เต่าทะเล สารสนเทศ ทช. ระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

การอนุรักษ์และการจัดการเต่าทะเล

          ในอดีตรัฐบาลได้มีการเปิดประมูลเก็บไข่เต่าทะเลเพื่อการค้า โดยผู้ว่าประมูลสามารถรวบรวมไข่เต่าทะเลนำไปขาย ต่อมาทางรัฐบาลได้ตระหนักถึงการลดลงของประชากรเต่าทะเล เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2490 กระทรวงเกษตรธิการหรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบันจึงออกประกาศกระทรวงห้ามมิให้ทำการประมงเต่าทะเลทุกชนิด รวมถึงไข่เต่าทะเลทุกชนิดด้วย (กรมประมง, 2552) ถือเป็นการยกเลิกสัมปทานเก็บไข่เต่าทะเล รวมถึงออกกฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์เต่าทะเล และออกประกาศห้ามทำการประมงอวนลากใกล้กว่า 3 กิโลเมตร จากชายฝั่งเพื่อเป็นการอนุรักษ์ประชากรเต่าทะเล เนื่องจากเต่าทะเลตายจากการจับโดยไม่ตั้งใจของชาวประมงที่ทำอวนลากกุ้ง ในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2539 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงออกประกาศกำหนดให้ติดเครื่องมือคัดแยกเต่าทะเลในอวนลากกุ้งที่ทำการประมง (กรมประมง, 2552) เพื่อมิให้เกิดอันตรายต่อเต่าทะเล ภาครัฐยังได้ออกกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์เต่าทะเล ซึ่งกฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์เต่าทะเลไทยนี้มีมาช้านานแล้ว แต่ขั้นตอนในการปฏิบัติยังประสบปัญหาอยู่ โดยเฉพาะประชาชนชาวไทยยังขาดความเคารพต่อกฎหมาย และยังขาดความสำนึกถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรเต่าทะเล จึงทำให้ขาดความร่วมมือในการอนุรักษ์อย่างจริงจัง เต่าทะเลยังคงถูกทำลายลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่มีกฎระเบียบต่างๆ ออกมามากมาย กฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์เต่าทะเลมากมาย อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการอนุรักษ์และจัดการกับปัญหาการลดลงของประชากรเต่าทะเล จะต้องให้ความสำคัญในประเด็นด้านการจัดการต่อไปนี้

     1. สำรวจ และวิจัย ชีววิทยา ประชากรเต่าทะเลและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูเต่าทะเล

     2. ป้องกันการทำการประมงที่ผิดกฎหมายหรือใช้เครื่องมือที่เป็นภัยคุกคามต่อเต่าทะเล

     3. ให้ความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ดูแลทรัพยากร

     4. รณรงค์การดูแลความสะอาดชายฝั่งและเข้มงวดการทิ้งขยะและของเสียลงสู่ทะเล

     5. ติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง

     6. สร้างศูนย์ช่วยเหลือและพยาบาลสัตว์ทะเล เพิ่มประสิทธิภาพหน่วยปฏิบัติการช่วยเหลือ พร้อมอุปกรณ์การปฏิบัติงาน

     7. คุ้มครองป้องกันและเฝ้าระวังการลักลอบจับและการขนย้ายเต่าทะเล

     8. จัดระเบียบการท่องเที่ยวและส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการท่องเที่ยวในแหล่งวางไข่ของเต่าทะเลอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

     9. จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านอนุรักษ์เต่าทะเล

     10. จัดทำแผนการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ด้านการอนุรักษ์ และฟื้นฟูเต่าทะเลผ่านช่องทางสื่อต่างๆ

     11. จัดทำแผนบริหารจัดการแหล่งอาศัยของเต่าทะเลเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมและยั่งยืน

การรักษาพยาบาลและการพิสูจน์ซากเต่าทะเลเบื้องต้น
          อย่างไรก็ดีหากพบเห็นเต่าทะเลบาดเจ็บหรือเกยตื้น จำเป็นต้องจัดการเต่าทะเลบาดเจ็บเกยตื้นนั้นอย่างทันท่วงทีเพื่อช่วยชีวิตเต่าทะเลนั้น โดยดำเนินการดังนี้

(1) เต่าทะเลที่คิดเครื่องมือประมง
​          เมื่อสำรวจแล้วถ้าไม่พบบาดแผลภายนอกใดๆ พบแค่เต่ามีอาการซึมหรืออ่อนแรง แนะนำให้ปล่อยลงทะเลในบริเวณที่พบทันทีแต่ถ้าพบมีบาดแผลภายนอก แต่หากเต่ายังแข็งแรง มีอาการดิ้นขัดขืนแนะนำให้ปล่อยลงทะเลในบริเวณที่พบทันทีแต่ถ้าหากเต่ามีอาการซึม อ่อนแรง แนะนำให้นำมารักษาพยาบาลในสถานที่ที่เหมาะสม

(2) เต่าทะเลที่พบเกยตื้นบนชายหาด
​          แนะนำให้นำมารักษาพยาบาลในสถานที่ที่เหมาะสม เพราะมักเป็นเต่าที่ป่วยหรือบาดเจ็บมากจนไม่สามารถว่ายน้ำได้เองแล้ว จำเป็นต้องทำการช่วยเหลือ ในกรณีที่ไม่มีสถานพยาบาลเต่าทะเลที่เหมาะสม แนะนำให้ปล่อยเต่ากลับสู่ทะเลในบริเวณเดิมทุกกรณี

(3) เต่าทะเลกินเบ็ด
​          ถ้าเบ็ดอยู่ตื้นหรืออยู่ภายในช่องปาก สามารถมองเห็นตัวเบ็ดได้จากภายนอก ให้ดันปลายเบ็ดที่มีเงี่ยงแหลมให้ทะลุผนังแก้มของเต่าออกมาแล้วจึงใช้คีมตัดปลายที่มีเงี่ยงนั้นออก (ระวังถูกเต่ากัด) แล้วจึงดึงเบ็ดออกจากปาก และปล่อยเต่ากลับสู่ทะเลแต่ถ้าเต่าทะเลกินเบ็ดและถ้าเบ็ดอยู่ลึกลงไปในลำคอ การนำเบ็ดที่อยู่ลึกในตัวเต่าทะเลออกจำเป็นต้องมีการผ่าตัดและวางยาสลบ ซึ่งต้องกระทำโดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งในประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรดังกล่าวในหลายๆ พื้นที่ และการขนย้ายเต่าทะเลจากพื้นที่ห่างไกลเป็นระยะทางไกลๆ อาจทำให้สัตว์ที่บาดเจ็บอยู่เกิดอาการช๊อคจนเสียชีวิตได้ ดังนั้นการจัดการที่ดีที่สุดสำหรับตัวเต่าทะเลในกรณีนี้ คือให้ตัดสายเบ็ดให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ และปล่อยเต่ากลับสู่ทะเล (ระวังอย่าดึงสายเอ็นแรงเกินไปเพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อภายในของเต่าที่เบ็ดเกี่ยวอยู่ฉีกขาด และระวังถูกเต่ากัด) ตัวเบ็ดที่ค้างอยู่ในตัวเต่ามักจะเปื่อยสลายไปเองเมื่อโดนน้ำทะเลเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยอาจเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อได้บ้าง ซึ่งเต่ามักจะหายเป็นปกติได้ในเวลาต่อมาในบางครั้งหากเต่ามีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะนำขึ้นบนเรือได้ควรทำการตัดสายเบ็ดจากข้างเรือ

การรักษาพยาบาลเต่าทะเลเบื้องต้น
ในกรณีที่จำเป็นต้องนำเต่าทะเลมารักษาพยาบาลในบ่อเลี้ยง จำเป็นจะต้องมีการขนย้ายเต่าทะเลมายังแหล่งพยาบาล โดยมีหลักการคือ

     1. ควรใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 2 ชั่วโมง

     2. นำเต่าทะเลไว้ใต้ร่มเงา อย่าให้โดนแสงแดดโดยตรง

     3. ห้ามส่งเสียงดังรบกวน สัตว์อาจเกิดความเครียดและช๊อคได้

     4. หนุนให้ส่วนท้ายของเต่าสูงขึ้นประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำที่อาจสำลัก ลงไปยังปอดขณะที่ติดเครื่องมือประมงไหลออกมา

     5. ไม่จำเป็นต้องแช่เต่าในน้ำ ให้คลุมส่วนหัวและกระดอง ด้วยผ้าชุบน้ำเพื่อรักษาความชื้นก็เพียงพอแล้ว

บ่อเลี้ยง
​          บ่อสำหรับพักฟื้นเต่าทะเลนั้นมีหลายแบบ และใช้วัสดุหลายชนิด โดยมีหลักการสำคัญคือควรทำจากวัสดุพื้นผิวเรียบ เช่น ถังไฟเบอร์กลาส หรือบ่อที่ปูกระเบื้องชนิดเรียบ และไม่มีวัสดุตกแต่งใดๆ ในบ่อที่อาจเกิด อันตรายกับเต่าทั้งจากการแทะกินและการกระแทกหรือชนกับวัสดุเหล่านั้น แบบที่ดีที่สุดคือบ่อ ทรงกลมเพราะไม่มีมุมอับ ขนาดของบ่อต้องมีพื้นที่เพียงพอให้เต่าสามารถว่ายน้ำกลับตัวได้ มีความลึกของน้ำตั้งแต่ 10- 60 เซนติเมตร หรือมากกว่า โดยมีระบบระบายน้ำเข้า-ออกเพื่อให้สามารถปรับระดับน้ำตามความเหมาะสมกับขนาดของตัวเต่าได้ และสามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ทุกวัน ลักษณะบ่อเลี้ยงเต่าทะเลที่ทำจากไฟเบอร์กลาส ลักษณะบ่อซีเมนต์ปูกระเบื้องผิวเรียบด้านใน

น้ำที่ใช้ในการเลี้ยง
​          ในช่วง 3-5 วันแรกของการนำเต่ามาพยาบาล ควรเลี้ยงเต่าทะเลในน้ำจืด เพื่อกำจัดพยาธิภายนอกบนตัวเต่า และเพื่อให้เต่าที่มักจะไม่กินอาหารเมื่อนำมาใส่บ่อเลี้ยงได้รับน้ำจืดทดแทนเข้าไปในร่างกายผ่านทางทวารหนัก (เต่าทะเลสามารถอาศัยอยู่ในน้ำจืดได้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ โดยไม่มีผลเสียร้ายแรงต่อร่างกาย เนื่องจากเต่าเป็นสัตว์ที่หายใจด้วยปอดเหมือนมนุษย์ ไม่ได้ใช้เหงือกเหมือนปลา) แล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นน้ำเค็มเมื่อเต่าเริ่มทานอาหารได้ปกติ ปริมาณน้ำที่ใส่จะขึ้นอยู่กับสภาพของเต่า กล่าวคือโดยทั่วไปสามารถใส่ให้น้ำมีความลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ได้ตามปกติ แต่ในกรณีที่เต่ามีอาการป่วย ซึมและอ่อนแรงอย่างมาก เต่าอาจจะจมน้ำจนเสียชีวิตได้ (เนื่องจากเต่าเป็นสัตว์ที่หายใจด้วยปอดเหมือนมนุษย์ ดังนั้นจึงอาจจมน้ำจนเสียชีวิตได้) ในกรณีดังกล่าวจึงควรใส่น้ำแค่พอท่วมตาของเต่าทะเล เพื่อป้องกันการจมน้ำ เต่าอาจจะขยับตัวไม่สะดวกบ้างแต่ก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพของเต่า เมื่อเต่าพักฟื้นจนแข็งแรงขึ้นจึงค่อยเพิ่มระดับน้ำในภายหลัง และเต่าที่มีอาการลอยน้ำตลอดเวลาควรใส่น้ำไม่มากนัก แค่พอให้ท้องเต่าลอยจากพื้นบ่อประมาณ 15 เซนติเมตร เพราะหากใส่น้ำลึกเกินไปเต่าที่มีปัญหาการลอยตัวจะไม่สามารถดำลงไปกินอาหารที่ก้นบ่อได้ เมื่อรักษาจนเต่าสามารถดำน้ำได้ปกติจึงค่อยเพิ่มระดับน้ำ

อาหาร และการจัดการด้านโภชนาการ
​          เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากในการรักษาพยาบาลเต่าทะเล เต่าทะเลที่ โตเต็มวัยจะกินอาหารแตกต่างกันไปตามชนิด เช่น เต่าตนุจะกินพืช เช่น หญ้าทะเล สาหร่ายทะเลเป็นอาหารหลัก เต่า มะเฟืองกินแมงกะพรุน เต่ากระกินฟองน้ำและปะการัง เต่าหญ้ากินปลา หมึก หรือปู เป็นต้น แต่เต่าทะเลที่โตไม่เต็มวัยจะกินอาหารไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ กินทั้งพืชและสัตว์ (omnivore) อาหารสำหรับเต่าทะเลในบ่อเลี้ยง สามารถใช้ปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลาทูแขก และเสริมด้วยพืช เช่น แตงกวา ผักกาด ผักบุ้ง แครอท หัวไชเท้า หญ้าทะเล สาหร่ายทะเล หรือสัตว์ทะเลอื่นๆ เช่น หมึก แมงกะพรุน เป็นต้น โดยให้ปริมาณประมาณ 3-5% ของน้ำหนักตัว แต่ในช่วงที่เต่ากำลังพักฟื้นจากอาการป่วยควรให้กินเต็มที่ คือให้อาหารเพิ่มเรื่อยๆ จนกว่าเต่าจะหยุดกิน เพื่อให้เต่าได้รับสารอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด และหากเต่าไม่กินอาหารมากกว่า 5 วัน จำเป็นจะต้องทำการป้อนอาหาร โดยอาจป้อนอาหารเป็นชิ้นๆ หรืออาจปั่นแล้วป้อนทางสายยางป้อนอาหารก็ได้ ทั้งนี้ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกครั้งหลังจากที่เต่ากินอาหารเสร็จ เพื่อไม่ให้น้ำเน่าเสีย และเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อของบาดแผล

การให้ยา
​          เช่นเดียวกับการรักษาพยาบาลในมนุษย์ ในการรักษาพยาบาลเต่าทะเลบางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องมีการให้ยาเพื่อให้หายเร็วขึ้น ซึ่งการใช้ยาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะกำหนดการใช้ยาตายตัวสำหรับให้นำไปใช้ในเต่าป่วยทุกตัวทุกครั้งเหมือนๆ กัน จึงควรควรปรึกษาสัตวแพทย์ หรืออย่างน้อย แพทย์ที่มีความรู้เรื่องการใช้ยาดังกล่าวก่อนการใช้ทุกครั้งถ้าเป็นไปได้ เพราะหากใช้ยาผิดชนิด ผิดขนาด หรือให้ผิดวิธี อาจทำให้เต่าเสียชีวิตได้

การจัดการกับตัวอย่างตาย (carcass disposal)
​          สำหรับตัวอย่างเกยตื้นที่ตายแล้ว ไม่มีความยุ่งยากสำหรับตัวอย่างขนาดเล็ก (2-3 เมตร) ใช้รถกระบะในการลำเลียง ส่วนตัวใหญ่มากต้องฝังหรือลากออกไปทิ้งในทะเลโดยเตรียมอุปกรณ์ภาคสนามในการรับซาก จัดพาหนะให้เหมาะสมกับขนาดตัวอย่าง โดยทั่วไปใช้รถกะบะตอนเดียว พร้อมเจ้าหน้าที่ 2-3 คน อุปกรณ์ที่ควรเตรียมไปด้วย คือกล่องเครื่องมือ ซึ่งประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายอย่าง เช่น ขวดเก็บตัวอย่างเพื่อศึกษา DNA สายวัด/เทปวัด มีดผ่าตัดพร้อมใบมีด ปากคีบ (forceps) ต่างขนาด 2-3 อัน หลอดเก็บตัวอย่าง ปากกาเมจิกชนิดกันน้ำ กระดาษเลเบล กรรไกร คัทเตอร์ ถุงมือคานหาม 1 อันรองเท้าบูท เชือกสำหรับผูกตัวอย่างกับกระบะรถผ้าใบ/กระสอบป่าน ปิดคลุมตัวอย่างกระบะ/ถังแช่เย็นตัวอย่าง (กรณีตัวอย่างเล็ก) รวมถึงวัสดุปลีกย่อยอื่นๆ สบู่สำหรับล้างมือ ชุดสำหรับเปลี่ยนในกรณีตัวอย่างใหญ่เน่าซึ่งลอยอยู่ในทะเล ในกรณีต้องการรักษาความสดของตัวอย่างในขณะลำเลียงควรใส่น้ำแข็งและเกลือเม็ดเพื่อช่วยให้ตัวอย่างสดอยู่เสมอ ก่อนการชันสูตรซาก หากตัวอย่างสดและไม่สามารถไปรับซากได้ทันที ควรติดต่อประสานงานให้กับคนในพื้นที่ฝากแช่แข็งตัวอย่างในห้องเย็น เช่น ห้องเย็นขององค์การสะพานปลา ห้องเย็นของแพปลา หรือโรงงาน หากตัวอย่างไม่สดมากพอที่จะเก็บในห้องเย็นได้ ให้จัดการแช่ตัวอย่างด้วยน้ำแข็ง (ผสมเกลือ) ในบ่อหรือถัง หากไม่มีบ่อหรือถังและมีพื้นที่ที่ติดหาดทรายให้ขุดหลุมลึกพอใส่ตัวอย่างปูพื้นด้วยผ้าใบแล้วแช่ตัวอย่างด้วยน้ำแข็ง (ผสมเกลือ)

การชันสูตรซาก (necropsy) มีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้

     1. ถ่ายรูปลักษณะภายนอกทั้งด้านบน ด้านข้าง และด้านท้อง ลักษณะสี ลาย และจุดตามลำตัว รวมทั้งตำหนิภายนอกและบาดแผล ตรวจลักษณะภายนอกโดยละเอียด เช่นบาดแผล รอยช้ำ พยาธิ หรือสัตว์ที่เกาะ เช่นเพรียง และอื่นๆหากพบพยาธิให้ดองด้วยแอลกอออล์ความเข้มข้น 10% ส่วนลักษณะบาดแผล รอยช้ำ และอื่นๆ ให้บันทึกตำแหน่งไว้ใน Data sheet

     2. เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อไว้เพื่อวิเคราะห์ DNA ด้วย absolute alcohol ส่วนที่ดีที่สุดคือผิวหนังสีดำด้านนอก หากไม่มีให้เก็บเนื้อหรืออวัยวะอื่นๆแทนได้ เช่น ตับ เนื้อ

     3. ชั่งน้ำหนักของตัวอย่างทั้งตัว

     4. วัดขนาดตามแบบบันทึกข้อมูลเช่น ความยาวลำตัว รอบตัว

     5. การผ่า โดยทั่วไป จะเริ่มผ่าซากจากแนวด้านล่างเปิดส่วนของกระดองท้องออกและบันทึกลักษณะต่างๆ ของอวัยวะภายใน เช่น สี รอยช้ำ วัดความกว้าง ความยาว ชั่งน้ำหนักอวัยวะภายในแต่ละชิ้นตรวจดูพยาธิ (หากพบพยาธิให้ดองในแอลกอออล์ 10%) และตรวจพยาธิในช่องทางเดินหายใจ (จากปลายรูจมูก หรือ blowhole เข้าไปด้านใน)ส่วนของกระเพาะ ชั่งน้ำหนักอาหารในกระเพาะ และดองในน้ำยาฟอร์มาลีน 10% เพื่อไว้แยกชนิดอาหารที่ตัวอย่างกินต่อไป

     6. สำหรับตัวอย่างที่ตายใหม่ๆ ควรเก็บชิ้นส่วนเนื้อเยื่อเพื่อวิเคราะห์ด้านพยาธิวิทยาโดยใช้เนื้อเยื่อทุกส่วนที่สามารถเก็บได้ เช่น หนัง เนื้อ อวัยวะภายในทุกชิ้น เก็บเนื้อเยื่อชิ้นละประมาณ 1X1 เซนติเมตร ดองในน้ำยาฟอร์มาลีน 10%

     7. การเก็บเนื้อเยื่อทุกส่วนรวมทั้งอวัยวะภายในเพื่อหาโลหะหนัก และสารตกค้างแต่ละชิ้นให้มีขนาดประมาณ 3-5 x 3-5 เซนติเมตร แล้วแช่แข็งที่อุณหภูมิ -80 องศาเซลเซียส เพื่อรอการวิเคราะห์ต่อไป

     8. การเก็บชิ้นเนื้อส่วนสำคัญอื่นๆ อาทิ ฟันเพื่อศึกษาอายุ รังไข่และมดลูกหรืออัณฑะเพื่อศึกษาการเจริญพันธุ์ (รังไข่และอัณฑะตัดตรงกลางขนาด 1x1 เซนติเมตร แล้วดองในน้ำยาฟอร์มาลีน 10%)หากทำได้ให้แยกชั่งน้ำหนัก เนื้อชั้นไขมัน กระดูก อวัยวะภายใน และโครงกระดูก

     9. ถ่ายรูปอวัยวะภายใน และส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะที่เห็นว่าผิดปกติ

การฝังซากและเก็บโครงกระดูก
          กรณีที่ไม่สะดวกในการชันสูตรซาก เช่น ตัวอย่างเน่ามาก หรือไม่มีบุคลากร วิธีที่ดำเนินการสะดวกที่สุดคือการฝัง สถานที่ที่ฝังควรเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงก่อนฝังควรตัดครีบหน้าและครีบหลังทั้งสองข้างห่อด้วยอวนตาละเอียด แล้วจึงค่อยห่อรวมกับลำตัวอีกครั้ง เนื่องจากกระดูกครีบหากห่อรวมกันไปอาจทำให้สูญหายได้เวลาขุดซาก ในกรณีตัวอย่างใหญ่ควรผ่าท้องตัวอย่างก่อนห่อด้วยเนื้ออวน เพื่อให้ส่วนของ เนื้อ หนัง อวัยวะภายในเน่าและย่อยสลายเร็ว ผูกหัวท้ายอวนให้เรียบร้อย ทำเครื่องหมายโดยใช้เชือกไนลอนผูกกับปลายด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้านแล้วปล่อยเชือกให้เหนือหลุมกลบ เพื่อใช้เป็นเครื่องหมาย ในการติดตามโครงกระดูกภายหลัง พร้อมทั้งบันทึกถ่ายภาพ หรือวาดสถานที่ที่ฝังกลบตัวอย่าง เพื่อบอกตำแหน่งที่ฟังได้ชัดเจน หรืออาจทำป้ายปักไว้ (ส่วนใหญ่ป้ายมักหาย หรือชำรุด แล้วหาไม่พบ) ไม่ควรฝังนานเกิน 1 ปี เพราะหากฝังตัวอย่างไว้นานเกินไป นอกจากโครงกระดูกจะผุกร่อนแล้ว รากไม้ยังชอนไชทำให้กระดูกเสียหายได้อีกด้วย

การเก็บรักษากระดูก
​          เนื่องจากบ้านเรามีอากาศร้อนชื้น แม้ว่าจะเก็บรักษาโครงกระดูกไว้ในอาคารก็ตาม กระดูกที่เก็บมักมีราขึ้น กระดูกตัวอย่างใหญ่ มักมีไขมันออกมาเสมอ เคยทดลองแช่กระดูกในน้ำที่มีสารละลายคอปเปอร์ แต่ไม่สามารถยับยั้งเชื้อราได้ อย่างไรก็ตามกระดูกที่ได้ลงหมายเลขแล้ว ควรเก็บไว้ในกล่อง และวางไว้ในสถานที่ที่แห้งในตัวอาคารที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก โครงกระดูกที่แห้งมากที่จัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์แม้จะไม่มีเชื้อราขึ้นแต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งจะถูกฝุ่นละออกจับเป็นคราบดำและยากแก่การทำความสะอาด