ปะการังฟอกขาว สารสนเทศ ทช. ระบบฐานข้อมูลกลางและมาตรฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

การติดตามสถานการณ์ระยะยาว

"ปะการังฟอกขาว (coral bleaching)" เป็นปรากฏการณ์ที่เนื้อเยื่อปะการังใส ไม่มีสี เราจึงมองทะลุผ่านเนื้อเยื่อปะการังลงไปถึงชั้นหินปูนสีขาวที่เปรียบเสมือนกระดูกปะการัง ปกติแล้วปะการังมีสีสันสวยงาม สีที่เกิดขึ้นมาจากสาหร่ายเซลเดียวที่เรียกว่า“ซูแซนเทลลี่ (Zooxanthellae)”ที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อปะการัง ใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยสาหร่ายใช้ปะการังเป็นที่อยู่อาศัย ได้ของเสียจากปะการัง (เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนเตรท ฟอสเฟต) มาใช้ในการสร้างสารอาหาร ซึ่งสารอาหารนั้นปะการังก็สามารถนำมาใช้ในการเจริญเติบโตต่อไป  แต่ในสภาวะที่ผิดปกติ เช่น อุณหภูมิน้ำทะเลสูงเกินไป หรือมีน้ำจืดไหลลงมาทำให้ความเค็มลดลง หรือมีมลพิษในน้ำทะเล ฯลฯ จะทำให้สาหร่ายซูแซนเทลลี่ถูกขับออกมาจากเนื้อเยื่อปะการัง ปะการังจึงอยู่ในสภาพฟอกขาว ปะการังจะอ่อนแอ เนื่องจากขาดสารอาหาร และอาจจะค่อยๆตายไปในที่สุด

ปะการังฟอกขาว (coral bleaching)

นับเป็นระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่เกิดปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรงหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งสาเหตุเกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติ สำหรับในประเทศไทย ได้มีการบันทึกสถานการณ์ปะการังฟอกขาวขึ้นครั้งแรกในปี 2534 ทางฝั่งทะเลอันดามัน และต่อมาเกิดปะการังฟอกขาวขึ้นอีกในปี 2538, 2541 (ฝั่งอ่าวไทยรุนแรงกว่าอันดามัน) 2546, 2548, 2550, 2553 และ 2559 เหตุการณ์แต่ละครั้งมีความรุนแรงมากน้อยต่างกัน สำหรับในปี 2541, 2553 และ 2559 นั้น ถือว่าเป็นการฟอกขาวระดับโลก กล่าวคือเกิดขึ้นกินพื้นที่กว้างขวางเป็นระดับภูมิภาคทั่วโลก แต่ถ้ามองในแง่ความเสียหายแล้วในประเทศไทยเกิดความเสียหายมากที่สุดในปี 2553 ซึ่งเสียหายมากทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ส่วนปี 2541 นั้น เกิดความเสียหายมากเฉพาะในอ่าวไทย 

กราฟข้างบน แสดงอุณหภูมิน้ำทะเลที่ผิวน้ำ (ลึก 1 เมตรจากผิวน้ำ)

กราฟข้างบน แสดงอุณหภูมิน้ำทะเลที่ผิวน้ำ (ลึก 1 เมตรจากผิวน้ำ) ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งโดยปกติแล้วอุณหภูมิจะค่อยๆสูงขึ้นทีละน้อยตั้งแต่เดือนธันวาคม และขึ้นสูงสุดในเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป พบว่าในปีที่เกิดปะการังฟอกขาว (ปี 2543 เส้นสีน้ำเงิน, ปี 2548 เส้นสีชมพู, ปี 2541 เส้นสีแดง, ปี 2553 เส้นสีเขียว) อุณหภูมิได้ขึ้นเกินจุดวิกฤต ซึ่งตั้งไว้ที่ 34.4 องศาเซลเซียส (หรือ 30.1 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณที่ห่างฝั่ง)

กราฟข้างบน แสดงอุณหภูมิน้ำทะเลที่ภูเก็ตตั้งแต่ ม.ค.2552 - ต.ค. 2553

กราฟข้างบน แสดงอุณหภูมิน้ำทะเลที่ภูเก็ตตั้งแต่ ม.ค.2552 - ต.ค. 2553 จะเห็นว่าในปี 2553 อุณหภูมิสูงเกินจุดวิกฤตติดต่อนานถึง 3 เดือน (เมษายน – มิถุนายน) (ดังที่แสดงในกรอบสีแดง)

ผลกระทบจากการฟอกขาวในปี 2553

ภาพนี้แสดงให้เห็นผลกระทบจากการฟอกขาวในปี 2553โดยยกตัวอย่างทางฝั่งทะเลอันดามันกราฟแท่งแสดงเปอร์เซ็นต์ครอบคลุมพื้นที่ของปะการังที่มีชีวิต (% live coral cover) ก่อนการฟอกขาว (แท่งสีเขียว) เปรียบเทียบหลังฟอกขาว (แท่งสีแดง) ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าทางฝั่งอันดามันตอนเหนือได้รับผลกระทบมากกว่าทางตอนใต้  โดยทางฝั่งอันดามันตอนเหนือปะการังได้ตายไปประมาณ 70%  ในขณะที่ทางอันดามันใต้ปะการังตายไป 20% (เป็นค่าเปอร์เซ็นต์ที่เทียบกับปริมาณปะการังที่มีชีวิตอยู่เดิมก่อนฟอกขาว)(ตัวเลขสีแดงข้างกราฟแท่ง เป็นอัตราการตาย)

ภาพการฟอกขาวในปี ๒๕๕๓

จากการฟอกขาวในปี ๒๕๕๓ ในภาพรวมทั่วประเทศ อาจจำแนกระดับความเสียหายออกเป็น 3 ระดับอย่างหยาบๆคือเสียหายรุนแรงมาก (ปะการังตายไปมากกว่า 70%) เสียหายปานกลาง (ปะการังตายไปประมาณ 50%) และเสียหายน้อย (ปะการังตายไปน้อยกว่า 10%) ดังแสดงในแผนที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ได้ติดตามศึกษาการเปลี่ยนแปลงของแนวปะการังมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี โดยศึกษาอย่างละเอียดด้วยวิธี Line intercept transect และประเมินสถานภาพแนวปะการังอย่างหยาบด้วยวิธี manta-tow

แนวปะการัง 4 แห่ง ที่เกาะสุรินทร์

ขอยกตัวอย่างแนวปะการัง 4 แห่ง ที่เกาะสุรินทร์ จ. พังงาที่ได้มีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากผลกระทบปะการังฟอกขาว แนวปะการังบริเวณนี้ถือได้ว่ามีการรบกวนจากมนุษย์ค่อนข้างน้อย (st.1 อ่าวหน้าสำนักงานอุทยาน, st.2 อ่าวแม่ยายตอนเหนือ, st.3 อ่าวไม้งาม, st.4  อ่าวเต่า)

กราฟแสดงความหลากหลายของชนิดปะการังมีการเปลี่ยนแปลง

กราฟนี้แสดงให้เห็นว่า ความหลากหลายของชนิดปะการังมีการเปลี่ยนแปลง คือลดลงเมื่อเกิดการฟอกขาว และในบางช่วงมีการฟื้นตัวให้เห็นบ้าง ผลกระทบที่ชัดมากที่สุดคือที่บริเวณอ่าวไม้งาม(st.3) แนวปะการังในอ่าวนี้เคยมีชนิดปะการังที่หลากหลายมาก แต่เมื่อเกิดปะการังฟอกขาวในปี 2553 ชนิดปะการังลดหายไปมาก

แนวปะการังบริเวณอ่าวไม้งามเกาะสุรินทร์ มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปะการังสูงมาก (ภาพถ่ายปี 2548)

แนวปะการังบริเวณอ่าวไม้งามเกาะสุรินทร์ มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปะการังสูงมาก (ภาพถ่ายปี 2548)

กราฟแสดงเปอร์เซ็นต์ปกคลุมพื้นที่ของปะการังที่มีชีวิต

กราฟนี้แสดงให้เห็นเปอร์เซ็นต์ปกคลุมพื้นที่ของปะการังที่มีชีวิต ซึ่งผันผวนขึ้น-ลงตามสถานการณ์  แนวปะการังผ่านการฟอกขาวมาหลายครั้ง (แสดงด้วยลูกศร) โดยเฉพาะที่บริเวณอ่าวหน้าที่ทำการอุทยานฯ (st.1) และที่อ่าวแม่ยายทางตอนเหนือ (st.2) มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมาก  พบว่าที่บริเวณอ่าวหน้าที่ทำการอุทยานฯ (st.1) แนวปะการังต้องใช้เวลานานถึงประมาณ 15 ปี (จากปี 2553 ถึง 2548 ซึ่งไม่ได้แสดงในกราฟนี้) สำหรับการฟื้นตัวให้มีปริมาณปกคลุมของปะการังเท่าเดิม(กราฟแท่งสีเขียว)แต่ถึงแม้ว่าแนวปะการังที่บริเวณอ่าวหน้าที่ทำการอุทยานฯ (st.1) ได้ฟื้นจนมีปริมาณปะการังปกคลุมหนาแน่นเท่าเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ปะการังเขากวาง (Acropora spp.) ได้ลดหายไปมาก (กราฟแท่งสีม่วง) และมีปะการังผิวยู่ยี่ (Porites rus) เข้ามาแทนที่ (กราฟแท่งสีส้ม)  สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการทดแทนของชนิดเกิดขึ้นหลังจากผ่านการฟอกขาวไปหลายครั้ง ตัวเลขที่น่าตกใจ ที่ให้เห็นถึงผลกระทบจากปะการังฟอกขาวในปี 2553  ในแง่ของคุณภาพความสมบูรณ์ของแนวปะการัง พบว่าทางฝั่งทะเลอันดามันก่อนการฟอกขาวมีแนวปะการังที่ถือได้ว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์มีอยู่ประมาณ 36% ของแนวปะการังทั้งหมด แต่หลังจากเกิดการฟอกขาวปี 2553 แล้ว แนวปะการังที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เหลืออยู่เพียง 1% เท่านั้นและถ้าดูตัวเลข เปอร์เซ็นต์ปกคลุมพื้นที่ของปะการังที่มีชีวิต(% live coral cover) พบว่าทั้งทางฝั่งอันดามันและอ่าวไทย มีปะการังที่มีชีวิตเหลืออยู่ประมาณ 23% (ข้อมูลสำรวจในช่วงปี 2554-2558) คำถามคือ แนวปะการังได้มีการฟื้นตัวไปมากน้อยเท่าไหร่แล้วหลังจากที่ฟอกขาวรุนแรงในปี 2553? ยกตัวอย่างที่หมู่เกาะสุรินทร์ ภาพแผนที่นี้แสดงค่าเปอร์เซ็นต์ปกคลุมพื้นที่ของปะการังที่มีชีวิตที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลา 5 ปี หลังจากฟอกขาวในปี 2553 จะเห็นว่ามีการฟื้นตัวได้ดีมากที่อ่าวเต่าซึ่งปะการังที่มีชีวิตเพิ่มมากขึ้นถึง 46% (ประมาณ 9% ต่อปี) ตัวเลขแตกต่างกันในแต่ละแห่ง จุดที่มีการฟื้นตัวช้ามาก คือที่เกาะตอรินลา เกาะปาชุมบาและเกาะสต็อค โดยภาพรวมของหมู่เกาะสุรินทร์อาจกล่าวได้ว่ามีอัตราการฟื้นตัวของปะการังประมาณ 3.8% ต่อปี

ภาพแผนที่ข้างล่าง เป็นตัวอย่างข้อมูลที่หมู่เกาะอาดัง-ราวี จ. สตูล

ภาพแผนที่ข้างล่าง เป็นตัวอย่างข้อมูลที่หมู่เกาะอาดัง-ราวี จ. สตูล มีอัตราการฟื้นตัวสูงมากที่เกาะหินงาม (9% ต่อปี)  โดยเฉลี่ยของหมู่เกาะประมาณ 4.7% ต่อปี

ภาพแผนที่ข้างล่าง เป็นตัวอย่างข้อมูลที่หมู่เกาะอาดัง-ราวี จ. สตูล

ทำไมบางแห่งมีการฟื้นตัวดี บางแห่งฟื้นตัวช้า?หากเป็นพื้นที่ที่มีผลกระทบจากมนุษย์น้อย เช่น ที่หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะอาดัง-ราวี พบว่ามีปัจจัยต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ปะการังที่ตายแล้วมีพรมทะเล (zoanthid) ขึ้นมาปกคลุม (เช่นที่เกาะสต็อค ในหมู่เกาะสุรินทร์) หรือบางแห่งมีดอกไม้ทะเลเล็ก (corallimorph) ขึ้นปกคลุม สัตว์พวกนี้เป็นพวกที่เข้ามาแก่งแย่งพื้นที่ ทำให้ตัวอ่อนปะการังหาที่ลงยึดเกาะพื้นไม่ได้ เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว บางแห่งอาจมีสาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina sp.) เข้าปกคลุมแก่งแย่งพื้นที่ หรือบางแห่งปะการังแตกหักเป็นกิ่งก้านชิ้นเล็กๆ โดยเฉพาะแนวปะการังที่เกาะตอรินลาและเกาะปาชุมบาซึ่งเคยเป็นดงปะการังเขากวางกว้างใหญ่ เมื่อตายไปแล้ว ก็แตกหักเป็นเศษเล็กๆ กระจายบนพื้นทราย ทำให้ยากต่อการลงเกาะของตัวอ่อนปะการัง

พรมทะเล (zoanthid) ขึ้นปกคลุมหนาแน่นบนซากปะการัง ที่เกาะสต็อค

พรมทะเล (zoanthid) ขึ้นปกคลุมหนาแน่นบนซากปะการัง ที่เกาะสต็อค

สาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina sp.) ขึ้นปกคลุมหนาแน่นบนซากปะการัง ที่อ่าวแม่ยาย เกาะสุรินทร์

สาหร่ายเห็ดหูหนู (Padina sp.)) ขึ้นปกคลุมหนาแน่นบนซากปะการัง ที่อ่าวแม่ยาย เกาะสุรินทร์

เศษซากกิ่งก้านปะการัง หากกระจายอยู่หลวมๆบริเวณที่ตื้น

เศษซากกิ่งก้านปะการัง หากกระจายอยู่หลวมๆบริเวณที่ตื้น มีโอกาสกลิ้งไปมาตามแรงคลื่น  ทำให้ตัวอ่อนปะการังไม่สามารถลงยึดเกาะเพื่อเจริญเติบโตต่อไปได้

เมื่อกลับมาดูตัวเลขที่บอกว่าขณะนี้เรามีปะการังที่มีชีวิตปกคลุมพื้นที่หนาแน่นอยู่ประมาณ 23% หากเราเอาตัวเลขหยาบๆว่า ปะการังฟื้นตัวในอัตรา 3-5% ต่อปี (สมมุติว่ามีอัตราคงที่)  และเราตั้งเกณฑ์ว่าแนวปะการังที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีนั้นต้องมีปะการังที่มีชีวิต 60% ขึ้นไป จากข้อมูลนี้ ดังนั้นเราต้องใช้เวลาประมาณ 7-12 ปี (นับจากปี 2558 เป็นต้นไป) ตัวเลขนี้เป็นการคาดคะเนอย่างหยาบๆเท่านั้น ซึ่งจริงๆแล้วยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น ภัยธรรมชาติและจากมนุษย์ที่อาจเข้าไปมีผลทำให้การฟื้นตัวเปลี่ยนแปลงไปดังนั้นค่าตัวเลขนี้อาจเป็นไปได้สูงสำหรับเกาะที่อยู่ห่างฝั่งแผ่นดินใหญ่

ข้อมูล : นายนิพนธ์ พงศ์สุวรรณ
วันที่ : 1 กุมภาพันธ์ 2560