รายงานสรุปผลการช่วยเหลือและผลการชันสูตรซากลูกพะยูนยามีล

1. ประวัติ "ชื่อ ยามีล" เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานนาม เป็นภาษายาวีที่ แปลว่า ชายรูปงามแห่งท้องทะเล) เนื่องจากลูกพะยูนเป็นตัวผู้ วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เจ้าหน้าที่กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ศวทม.ภูเก็ต)  ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สบทช. 9  เข้าพื้นที่บริเวณบ้านบ่อม่วง ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เพื่อช่วยเหลือลูกพะยูนพลัดหลงเกยตื้น โดยมีชาวบ้านในพื้นที่บ้านบ่อม่วงและเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง กระบี่ (PIPO กระบี่)  ร่วมกันให้การดูแลเบื้องต้นก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจร่างกายพบ ลูกพะยูน เพศผู้ ขนาดความยาวตัว 111 เซนติเมตร รอบตัว 66 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 25 กิโลกรัม อัตราการเต้นหัวใจ 67 ครั้งต่อนาที อัตราการหายใจ 4 ครั้งต่อ 5 นาที  สภาพร่างกายอ่อนแรงไม่สามารถประคองตัวได้ มีรอยแผลฉกรรจ์ตามร่างกาย เจ้าหน้าที่ได้ป้อนนมปริมาณ 100 มิลลิลิตร และน้ำเปล่า 200 มิลลิลิตร จากนั้นจึงได้ดำเนินการขนย้ายมาอนุบาลรักษาที่ ศวทม.
2. สรุปรายงานสุขภาพลูกพะยูน
          การจัดการอนุบาลรักษาในบ่อเลี้ยง  การนำลูกพะยูนมาอนุบาลรักษาในบ่อเลี้ยง มีสาเหตุเนื่องจาก
          1. ลูกพะยูนมีขนาดเล็กกว่ามาเรียม อายุไม่เกิน 3 เดือน
          2. สภาพร่างกายอ่อนแรง ไม่สามารถประคองตัวเองได้ตามปกติ คาดว่าอาจจะมาจากการพลัดหลงมานาน และพบภาวะการขาดน้ำ (อาจจะต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเรื่องการติดเชื้อ)
          3. รอยแผลฉกรรจ์ภายนอกร่างกายคิดเป็นร้อยละ 50 ของสภาพภายนอก จากสภาพดังกล่าวทำให้ไม่สามารถจะอยูในธรรมชาติได้ ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล์ชิดในสภาพแวดล้อมที่สามารถควบคุมได้ การดูแลด้านสุขภาพและให้อาหารเสริม การจัดการลูกพะยูน มีแนวทางการจัดการด้านโภชนาการ ลูกพะยูนมีอายุอยู่ในช่วงไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งต้องกินนมแม่เป็นอาหารหลัก จึงต้องมีการให้นมทดแทนนมแม่ โดยมีการเลือกให้นมทดแทนของลูกสุนัข (ยี่ห้อ Esbilac) ร่วมกับ วิตามิน และแร่ธาตุ รวมถึงพลังงานทดแทน เช่น น้ำมัน และกรดอะมิโน ตามปริมาณความต้องการของลูกพะยูน ตามคู่มือ CRC Handbook of Marine Mammal Medicine การให้นมคำนวณจากความต้องการพลังงานในแต่ละวันของลูกพะยูน เสริมหญ้าทะเล เพื่อให้ลูกพะยูนสามารถเรียนรู้ในการกินหญ้าได้เองในอนาคต การจัดการด้านสุขภาพ มีการตรวจสุขภาพลูกพะยูนเป็นประจำทุกวัน โดยการตรวจสุขภาพทั่วไป วัดอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ฟังเสียงการทำงานของทางเดินอาหาร สังเกตการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระ สังเกตพฤติกรรมโดยรวมทั้งการว่ายน้ำ และการกินหญ้าทะเล การติดตามสุขภาพ ทำการตรวจร่างกายและประเมินสุขภาพรายวัน และวางแผนการตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อหาสาเหตุของการเกยตื้น และวางแผนการจัดการฟื้นฟูสุขภาพให้เกิดความเหมาะสมจากการปฏิบัติงานในช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่าสุขภาพทั่วไปแข็งแรง มีการตอบสนองต่อเจ้าหน้าที่ดี และมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการเข้าหา คนแปลกหน้า ผลการตรวจร่างกายดังนี้ ความสมบูรณ์ร่างกายอยู่ในระดับสมบูรณ์ปกติ (Body condition score 3/5 ) ลักษณะรอยด่างขาวซึ่งเกิดจากภาวะความเครียด อัตราการเต้นของหัวใจ 70 - 80 ครั้งต่อนาที ขึ้นกับพฤติกรรมของพะยูน อัตราการหายใจช่วงเวลาพัก 1-2 ครั้งใน 5 นาที อัตราการหายใจช่วงว่ายน้ำ 1-2 ครั้งใน 1 นาที การทำงานของทางเดินอาหารเป็นปกติ พบการขับถ่ายปกติในทุกๆวัน ว่ายน้ำได้ดี พฤติกรรมการกินหญ้าโดยการป้อนให้กินหญ้าใบมะกรูดพบสามารถกิน โดยเฉลี่ยให้ประมาณ 10 กรัมต่อวัน การตรวจวินิจฉัย มีดังนี้
          1) การเจาะเลือด เจ้าหน้าที่ทำการฝึกให้ลูกพะยูนคุ้นเคยกับการเจาะเลือด
          2) การเก็บอุจจาระ เจ้าหน้าที่ได้ทำการฝึกเก็บอุจจาระจากทวารเพื่อตรวจเชื้อพยาธิที่อยู่ในทางเดินอาหาร และตรวจดูเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในทางเดินอาหาร การดูแลเรื่องโภชนาการ ลูกพะยูนสามารถกินนมทดแทนได้เฉลี่ยวันละ 1,400 มิลลิลิตร (ระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2562) โดยปริมาณการกินนมสูงสุด 1,950 มิลลิลิตร
3. สรุปสถานการณ์เผชิญเหตุจนกระทั่งถึงระยะวิกฤติของลูกพะยูน (ยามิล) ตั้งแต่วันที่ 19 - 22 สิงหาคม 2562 
ประวัติอาการป่วย 
          - วันที่ 19 สิงหาคม 2562 เวลา 20.40 พบอาการว่ายอย่างเร็ว และมีการหมุนตัว ทีมหมอเฝ้าสังเกตุอาการและพบว่าช่วงประมาณ 22.00 - 24.00 มีการลอยตัวเพิ่มขึ้น ทีมแพทย์ให้ยาลดอาการอักเสบร่วมกับยากระตุ้นทางเดินอาหาร ทำให้ยามีลมีอาการดีขึ้นชั่วขณะ แต่ยามีลยังมีอาการเกร็งท้องและเพิ่มมากขึ้นในช่วงเช้า
          - วันที่ 20 สิงหาคม 2562 เวลา 07.00 ให้ยาลดปวดพร้อมสอดท่อระบายแก๊ส แต่อาการปวดไม่ลดลง จึงให้ยาลดปวดที่มีฤทธิ์สูงขึ้น พร้อมกับให้ยาปฎิชีนะต่อเนื่อง เวลา 11.00 ทำการ ultra sound พบแก๊สสะสมในบริเวณลำไส้และไม่พบการเคลื่อนตัวของลำไส้ 17.00 ให้ยาซึมและทำการ x-ray พบลำไส้เล็กมีการสะสมของแก๊สเป็นจำนวนมาก กระเพาะอาหารมีอาหารอยู่ เวลา 12.00 ทำการ x-ray โดยให้กลืนสารทึบแสง พบว่าอาหารในกระเพาะยังไม่มีการเคลื่อนตัว เช่นเดียวกับแก๊สทีอุดตันบริเวณลำไส้เล็ก จากถาพ x-ray ยังไม่เห็นการปิดกั้นของวัตถุแปลกปลอม 
          - วันที่ 21 สิงหาคม 2562 เวลา 07.00 ยามีลยังมีอาการปวดเกร็งบริเวณท้อง เจ้าหน้าที่จะทำการ x-ray อีกครั้งในช่วงเช้า พร้อมให้ยาลดอาการปวด เวลา 07.30 มีอาการหัวใจเต้นช้าลงเนื่องจาก Nerve log จากการบิดของลำไส้ ทีมแพทย์พยายามระบายแก๊ส ออกโดยใช้ท่อสอดระบายแก๊สทางปากร่วมกับการสวนทวาร และคงการให้ยาปฏิชีวนะร่วมกับกระตุ้นการทำงานของทางเดินอาหาร ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ยาลดอาการปวด ร่วมกับการนวดและประคบร้อน และเฝ้าระวังสัญญาณชีพตลอด 24 ชั่วโมง ยามีลมีภาวะความเสี่ยงในการเกิดภาวะช๊อคจากความปวดได้ โดยมีทีมเจ้าหน้าที่ช่วยกันพยุงตัวยามีลในน้ำ
          - วันที่ 21 สิงหาคม 2562 เวลา 18.58 ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตประกอบด้วยหมอเด็ก หมอศัลยกรรม หมอดมยาสลบ และหมอผู้เชี่ยวชาญด้านการ x-ray ร่วมปรึกษากับทีมสัตวแพทย์ของศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสัตวแพทย์กรม ทช รวม 12 คน ร่วมกันวินิจฉัยอาการโรคของยามีลและแนวทางการรักษา สาเหตุการป่วยยามีล เกิดจากสภาวะลำไส้หยุดทำงาน ซึ่งพบได้ในเด็ก (คน) เป็นอาการที่ลำไส้ไม่มีการเคลื่อนตัว ทำให้อาหารในระบบทางเดินอาหารไม่เคลื่อนที่ จึงเกิดการสะสมและเกิดการสร้างแก๊สขึ้นในระบบทางเดินอาหาร แก๊สที่เกิดขึ้นทำให้ผนังลำไส้บางลง เกิดการแตกของเส้นเลือดฝอยทำให้เกิดการติดเชื้อตามมา นอกจากนี้แก๊สที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบไปดันบริเวณปอดทำให้เกิดการหายใจติดขัด ทีมแพทย์พยายามระบายอาหารที่เป็นของแข็งออกจากส่วนของกระเพาะและลำไส้ ร่วมกับการให้สารอาหารและเกลือแร่ประเภทของเหลว และยาปฎิชีวนะต่อเนื่อง แต่ยามีลมีอาการคงที่ ชีพจรเต้น 50 - 70 ครั้ง การหายใจ 4 - 8 ครั้ง ต่อห้านาที มีอาการปวดเกร็งในบางครั้ง อาการโดยรวมค่อนข้างสงบ แต่ต้องมีทีมเจ้าหน้าที่ช่วยพยุงภายในบ่อ 24 ชั่วโมง
          - วันที่ 22 สิงหาคม 2562 เวลา 07.20 ยามีลยังมีการสะสมของแก๊สในกระเพาะอาหารและบริเวณลำไส้ ช่วงเช้ายามีลมีอัตราการเต้นหัวใจสูงและมีการชักเกร็ง จึงให้ยาช่วยลดอาการปวดและยาซึม จากผลการ x-ray พบว่าอาหารส่วนที่เป็นของเหลวสามารถเคลื่อนที่ผ่านระบบทางเดินอาหารได้ แนวทางการรักษาในวันนี้จะพยายามนำเอาหารซึ่งเป็นหญ้าทะเลออกจากกระเพาะเพื่อลดการหมักหมม และให้สารน้ำและเกลือแร่ผ่านทางท่อให้อาหาร ร่วมกับการใช้ยาปฎิชีวนะ เวลา 17.00 ทีมแพทย์โรงพยาบาลวชิระร่วมกับทีมสัตว์แพทย์กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กำลังนำตัวยามีลไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลวิชระภูเก็ต เพื่อทำการผ่าตัดโดยใช้กล้อง Endoscope เพื่อนำก้อนหญ้าทะเลที่อัดแน่นในบริเวณกระเพาะอาหารออก การอัดแน่นของหญ้าทะเลเกิดจากยามีล เกิดจากสภาวะลำไส้หยุดทำงาน ซึ่งพบได้ในเด็ก (คน) เป็นอาการที่ลำไส้ไม่มีการเคลื่อนตัว ทำให้อาหารในระบบทางเดินอาหารไม่เคลื่อนที่ จึงเกิดการสะสมและเกิดการสร้างแก๊สขึ้นในระบบทางเดินอาหาร แก๊สที่เกิดขึ้นทำให้ผนังลำไส้บางลง เกิดการแตกของเส้นเลือดฝอยทำให้เกิดการติดเชื้อตามมา นอกจากนี้แก๊สที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบไปดันบริเวณปอดทำให้เกิดการหายใจติดขัด เวลา 20.35 น นำตัวยามีลไปทำหัตถการที่โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดยได้รับความอนุเคราะห์จากทีมแพทย์ด้านศัลยกรรมกาสโตโดสโคบ (gastro scope) และการทำซีทีสแกน (CT scan) ผลการทำซีทีสแกนพบการอักเสบของปอด มีกลุ่มก้อนหญ้าทะเลในบริเวณกระเพาะ จึงทำการสอดท่อกล้องตรวจภายในและฉีดน้ำสลายการเกาะแน่นของหญ้าทะเล จากนั้นจึงเริ่มดูดออกได้ประมาณ 30% ทั้งนี้จะทำการทยอยล้างออกวันต่อไป ใช้เวลาการทำหัตถการรวม 1.5 ชั่วโมง จากนั้นจึงขนย้ายยามีลกลับมาพักฟื้นยังบ่ออนุบาลของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลและชายฝั่ง ทีมเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด เวลา 21.00 ยามีลมีการเต้นหัวใจลดลงจนไม่สามารถจับชีพจรได้ ทีมสัตว์แพทย์จึงทำการกู้ชีพด้วยยากระตุ้นการเต้นของหัวใจและการหายใจ พร้อมการปั๊มหัวใจ จนเวลา 21.43 น ไม่พบสัญญาณชีพ โดยทีมแพทย์จะทำการผ่าชันสูตรและรายงานผลการชันสูตรต่อไป
4. สรุปผลการชันสูตรซากลูกพะยูน ยามิล
          ผลการชันสูตรซาก พบว่า กล้ามเนื้อหัวใจมีภาวะการขาดเลือดและภายในช่องหัวใจมีก้อนเลือดแข็งตัวที่เกิดจากการอักเสบ ระบบทางเดินหายใจ พบการอักเสบและมีเมือกข้นตลอดทางเดินหายใจ ไตพบการอักเสบรุนแรงและมีปัสสาวะคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะประมาณ 100 มิลลิลิตร และระบบทางเดินอาหารพบการอักเสบของกระเพาะอาหารที่รุนแรงมีลักษณะแผลหลุมกระจายทั่วผนังกระเพาะ และมีหญ้าทะเลอัดแน่นอยู่ 150 กรัม ผนังลำไส้เล็กเริ่มมีการอักเสบและผนังหนาตัวขึ้น ลำไส้ใหญ่พบลักษณะการคั่งค้างของอาหารและพบลำไส้บางส่วนไม่สามารถบีบตัวส่งอาหารต่อไปได้ ร่วมกับมีการสะสมของแก๊ส นอกจากนี้พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณเยื่อแขวนลำไส้เริ่มมีการตอบสนองต่อการอักเสบ สรุปผลการเสียชีวิตมาจากภาวะการช๊อกเหตุพิษติดเชื้อ (Septic shock) ซึ่งมีผลมาจากการอักเสบของกระเพาะอาหารที่รุนแรงและเรื้อรัง (Severe Chronic gastritis) ทำให้มีผลต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหารทำให้ระบบการย่อยอาหารผิดปกติ เกิดอาการท้องอืดและมีอาการปวดเสียดรุนแรง ร่วมกับมีการอักเสบติดเชื้อทั่วร่างกาย

ภาพประกอบผลการชันสูตรซากพะยูนยามิล วันที่ 23 สิงหาคม 2562

ภาพการอักเสบของกระเพาะอาหารที่รุนแรงมีลักษณะแผลหลุมกระจายทั่วผนังกระเพาะ
 

ภาพลักษณะภายนอกของกระเพาะอาหารที่มีการอักเสบ

ข้อมูล : สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน
วันที่ : 12 กุมภาพันธ์ 2563