กัดเซาะชายฝั่ง สารสนเทศอื่นๆ สารสนเทศอื่นๆ

แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหา

แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 แนวทาง คือ

1. การแก้ไขปัญหาโดยการใช้ธรรมชาติ
ได้แก่ การฟื้นฟูป่าชายเลน ป่าชายหาด ปะการังและหญ้าทะเล ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์

2. การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะแบบไม่ใช้โครงสร้าง
วิธีการนี้เหมาะสำหรับบริเวณชายฝั่งที่มีชุมชนอาศัยไม่หนาแน่นและมีปัญหาการกัดเซาะที่ไม่รุนแรง ได้แก่
   2.1 การปลูกพืช
   2.2 การเสริมทรายชายหาด
   2.3 ไส้กรอกทราย
   2.4 ปักแนวไม้ไผ่กันคลื่น

3. การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างทางวิศวกรรม
วิธีการนี้เป็นการแก้ไขโดยการสลายพลังงานของคลื่นที่เหมาะสม หรือเพื่อช่วยดักตะกอนเลนทรายชายฝั่งและช่วยยึดแนวชายฝั่ง แนวทางการแก้ไขปัญหานี้เหมาะสำหรับบริเวณชายฝั่งที่มีปัญหาถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง แต่มักจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง ทำให้เกิดการกัดเซาะต่อเนื่อง ได้แก่
   3.1 กำแพงป้องกันคลื่น (Seawall)
   3.2 คันดักทราย (Groin)
   3.3 เขื่อนกันคลื่น (Breakwater)
   3.4 เขื่อนกันทรายและคลื่น (Jetty)
   3.5 หัวหาด (Head Land)

4. การใช้มาตรการควบคุมทางกฏหมายและการใช้ประโยชน์ที่ดินชายฝั่งให้เหมาะสม
ต้องใช้การบูรณาการร่วมกันจากทุกภาคีที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการร่วมกันแก้ไขปัญหา

ข้อดีและข้อจำกัดของรูปแบบการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

รูปแบบการแก้ไขปัญหา การกัดเซาะชายฝั่ง ข้อดี ข้อจำกัด
การปลูกพืช - ชุมชนชายฝั่งทะเลสามารถดำเนินการได้เองตั้งแต่ปลูกซ่อม และบำรุงรักษา
- มีสภาพภูมิทัศน์สวยงามร่มรื่นเหมาะแก่การท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ
- เป็นการเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น
- เหมาะสมกับพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีคลื่นลมไม่รุนแรง - ต้องคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้พื้นถิ่นที่มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ี่
การเสริมทรายชายหาด - ช่วยรักษาทัศนียภาพบริเวณชายหาดให้สวยงามคงสภาพเดิม
- เป็นการเพิ่มพื้นที่ชายหาดให้สามารถใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น
- ช่วยป้องกันอาคารและวิ่งปลูกสร้างบริเวณชายหาดจากการกัดเซาะได้ระดับหนึ่ง
- ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางกายภาพและระบบนิเวศของแหล่งทรายเดิม
- ยังไม่สามารถหยุดยั้งการกัดเซาะที่เกิดขึ้น ต้องเพิ่มเติมทรายหลายครั้ง
- เป็นวิธีการที่ไม่ถาวร
ปักแนวไม้ไผ่กันคลื่น - เป็นการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านมีความสอดคล้องไปกับสภาพภูมิทัศน์ธรรมชาติ
- เป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
- ราคาถูก ทำได้ง่ายกว่า เพราะใช้แรงคนงาน
- ช่วยเป็นแหล่งหาอาหารของสัตว์น้ำ
- เป็นแนวป้องกันเรือประมงบางประเภท
- มีผลกระทบกับพื้นที่ข้างเคียงน้อยมาก
- ทำให้เกิดมลภาวะทางน้ำ เมื่อไม้ไผ่เหล่านั้นเริ่มผุสลาย
- ใช้วัสดุที่มีอายุการใช้งานสั้นทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการปักซ่อมแซมอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ
- เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีคลื่นลมไม่รุนแรงและเป็นหาดเลนหรือหาดโคลน
- แนวไม้ไผ่ที่ปักหรือซากไม้ไผ่ที่หักผุพังเป็นสิ่งกีดขวางและทำให้เกิดอันตรายกับชาวประมงท้องถิ่น
ไส้กรอกทราย - ลดแรงคลื่นบริเวณหลังไส้กรอกทราย
- ลดแรงคลื่นเข้าหาฝั่งได้ดี ทำให้ลดการกัดเซาะลงได้
- เหมาะสำหรับชายฝั่งทะเลที่เป็นหาดเลนหรือหาดโคลนเนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่าการใช้หินทำให้อัตราการจมตัวช้ากว่า จึงไม่ต้องเสริมความสูงบ่อยๆ
- การติดตั้งเคลื่อนย้ายทำได้รวดเร็ว จึงสามารถใช้ป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่เร่งด่วนได้ก่อน
- ส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรมประมงชายฝั่ง
- เมื่อไส้กรอกทรายแตก จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหาดเลนอย่างรุนแรง
- ทำให้การสัญจรทางน้ำทำได้ลำบากขึ้น เนื่องจากมีไส้กรอกทรายใต้น้ำ
- ไส้กรอกทรายไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำประมงชายฝั่ง เนื่องจากชาวบ้านใช้ไส้กรอกทรายเป็นที่จอดพักเรือ ทิ้งเสมอ ติดไฟปรุงอาหาร ซึ่งอาจเป็นผลให้ไส้กรอกทรายได้รับความเสียหาย
กำแพงป้องกันตลิ่ง (Seawall) / กำแพงหินทิ้ง (Revetment) - สามารถป้องกันการกัดเซาะได้ถาวร
- สามารถดูดซับพลังงานคลื่นได้ดี
- ค่าบำรุงรักษาต่ำ
- ชุมชนหรือองค์กรท้องถิ่นสามารถดำเนินการเองได้
- ไม่สามารถใช้ประโยชน์หน้าหาดเนื่องจากไม่มีทราย
- ราคาก่อสร้างแพงและไม่สวยงาม
- จะเกิดปัญหาการทรุดตัวของกำแพงในระยะยาว
คันดักทราย (Groin) - เกิดการทับถมของทราย
- เป็นที่กำบังคลื่นลม
- สามารถสลายพลังงานคลื่นได้
- ป้องกันการพัดพาตะกอนทรายออกนอกชายฝั่ง 
- ปิดบังทัศนียภาพของชายหาด
- แนวรอดักทรายแบบแนวตรงซึ่งตั้งฉากกับแนวชายฝั่งทะเลสามารถสลายพลังงานคลื่นได้เพียงบางส่วน
- เป็นอุปสรรคในการใช้พื้นที่บริเวณชายฝั่ง
- อาจเป็นอันตรายต่อการเดินเรือโดยเฉพาะเรือประมงชายฝั่งขนาดเล็ก
เขื่อนกันคลื่น (Breakwater) - สามารถลดกำลังสลายพลังงานคลื่นได้ดี
- ป้องกันการกัดเซาะที่ถาวร
- ช่วยพัฒนาชายหาดให้เกิดการสะสมตะกอนทราย
- ช่วยลดอิทธิพลของกระแสน้ำชายฝั่งได้โดยปฏิกิริยาการสะท้อนของคลื่นจากตัวเขื่อน
- อาจมีคลื่นผ่านบริเวณช่องว่างระหว่างเขื่อนได้
- ปิดบังทัศนียภาพไม่สวยงาม
- กีดขวางการเดินเรือ

- ค่าใช้จ่ายสูง และการก่อสร้างยุ่งยากมาก
เขื่อนกันทรายและคลื่น (Jetty) - ช่วยรักษาร่องน้ำเดินเรือให้สามารถใช้งานได้ตลอดปี
- พื้นที่หลังแนวเขื่อนเป็นที่หลบคลื่นลมและพายุที่รุนแรง
- การวางตัวตั้งฉากกับแนวชายฝั่งทะเลทำให้เกิดการขาดแคลนทรายและการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณด้านท้ายน้ำ
- แนวชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะต้องใช้เวลานานในการปรับตัวเข้าสู่สมดุลธรรมชาติ
- ทัศนียภาพของชายฝั่งทะเลไม่สวยงาม
- เป็นอุปสรรคในการใช้พื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลและอาจเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ
หัวหาด (Head Land) - โครงสร้างบนชายหาดน้อย ไม่เสียทัศนียภาพมากนัก
- ช่วยลดความรุนแรงในการแตกตัวของคลื่นก่อนที่คลื่นจะเคลื่อนตัวมาถึงชายหาด
- ถ้าระยะระหว่างกองหินหัวหาดห่างกันมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดการกัดเซาะพื้นที่บริเวณที่อยู่ระหว่างกลางกองหินหัวหาดได้อีก