ขนาด
วัสดุที่ใช้ทำทุ่นและฐานทุ่น
  • 9 มกราคม 2558
  • 25,970

ลักษณะทั่วไปของฐานยึดทุ่น

ลักษณะทั่วไปของฐานยึดทุ่น
ฐานยึดทุ่นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าทุ่นลอยหลัก ดังจะเห็นได้จากหน่วยงานต่างๆ ที่ติดตั้งทุ่นได้มีการพัฒนาฐานยึดทุ่นมาเป็นลำดับ ทั้งฐานยึดทุ่นที่เป็นฐานยึดทุ่นธรรมชาติ และฐานยึดทุ่นที่ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งฐานยึดทุ่นทั้งสองประเภทต่างก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป

1. ฐานยึดทุ่นธรรมชาติ
ฐานยึดทุ่นธรรมชาติ ได้แก่ ก้อนหิน หรือก้อนปะการังโขดขนาดใหญ่ใต้น้ำ โดยผู้ติดตั้งจำเป็นต้องดำน้ำหรือสำรวจหาก้อนหิน หรือปะการังที่มีขนาดและมีความเหมาะสม โดยจะต้องมีช่องหรือรูให้สามารถคล้องหรือร้อยเชือกเข้าไปได้ ในระยะแรก ผู้ที่ทำการติดตั้งจะร้อยเชือกเข้าไปโดยตรง แต่ประสบปัญหาคือเชือกที่ร้อยเข้าไปในช่องหรือรูนั้น เกิดการเสียดสีกับตัวหินหรือปะการังทำให้เกิดการขาดของเชือกทุ่น ต่อมาจึงได้มีการนำเอาท่อหรือสายยางหุ้มเชือกอีกชั้นหนึ่งก่อน เพื่อป้องกันการเสียดสี และชำรุดเสียหายเร็วเกินไป ในการติดตั้งทุ่นโดยใช้ฐานยึดทุ่นธรรมชาตินั้นมีข้อดีคือไม่มีค่าใช้จ่ายในการทำฐานยึดทุ่นขึ้นมาใหม่ แต่มีข้อเสียคือจำเป็นต้องหาก้อนหินหรือปะการังที่มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับผูกทุ่น ซึ่งบางครั้งไม่สามารถเลือกหรือกำหนดจุดในการผูกทุ่นได้

2. ฐานยึดทุ่นที่ประดิษฐ์ขึ้น
ฐานยึดทุ่นที่ประดิษฐ์ขึ้น ได้แก่ ฐานยึดทุ่นแบบสมอโลหะ และฐานยึดทุ่นแบบแท่นปูน ซึ่งวัสดุทั้งสองชนิดต่างมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันออกไป รวมถึงมีคุณสมบัติที่ต่างจากฐานยึดทุ่นธรรมชาติ ฐานยึดทุ่นแบบสมอโลหะ จำเป็นต้องใช้นักปฏิบัติการใต้น้ำดำลงไปติดตั้ง ซึ่งความยากง่ายจะขึ้นอยู่กับรูปแบบของสมอ เช่น สมอทราย อาจใช้แรงงานนักปฏิบัติการใต้น้ำในการหมุนสมอเพื่อให้จมลงในพื้น สมอแบบ Manta Ray Anchoring System จำเป็นต้องใช้เครื่องไฮดรอลิกอัดตัวสมองให้จมลงในพื้น หรือสมอแบบเจาะฝังหมุดจำเป็นต้องใช้เครื่องเจาะกระแทกเพื่อให้หินหรือก้อนปะการังเป็นรู จากนั้นจึงนำแกนสมอลงไปฝังแล้วเทปูนทับอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการทำงานที่ยุ่งยาก นอกจากนี้ยังพบว่าฐานยึดทุ่นแบบสมอโดยส่วนใหญ่จะทนแรงดึงได้ไม่ดีนัก เหมาะสำหรับการทำเป็นทุ่นแนวเขต หรือทุ่นผูกเรือที่มีขนาดยาวไม่เกิน 12 เมตร และมีน้ำหนักไม่เกิน 12 ตัน เช่น เรือหางยาว

ฐานทุ่นแบบสมอ

นอกจากนี้ จากผลการสำรวจยังพบว่า เมื่อเกิดการขาดของเชือกทุ่น การค้นหาสมอที่ฝังไว้ในวัตถุตามจุดต่างๆ นั้น กระทำได้ค่อนข้างยาก

3. ฐานยึดทุ่นแบบแท่นปูน
ในประเทศไทยได้พัฒนาฐานยึดทุ่นแบบฐานคอนกรีตครั้งแรกในปี พ.ศ. 2534 โดยกรมป่าไม้ ร่วมกับกองทัพเรือ ซึ่งในครั้งนั้นยังคงใช้ฐานยึดทุ่นแบบคอนกรีตร่วมกับสมอเหล็ก 3 ทาง เพื่อความแข็งแรงและทนต่อแรงดึง เพื่อใช้ติดตั้งทุ่นกับทุ่นเหล็กขนาดใหญ่ ต่อมาในปีพ.ศ. 2535 อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ได้นำฐานยึดทุ่นแบบคอนกรีตขนาดน้ำหนัก 150 กิโลกรัม มาใช้กับทุ่นแนวเขต และในปีเดียวกันนั้น สถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเล กรมประมง ได้พัฒนาทุ่นฐานคอนกรีตเสริมเหล็กขึ้น โดยฐานคอนกรีตนี้มีน้ำหนักถึง 300 กิโลกรัม ฐานยึดทุ่นมีขนาด 50x50x50 เซนติเมตร เพื่อใช้สำหรับจอดเรือ ปี พ.ศ. 2546 นายสุวรรณ พิทักษ์สินธร สำนักอุทยานแห่งชาติได้ออกแบบทุ่นฐานซีเมนต์เพื่อการจอดเรือขนาดใหญ่เป็นครั้งแรกในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันและอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ฐานยึดทุ่นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก หล่อเป็นรูปกล่องขนาดเท่ากับ 3x3x1.9 เมตร มีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถลอยน้ำและลากจูงไปบนผิวน้ำไปยังจุดติดตั้งได้ ด้านบนเป็นห่วงเหล็กขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร โผล่จากผิวพื้นน้ำด้านบนสำหรับเชือกร้อยผ่าน ส่วนการพัฒนาฐานยึดทุ่นแบบคอนกรีตในปัจจุบัน และได้รับความนิยม คือ ฐานยึดทุ่นคอนกรีตขนาด 10 ตัน เนื่องจากสามารถรับแรงดึงได้ดีและไม่ถูกลากจากแรงดึงของเรือจนก่อความเสียหายแก่แนวปะการังและสภาพพื้นท้องทะเล

ฐานยึดทุ่นคอนกรีตแบบเหลี่ยมขนาด 10 ตัน

ฐานยึดทุ่นคอนกรีตแบบกลม

องค์ความรู้ที่น่าสนใจ
  • สมุทรศาสตร์
    สมุทรศาสตร์
  • กัดเซาะชายฝั่ง
    ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,151 กิโลเมตร ครอบคลุมจังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัดโดยชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย มีความยาว 2,040 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด และชายฝั่งทะเลด้านอันดามัน มีความยาว 1,111 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลรวม 6 จังหวัด
  • พะยูน
    พะยูน
  • ปะการังฟอกขาว
    ปะการังฟอกขาว เป็นสภาวะที่ปะการังสูญเสียสาหร่ายเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ภายในเนื้อเยื่อ ทำให้ปะการังอ่อนแอเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอแลปะการังอาจตายไปในที่สุดถ้าหากไม่สามารถทนต่อสภาวะนี้ได้
  • หาดในประเทศไทย
    จากการสำรวจแหล่งธรรมชาติประเภทหาดทรายทั่วประเทศ ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี 2560 พบว่ามีชายหาดรวม 521 แห่ง กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 21 จังหวัด โดยอยู่ทางฝั่งอ่าวไทย 360 แห่ง แบ่งเป็นชายหาดที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) 49 แห่ง อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานอื่นๆ เช่น ท้องถิ่น กองทัพเรือ และส่วนราชการอื่นๆ อีก 311 แห่ง สำหรับข้อมูลชายหาดฝั่งทะเลอันดามัน พบว่ามีชายหาด 161 แห่ง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ 78 แห่ง นอกเขตอุทยานแห่งชาติ 83 แห่ง
  • PMBC Special Publication
    PMBC Special Publication
  • PMBC Research Bulletin
    PMBC Research Bulletin
  • คลื่นย้อนกลับ Rip Currents
    กระแสน้ำรูปเห็ด
  • เต่ามะเฟือง
    เต่ามะเฟือง