ระบบนิเวศชายหาด

หาดทรายเป็นระบบนิเวศน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา ด้วยอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความเค็ม แสดงแดด การสูญเสียน้ำของสิ่งมีชีวิต และผลต่อปริมาณออกซิเจนที่จะได้รับ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อช่วงเวลาการหาอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตามหาดทราย หาดทรายยังเป็นแหล่งเชื่อมโยงระบบห่วงโซ่อาหารที่ซับซ้อนในสถานะของผู้ผลิตและผู้บริโภค

เป็นการยากที่จะจำแนกกลุ่มสิ่งมีชีวิตตามหาดทรายได้อย่างถูกต้อง นอกเหนือจากสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากแล้ว อาจจำแนกสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามหาดทรายเป็นกลุ่มๆ ได้แก่ หนอนทะเล หอย กุ้ง และปู และสัตว์มีกระดูกสันหลัง สัตว์บางชนิดก็คุ้นเคยกันดี แต่บางชนิดอาจจะเคยเห็นแต่ไม่รู้จัก ซึ่งในที่นี้นำมาแสดงไว้เพียงบางส่วน เช่น

หนอนทะเล สัตว์ที่มีลำตัวยาวเป็นปล้อง ผุดโผล่อยู่ในทรายตามริมหาด คือ หนอนทะเล ที่รู้จักกันว่า หนอนปล้อง มีอยู่หลายชนิด เช่น หนอนถั่ว ไส้เดือนทะเล ที่ขุดขึ้นมากองอยู่ตามพื้น บางทีเรียก แม่เพรียงทราย นอกจากนี้มีพวกที่ไม่คุ้นชื่อ เช่น หนอนลูกโอ๊ค และ หนอนท่อกระดาษ โดยที่สัตว์เหล่านี้จะฝังตัวในทราย ซึ่งสังเกตได้จากกองมูลที่มันขับออกมาอยู่บนพื้นทราย บางชนิดสร้างท่อด้วยทรายหรือเปลือกหอยที่ยื่นโผล่ขึ้นมา และบางครั้งอาจเห็นมีหนวดยาวแผ่ปกคลุมผิวทรายเพื่ออาหาร เมื่อถูกรบกวนก็ดึงหนวดกลับอย่างรวดเร็วแล้วหายไปในรู (Collins, J., 1994) สัตว์ในกลุ่มนี้มีทั้งที่เป็นผู้ล่าและที่ดำรงชีวิตด้วยอินทรียสารที่อยู่ตามพื้นทรายหรือที่กระแสน้ำพามา

หอย ตามหาดทรายมีทั้งชนิด ฝาเดียว และ สองฝา

หอยฝาเดียว มีเปลือกม้วนเป็นขดเกลียว เช่น หอยทับทิม จะครูด หาอาหารและทิ้งริ้วรอยไว้ตามพื้นทราย

หอยสองฝา มีเปลือกประกบกัน ชอบฝั่งตัวอยู่ใต้พื้นทราย เช่น หอยตลับ ที่ชาวบ้านจับด้วยคลาดลากไปตามพื้นทราย หอยบางชนิดฝั่งตัวอยู่ในทรายลึกกว่า 30 เซนติเมตร นอกจากหอยตลับแล้วที่รู้จักกันดี เช่น หอยเสียบ และที่อยู่ตามสันดอนทราย เช่น หอยปากเป็ด หอยปะ หอยกินอาหารโดยการกรองอินทรียสารและรับออกซิเจนจากน้ำทะเลผ่านท่อไซฟอน (Collins, J., 1994)

กุ้งและปู ตามหาดทรายมีสัตว์ตัวเล็กๆ วิ่งเร็วมาก นั่นคือ ปูลม มีอยู่หลายชนิด ชอบขุดรูตามหาดทรายที่พ้นจากระดับน้ำทะเล ออกหากินในตอนกลางคืน บ่อยครั้งที่พบกับสัตว์ที่ทำตัวกลมกลืนไปกับทราย เมื่อน้ำทะเลปะทะกับลำตัวจะเห็นสายน้ำแยกออก ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็น จักจั่นทะเล มีเปลือกและขาคล้ายกุ้ง ชอบฝังตัวอยู่ริมน้ำชายหาดที่มีคลื่นซัด ส่วนปูเสฉวนก็พบได้บ่อยครั้งที่เห็นเป็นตัวนิ่มๆ คลานหาบ้านหลังใหม่ที่เป็นเปลือกหอยหรือเศษวัสดุตามหาดทราย

สัตว์ที่แวะเวียนมาแถวริมทะเลชายหาดอยู่เสมอ เพื่อใช้เขตน้ำตื้นเป็นที่หลบหลีกการล่าจากสัตว์ใหญ่ ได้แก่ ดาวทะเล กุ้งเคย ลูกกุ้ง ลูกปลา เป็นต้น และแมงดาทะเลที่มากันเป็นฝูงเพื่อวางไข่ตามริมชายหาดในตอนกลางคืน แต่ไม่วายที่ไข่และลูกๆ ถูกสัตว์อื่นกินไปเกือบหมด

หาดทรายสายใยอาหาร

สัตว์น้อยใหญ่ตามหาดทรายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารของระบบนิเวศทางทะเล หนอนและหอยกินอินทรียสาร เช่น หอยครูดกินสาหร่าย หรือหนอนทะเลบางชนิดที่ใช้หนวดจับกินแพลงก์ตอน ลำดับต่อมาสัตว์ใหญ่ เช่น ปู ปลา แมงดาทะเล นก ฯลฯ เหล่านี้ และตามด้วยสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ เช่น เต่า ฉลาม เหยี่ยว ที่จับสัตว์ขนาดเล็กกินเป็นลำดับสุดท้ายของห่วงโซ่อาหาร

ลูกเต่าทะเล ในการฟูมฟักของหาดทราย แม่เต่าทะเลเลือกหาดทรายที่เงียบสงบในค่ำคืนที่น้ำขึ้นสูงสุด เพื่อไม่ให้น้ำทะเลไหลซึมเข้าหลุมไข่ เต่ากระ เต่าตนุ และเต่าหญ้า จะขุดหลุมวางไข่ลึก 30-50 เซนติเมตร แต่เต่ามะเฟืองจะขุดลึกถึง 60-80 เซนติเมตร จากนั้นวางไข่ลงหลุม 70-150 ฟองใช้เวลา 20-30 นาที แม่เต่าจะใช้ขาหลังกลบหลุมและกลบทรายปิดหลุมจนสนิท และกลับลงสู่ทะเล โดยไม่กลับมาดูไข่เต่าอีกเลย การฟักของลูกเต่าจึงตกเป็นหน้าที่ของหาดทราย โดยได้รับความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์ เวลาผ่านไป 50-55 วัน ลูกเต่าตัวน้อยก็กำเนิดออกมา ลูกเต่าแย่งกันขึ้นจากหลุมออกสู่ทะเลไป หาดทรายจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของเต่าทะเล

หาดทราย เป็นปัจจัยพื้นฐานก่อเกิดสายใยอาหาร โดยมีมนุษย์เป็นอยู่สูงสุดของสายใยอาหารนี้ แต่ระบบที่บอบบางของหาดทรายจึงอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกคุกคามโดยมนุษย์

ที่มา : หาดทราย คุณค่า...ชีวิตที่ถูกลืม, 2554, โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ กรณีการใช้ประโยชน์หาดทรายและการอนุรักษ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์