสมัยก่อนมีการล่าพะยูนเป็นอาหาร โดยใช้อวนล้อมพะยูนในขณะที่พะยูนเข้ามากินหญ้าทะเลในที่ตื้น หรือไล่ต้อนพะยูนเข้าสู่ที่ตื้นแล้วทุบหรือแทงจนพะยูนตาย หรือหากติดอวนแล้วยังไม่ตายก็จะผูกหางพะยูนลากไปกับเรือหรือทำให้ส่วนหัวจมอยู่ใต้น้ำ ไม่นานพะยูนก็จะตาย เมื่อกลับเข้าฝั่งเนื้อที่ได้นำมาแจกจ่ายแก่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือขาย ส่วนอื่นๆ ของพะยูนก็นำไปใช้ตามความเชื่อ

          เชื่อว่าไม่มีการล่าพะยูนในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปีแล้วหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ในปัจจุบันการได้พะยูนมักเกิดจากการติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ หรือการทำประมงในเขตหวงห้าม เช่นในฝั่งอ่าวไทยที่เคยมีพะยูนอยู่มาก แต่พะยูนจำนวนหนึ่งก็หมดไปกับเครื่องมืออวนลากที่เข้าไปลากในเขตใกล้ฝั่งซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพะยูน กล่าวโดยทั่วไปเครื่องมือประมงที่พะยูนมาติดและตายมากที่สุด ได้แก่ อวนลอยหรืออวนติดตาชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอวนปลาสีเสียด อวนลอยปลากะพง อวนสามชั้น อวนจมปู อวนปลากระเบน รองลงไปคือโป๊ะ นอกจากนี้การทำประมงอวนรุนซึ่งมุ่งเน้นเฉพาะกุ้งเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนลูกสัตว์น้ำอื่นๆ ก็ขายเป็นปลาเป็ดไป อวนรุนทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อนพวกกุ้งหอยปูปลา ทำให้ลูกกุ้งหอยปูปลาต้องตายไปก่อนที่จะโตได้ขนาด และยังเป็นการทำลายแหล่งอาหารของพะยูน ลดพื้นที่การหากินของพะยูนอีกด้วย หากไม่มีหญ้าทะเลพะยูนก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ธุรกิจอวนรุนก็เป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก การจะหยุดยั้งอวนรุนได้ต้องขึ้นกับความสมัครใจเลิกของผู้ประกอบการเอง และการร่วมมือร่วมใจกันเฝ้าระวังพื้นที่หน้าบ้านจากอวนรุน ชุมชนต้องมีความเข้มแข็ง จึงจะเอาชนะอวนรุนได้ พื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการกับปัญหาเรืออวนรุนคือจังหวัดตรัง เช่น ที่บ้านแหลมขาม อ.สิเกา บ้านเจ้าไหม-เกาะลิบง-เกาะมุกด์ อ.กันตัง เป็นต้น


สภาพรอยแผลความบอบช้ำภายนอก ของพะยูนที่ติดโป๊ะ
 
ลักษณะที่พะยูนติดอวนลอยตาย โดยถูกเนื้ออวน หรือเชือกอวนพันธนาการและจมน้ำตายในที่สุด

dugong-Threats02 dugong-Threats01

          การที่พะยูนติดเครื่องมือพะยูนแล้วจมน้ำตาย (drowningคือการจมน้ำตาย) แต่ในความเป็นจริงแล้ว พะยูนส่วนใหญ่ที่ตายเกิดจากการหยุดหายใจเมื่อเกิดภาวะตกใจหรือเครียดอย่างเฉียบพลัน อาการหยุดหายใจนี้เรียกว่า "Suffocate" ในกรณีนี้หากพะยูนติดเครื่องมือประมงและไม่สามารถขึ้นมาหายใจได้ แผ่นปิดของพะยูนยังคงปิดอยู่ หยุดหายใจและตายในที่สุด ดังนั้นเมื่อชันสูตรซากพะยูนจึงไม่เคยพบเลยว่ามีน้ำอยู่ในปอด และถุงลมภายในปอดยังคงมีอากาศอยู่เต็ม และจากการที่ปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องพะยูนของประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่ราแม้ขณะเคลื่อนย้ายพะยูนโดยไม่ได้ใส่น้ำทะเล พะยูนจะหยุดหายใจและตายจากภาวะที่เรียกว่า Suffocate นี้เช่นกัน

2. ปัจจัยทางธรรมชาติ
          นอกจากพะยูนจะเสียชีวิตเองตามธรรมชาติ เจ็บป่วยตายหรือตายตามอายุขัยแล้ว แต่ปัจจัยทางธรรมชาติทางชีววิทยาของพะยูนดูจะเป็นปัจจัยหลัก คือ การที่พะยูนเป็นสัตว์ที่มีวงจรชีวิตยาว มีอายุยืนยาว มีอัตราการสืบพันธุ์ช้าและให้ลูกน้อย ช่วงระยะเวลาก่อนที่จะสามารถสืบพันธุ์ได้นาน พะยูนตัวเมียตั้งท้องเมื่ออายุ 10 ปีขึ้นไป ตัวเมียบางตัวตั้งท้องครั้งแรกเมื่ออายุ 17 ปี มีระยะตั้งท้องนาน 13-14 เดือน ให้ลูกน้อยเพียงครั้งละ 1 ตัว และยังมีช่วงเวลาการเลี้ยงลูกนานเกือบ 2 ปี พะยูนจึงทิ้งช่วงการตั้งท้องครั้งหนึ่งๆ นานราว 3-7 ปี หากพะยูนอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและมีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ พะยูนสามารถเพิ่มประชากรได้น้อยเพียง 5% ต่อปีเท่านั้น ในประเทศไทยเพิ่งมีบันทึกแรกที่ลูกพะยูนความยาว 99.83 ซ.ม. ตายเพราะถูกฉลามกัดจนครีบซ้ายขาดหายไปที่บริเวณเกาะตะลิบงจังหวัดตรัง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2546

ลูกพะยูน ถูกฉลามกัดครีบซ้าย ที่เกาะตะลิบง จ.ตรัง


การปล่อยพะยูนออกจากโป๊ะ อ่าวมะขามป้อม จ.ระยอง
 
ชาวประมงปล่อยพะยูนออกจากอวนถ่วงปลากระเบน เกาะพระทอง จ.พังงา

 

dugong-Threats03

 

เปอร์เซนต์จ ำนวนพะยูนที่เสียชีวิตในประเทศไทยด้วยสาเหตุต่างๆ
 

กราฟแสดงเปอร์เซ็นต์จำนวนพะยูนที่มาเกยตื้นจากทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย และสาเหตุของการเกยตื้น
 

กราฟแสดงเปอร์เซ็นต์จำนวนพะยูนที่มาเกยตื้นจากฝั่งอันดามัน และสาเหตุของการเกยตื้น

กราฟแสดงเปอร์เซนต์จำนวนพะยูนที่มาเกยตื้นจากฝั่งอ่าวไทย และสาเหตุของการเกยตื้น

องค์ความรู้ที่น่าสนใจ
  • นกในเขตชายฝั่งทะเล
    นกในระบบนิเวศชายฝั่งทะเล
  • อุทยานใต้ทะเล
    อุทยานใต้ทะเล
  • น้ำทะเลเปลี่ยนสี
    ปรากฎการณ์น้ำเปลี่ยนสีเกิดจากการเพิ่มปริมาณสารอาหารบริเวณชายฝั่ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แพลงก์ตอนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ปริมาณสารอาหารที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่นั้นมักเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
  • เต่ามะเฟือง
    เต่ามะเฟือง
  • คลื่นย้อนกลับ Rip Currents
    กระแสน้ำรูปเห็ด
  • ป่าชายเลน
    ป่าชายเลน
  • วาฬ/โลมา
    วาฬ/โลมา
  • หาดในประเทศไทย
    จากการสำรวจแหล่งธรรมชาติประเภทหาดทรายทั่วประเทศ ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี 2560 พบว่ามีชายหาดรวม 521 แห่ง กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 21 จังหวัด โดยอยู่ทางฝั่งอ่าวไทย 360 แห่ง แบ่งเป็นชายหาดที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) 49 แห่ง อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่นๆ เช่น ท้องถิ่น กองทัพเรือ และส่วนราชการอื่นๆ อีก 311 แห่ง สำหรับข้อมูลชายหาดฝั่งทะเลอันดามัน พบว่ามีชายหาด 161 แห่ง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ 78 แห่ง นอกเขตอุทยานแห่งชาติ 83 แห่ง
  • วาฬบรูด้า
    วาฬบรูด้า