กำเนิดชายหาด

ที่มาของชายหาด เกิดจากการสะสม พัดพา เคลื่อนที่ของตะกอนทั้ง ตะกอนดินที่มีอนุภาคขนาดเล็กและเม็ดทรายที่มีหลากหลายขนาด โดยมีคลื่น กระแสลมและกระแสน้ำเป็นผู้ปรับแต่งให้เกิดชายหาดในลักษณะที่แตกต่างกันตามแต่ภูมิประเทศและแหล่งกำเนิดของชายหาดลักษณะการเกิดของชายหาดในแต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะที่มาของชายหาดประเภท "หาดทราย"โดยมีรายละเอียดของแต่ละชนิด ดังนี้

1. สันดอนทรายปากแม่น้ำ

ปากแม่น้ำเป็นแหล่งสะสมทราย (skinks) ขนาดใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งให้ทราย (Sources) แก่ชายหาดที่สำคัญ (Sourensen,R,M.,1991) กระบวนการเกิดและสลายของสันดอนทราย (Bar) ที่ปากแม่น้ำนั้นมีความซับซ้อนมาก อันเนื่องมาจากอิทธิพลของ 3 ปัจจัยหลัก คือ น้ำท่า (runoff) น้ำขึ้นน้ำลง และคลื่นที่กระทำกันตลอดเวลา สันดอนทรายมี 2 ลักษณะใหญ่ คือ

แบบที่ 1 หาดสันดอนปากแม่น้ำ (barrier beaches) ที่ทอดตัวยาวขนานกับชายฝั่ง เกิดจากทรายที่พัดพามาตามชายฝั่งกองกันอยู่ที่ปากแม่น้ำและน้ำท่าไม่มากพอที่จะดันให้สันดอนนั้นหลุดออกได้ จึงไหล่เลาะไปตามแนวชายฝั่ง แต่เมื่อยามใดทรายที่มาหล่อเลี้ยงชายฝั่งลดลง น้ำท่าปริมาณมากก็จะผลักดันให้หาดสันดอนนั้นขาดออก ซึ่งภาษาท้องถิ่นภาคใต้เรียกว่า “วะแตก” (breaching)

แบบที่ 2 สันดอนปากแม่น้ำ (bars) เกิดจากทรายที่ถูกพัดพามาตามชายฝั่งตกทับถมกันอยู่ทางใต้ของกระแสคลื่น (downdrift coast) ที่บริเวณปากแม่น้ำ เมื่อรวมกับทรายที่ไหลมาจากแม่น้ำ จึงสะสมเพิ่มขึ้นกลายเป็นสันดอนทรายขนาดใหญ่ที่ชายฝั่ง เช่น ปากแม่น้ำตรัง

ปากคลองสะกอม จ.สงขลา พ.ศ. 2538

ปากคลองสะกอม จ.สงขลา พ.ศ. 2538 ที่มา กรมแผนที่ทหาร

Whitehaven Beach,Airlie Beach, Australia

Whitehaven Beach,Airlie Beach, Australia ที่มา www.tripadvisor.com/TravelersChoice-Beaches-cTop-g1

2. สันดอนจะงอย (แหลมทราย)

สันดอนจะงอยมีลักษณะยื่นออกไปในทะเล เช่น บริเวณแหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช และแหลมตาชี จังหวัดปัตตานี ซึ่งเกิดจากสมดุลระหว่างการสะสมตัวของตะกอนที่มาจากแม่น้ำและการเคลื่อนที่ของทรายชายฝั่ง โดยทั่วไปแล้วสันดอนจะงอยจะเกิดในบริเวณที่แนวชายฝั่งเบี่ยงเบนฉับพลันหรือยื่นออก (A.M.Muir Wood, 1969) ทำให้ทรายตกทับถมได้ดี และถ้าตะกอนทรายมีปริมาณมากพอ สันดอนจะงอยจะยื่นยาวออกไปไกล ซึ่งทิศทางของปลายสันดอนจะงอยของแหลมตะลุมพุกและแหลมตาชี แสดงถึงการเคลื่อนที่ของกระแสน้ำชายฝั่งโดยที่อ่าวไทยภาคใต้ตอนล่างมีตะกอนทรายเคลื่อนที่สุทธิไปทางทิศเหนือในอัตราระหว่าง 170,000-1,000,000 ลบ.ม./ปี (TUDelf, 1996)

หาดทรายชายฝั่งเป็นปราการธรรมชาติอย่างดี ที่ทำให้คลื่นลมในอ่าวด้านในของสันดอนจะงอยไม่รุนแรง จึงเกิดพื้นที่ป่าชายเลนขนาดใหญ่อยู่ด้านในอ่าว กระบวนการนี้จะทำให้แผ่นดินกว้างใหญ่ออกไป การรบกวนสมดุลของธรรมชาติไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามย่อมส่งผลเสียหายต่อพัฒนาการและเสถียรภาพของสันดอนจะงอย

แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช

แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช

แหลมตาชี จ.ปัตตานี

แหลมตาชี จ.ปัตตานี

3. เนินทรายชายฝั่ง (Coastal sand dunes)

เนินทรายชายฝั่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการป้องกันหาดทรายและพื้นที่ด้านหลังจากคลื่นและลม เนินทรายที่สูงใหญ่และมีหลายแนวขนานไปกับชายฝั่งที่จะเกิดขึ้นได้ต้องมีปัจจัยที่พร้อมมูลหลายอย่าง อาทิ พื้นที่หาดต้องกว้างพอที่เมื่อน้ำลงแล้ว ทรายจะแห้งให้ลมหอบทรายขึ้นไปได้ มีแหล่งให้ทรายจำนวนมากที่มาพอกพูนภูมิประเทศที่เหมาะสม คือ ชายหาดที่อยู่ไม่ไกลจากปากแม่น้ำที่เป็นแหล่งสะสมของทรายจำนวนมาก เม็ดทรายต้องมีขนาดพอเหมาะที่ลมสามารถหอบไปกองสูงขึ้นไปได้ ชายทะเลที่เปิดกว้างไม่มีเกาะแก่ง ลมและคลื่นก็ทำหน้าที่ได้เต็มที่ ในการสร้างเนินทรายให้สูงใหญ่ และเมื่อรวมกับปัจจัยอื่นๆ ข้างต้นแล้ว เนินทรายบางแห่งสูงได้นับสิบเมตร เช่น สันทรายบางเบิด จังหวัดชุมพร ที่มีเนินทรายสูงถึง 15 เมตร (กรมทรัพยากรธรณี, 2554)

การเกิดเนินทรายเป็นแนวยาวนั้น เม็ดทรายต้องเคลื่อนที่ไปในลักษณะกระดอน (saltation) จากแรงลมที่พัดทรายไปในทิศทางเดียวกัน ทรายเม็ดใหญ่ก็จะกลิ้งไปตามพื้น กระบวนการทั้งหมดนี้ความเร็วที่พอเหมาะต้องอยู่ระหว่าง 10-20 ไมล์/ชั่วโมง และพัดนานเป็นฤดูกาลอยู่หลายๆ เดือน

นินทรายชายฝั่งบ้านไร่ อ.จะนะ จ.สงขลา ปี 2547

เนินทรายชายฝั่งบ้านไร่ อ.จะนะ จ.สงขลา ปี 2547

เนินทรายชายฝั่งบ้านสวนกง อ.จะนะ จ.สงขลา ปี 2553

เนินทรายชายฝั่งบ้านสวนกง อ.จะนะ จ.สงขลา ปี 2553

4. เนินทรายเคลื่อนตัว

เมื่อเกิดเนินทรายแรกแล้ว ลมพัดเม็ดทรายให้ปลิวต่อและไปตกที่ข้างหลังเรื่อยๆ ทำให้กองเนินทรายแรกที่ค่อยๆ เคลื่อนลึกเข้าไปในแผ่นดิน เนินทรายหน้าลูกใหม่ก็พัฒนาขึ้น กระบวนการนี้ดำเนินการต่อไปไม่รู้จบนับพันๆ ปี จนเกิดเป็นเนินทรายที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 กระทั่งหมดฤทธิ์แรงลม ระหว่างเนินทรายมีร่องเรียกว่า “ลำราง” ที่ทำหน้าที่ระบายน้ำฝนออกสู่ชายฝั่ง

เนินทรายเคลื่อนตัว

พัฒนาการก่อกำเนิดเนินทราย, ที่มา : Alma E. Guinese, 1977

5. เนินทรายลูกอ่อน

ในฤดูแล้งน้ำทะเลจะลดลงจนหาดกว้าง ทรายที่แห้งแล้วลมก็พัดขึ้นไปเป็นเนินทรายลูกอ่อน (embryo dune) อยู่ด้านหน้า ซ่อมแซมเนินทรายเดิมที่ถูกกัดเซาะไปในช่วงฤดูมรสุม และวนเวียนไปแบบนี้เรื่อยๆ เนินทรายลูกอ่อนค่อยๆ พัฒนาเป็นเนินทรายหน้า (front dune) หรือยังไม่ทันโตก็ตายเสียก่อนหากฤดูมรสุมถัดมาแรงเกินไป

การพอกพูนของเนินทรายอาจไม่เกิดขึ้นได้จากเม็ดทรายล้วนๆ แรกเริ่มจะต้องมี “ขยะทะเล” ที่คลื่นซัดมากองตามแนวบนสุดของน้ำขึ้น ขยะทะเลนี้นอกจากเป็นกับดักทรายที่ถูกพัดตกลงมาแล้ว ที่เป็นซากพืชซากสัตว์ก็กลายเป็นปุ๋ยให้หญ้าชายหาดงอกงามขึ้นปกคลุมและตรึงทรายเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง หญ้าชายหาดเหล่านี้นอกจากต้องทนทานแดด ลม ไอน้ำเค็ม และแรงเสียดสีของเม็ดทรายแล้ว ยังโตเร็วเพื่องอกให้พ้นทรายตลอดเวลา มีรากยาวลึกและเหง้าที่แผ่ออกไปข้างๆ ทำให้เนินทรายสูงขึ้นและแผ่กว้างออกไป

นินทรายลูกอ่อนที่ Great Par. St Martins Scilly

นินทรายลูกอ่อนที่ Great Par. St Martins Scilly

ร่องรอยเนินทรายชายฝั่งสะกอมที่ถูกกัดเซาะ

ร่องรอยเนินทรายชายฝั่งสะกอมที่ถูกกัดเซาะ

ที่มา : หาดทราย คุณค่า...ชีวิตที่ถูกลืม, 2554, โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ กรณีการใช้ประโยชน์หาดทรายและการอนุรักษ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์