ปะการังเทียมอ่าวไทยตอนล่าง

การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดสงขลา
การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดสงขลา มีขึ้นครั้งแรกในปี 2526 ซึ่งเป็นงานทดลองของสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดสงขลา (NICA) โดยจัดสร้างปะการังเทียมบริเวณหน้าของสถาบันฯ ใช้คอนกรีตเสริมเหล็กรูปพีระมิด ขนาด 80 เซนติเมตรทุกด้าน จำนวน 900 หน่วย และแท่งคอนกรีตขนาด 0.8x0.8x0.8 ม.3 จำนวน 200 หน่วย วางที่ระดับน้ำลึก 6 เมตร ห่างจากชายฝั่งประมาณ 400 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ 2,500 ตารางเมตร ซึ่งผลการจับสัตว์น้ำบริเวณปะการังเทียมโดยใช้ลอบปลารูปหัวใจขนาด 1.2x1.2x1.2 ม.3 พบว่าสามารถจับสัตว์น้ำได้ทั้งสิ้น 40 ชนิด ชนิดที่จับได้มากได้แก่ ปลาสลิดหิน (Siganus javus) ปลากะพงทอง (Lutjanus johnii) ปลากะพงข้างปาน (Lutfnus russelli) ปลาตะกรับ (Scatophagus orgus) ปลาหน้านวล (Caranx sexfasciatus) และเมื่อเปรียบเทียบกับบริเวณที่ไม่ได้วางปะการังเทียม พบว่าบริเวณที่มีปะการังเทียม มีผลการจับสัตว์น้ำเฉลี่ยมากกว่าบริเวณที่ไม่ได้วางปะการังเทียม 0.79 กิโลกรัม/ลอบ ขณะเดียวกันชนิดปลาที่บริเวณปะการังเทียมยังมีจำนวนมากกว่าด้วย (Parnichsuke et al.,1985)

ต่อมาในปี 2528 ได้มีการจัดสร้างปะการังเทียมเพิ่มขึ้นอีก 1 แหล่ง ห่างจากชายฝั่งประมาณ 3,000 เมตร และห่างจากจุดเดิม 2,600 เมตร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางเมตร โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 0.8x0.8x0.8 ม.3 จำนวน 1,000 หน่วย ซึ่งจากการศึกษาโดยใช้ลอบปลารูปหัวใจนขนาดเดียวกัน จากบริเวณปะการังเทียมทั้ง 2 จุด พบว่าบริเวณโครงสร้างพีระมิดและสี่เหลี่ยมลูกบาศก์มีจำนวนชนิดสัตว์น้ำ ปริมาณสัตว์หน้าดินที่จับได้และค่าแรงการประมง (CPUE) ลดลงจากการศึกษาในปี 2527-2528 โดยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความชุกชุมของสัตว์น้ำลดลงมาจากการจมและฝังตัวของโครงสร้าง ซึ่งปริมาตรของโครงสร้างที่ลดลงเป็นผลให้ความชุกชุมของปลาลดลง และจากการดำน้ำสำรวจบริเวณปะการังเทียมทั้ง 2 แหล่ง พบว่า บนผิวของโครงสร้างสี่เหลี่ยมมีสิ่งมีชีวิตมาเกาะติดมากกว่าโครงสร้างพีระมิดทั้งชนิดและปริมาณ (พูนสินและคณะ, 2531)

จากนั้นในปี 2530 เริ่มมีการจัดสร้างปะการังเทียมเพื่อใช้ประโยชน์โดยตรง ภายใต้โครงการพัฒนาประมงทะเลชายฝั่งพื้นบ้าน งบประมาณ 5 แสนบาท ที่บ้านมาบบัว อำเภอระโนด โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตแบบประกอบเข้าชุดขนาด 0.8x1.0x1.0 ม.3 จำนวน 850 ชุด ต่อมาในปี 2531 ได้มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นครั้งแรก ในบริเวณอ่าวไทยตอนล่างด้วยงบประมาณ 15 ล้านบาท จัดสร้างด้วยวัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1x1x1 ม.3 และขนาด 2x2x2 ม.3 รวมจำนวน 10,400 แท่ง แบ่งพื้นที่จัดสร้างเป็น 3 แหล่ง ซึ่งการจัดสร้างในครั้งนั้นใช้เวลานานถึง 4 ปี กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ หลังจากนั้นการจัดสร้างปะการังเทียมได้ว่างเว้นไปนาน จนมีการจัดสร้างปะการังเทียมขนาดเล็กอีกในปี 2538 และ 2539 ด้วยงบประมาณแห่งละ 1.5 ล้านบาท รวม 5 แห่ง ในเขตอำเภอสทิงพระ

ต่อมาในปี 2540 มีการจัดสร้างปะการังเทียมภายใต้โครงการฟื้นฟูทะเลไทย ด้วยงบประมาณแห่งละ 2 ล้านบาท ส่วนในปี 2541 ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นแห่งละ 3 ล้านบาท ซึ่งการจัดสร้างปะการังเทียมภายใต้โครงการนี้ใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.โดยจัดวางในบริเวณที่ไกลฝั่งประมาณ 6.5 กิโลเมตร ซึ่งมีน้ำลึกประมาณ 12-13 เมตร

การจัดสร้างในลักษณะโครงการขนาดใหญ่ครั้งที่ 2 ได้รับงบประมาณ 20 ล้านบาท ในปี 2542 ครอบคลุมพื้นที่ 51.6 ตารางกิโลเมตร บริเวณอำเภอระโนด สทิงพระ และสิงหนคร โดยจัดวางห่างจากฝั่งประมาณ 9 กิโลเมตร ความลึกประมาณ 6-12.5 เมตร ต่อมาในปี 2543 เป็นปีแรกที่มีการจัดสร้างปะการังเทียมในเขตอำเภอเมือง บริเวณบ้านบ่ออิฐ  และอำเภอจะนะ บริเวณบ้านนาเสมียน รวม 3 แห่ง และในปี 2544 ได้มีการจัดสร้างในเขตอำเภอเทพา ด้วยงบประมาณ 3 ล้านบาท จัดสร้างด้วยวัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.รวม 2 แห่ง ๆ ละ 1 ตารางกิโลเมตร ซึ่งการจัดสร้างปะการังเทียมบริเวณจังหวัดสงขลาระหว่างปี 2526-2544 มีทั้งหมดรวม 17 แห่ง เป็นเงินประมาณ 69.5 ล้านบาท หลังจากนั้นในปี 2549 ได้มีการจัดสร้างงบปะการังเทียมอีก 1 แห่ง บริเวณหมู่ที่ 4 บ้านพังช้างตาย ตำบลบ่อแดง อำเภอสะทิงพระและอีก 3 แห่งในปี 2550 โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.3

จากการศึกษาชนิดปลาด้วยวิธีการดำน้ำ สังเกตบริเวณแหล่งปะการังเทียมสงขลา 3 โดยหัสพงศ์และอำนาจ (2550) ในปี 2548 พบว่ามีปลาหลายชนิดที่เข้ามาอาศัยในบริเวณปะการังเทียม ได้แก่ ปลาสร้อยนกเขา (Diagramma pictum) ปลาสลิดทะเล (Siganus favus) ปลากะพงเหลืองขมิ้น (Lutkanus lutfanus) ปลาปักเป้าหางด่าง (Arothorn immaculatus) ปลาสลิดหิน (Neopomacentrus bankieri) ปลาสลิดหินบั้งหางมน (Abudefduf bengalensis) และปลาข้างเหลือง (Salaroides leptolepis) ส่วนสภาพแท่งคอนกรีตพบว่ายังคงแข็งแรงไม่ปรากฏการแตกหัก แท่งคอนกรีตมีการจมตัวลงในพื้นทะเลประมาณ 10 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับที่จมลงไปในตอนแรกที่ถูกจัดวางในทะเลเนื่องจากน้ำหนักของตัวแท่งคอนกรีตเอง ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการจมตัวหรือไม่ได้จมตัวเพิ่มขึ้น ส่วนที่บริเวณผิวของแท่งคอนกรีตนั้นพบว่ามีสัตว์เกาะติด (sessile organism) เจริญเติบโตอย่างหนาแน่น ที่เห็นได้เด่นชัด คือ หอยสองฝาในกลุ่มหอยนางรม ปะการังอ่อน ฟองน้ำ และไฮดรอยด์ บางจุดสังเกตพบโพลิปปะการังเติบโตขึ้นมามีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร โดยสัตว์เกาะติดเหล่านี้จะปกคลุมอยู่ทุกส่วนของผิวแท่งคอนกรีต ยกเว้นบริเวณส่วนล่างที่อยู่เหนือพื้นทะเลในระยะ 40-50 เซนติเมตร เนื่องจากน้ำบริเวณนี้ขุ่นข้นกว่าด้านบนอย่างเห็นได้ชัด เพราะถูกรบกวนจากตะกอนโคลนข้างล่างมากกว่า ทำให้ผิวแท่งคอนกรีตบริเวณนี้มีเพียงพวกไฮดรอยด์ขึ้นอยู่บาง ๆ และส่วนใหญ่มีตะกอนโคลนปกคลุม แต่บางจุดก็มีโพลิปปะการัง ปรากฏเป็นกลุ่มใหญ่ สัตว์เกาะติดเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนสภาพผิวแท่งคอนกรีตที่ว่างให้กลายเป็นระบบนิเวศใหม่ มีบทบาทต่อการสร้างความซับซ้อนของพื้นผิวในการดึงดูดให้กลุ่มปลาบางชนิดเข้ามาอยู่อาศัย เช่น ปลาสลิดหิน เป็นต้น และยังเป็นการเพิ่มร่มเงาของแท่งคอนกรีต ในการช่วยดึงดูดปลากองหินให้เข้ามาอยู่อาศัยได้ดีขึ้น

การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดปัตตานี
การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดปัตตานี เริ่มเมื่อปี 2529 ภายใต้โครงการกิจกรรมพัฒนาแหล่งประมงชายฝั่งของโครงการพัฒนาประมงทะเลพื้นบ้าน แผนพัฒนาชนบทยากจน งบประมาณ 5 แสนบาท จัดสร้างโดยวัสดุยางรถยนต์ บริเวณบานบางพารา หมู่ที่ 5 ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก การจัดสร้างครั้งที่ 2 ดำเนินการในปีต่อมาที่บ้านหยงเปาว์ หมู่ที่ 4 ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก ภายใต้กิจกรรมการจัดสร้างปะการังเทียม โครงการพัฒนาประมงทะเลชายฝั่งพื้นบ้าน โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตประกอบเข้าชุดขนาด 0.8x1.0x1.0 ม.3 จำนวน 850 แห่ง งบประมาณ 5 แสนบาท หลังจากนั้นการจัดสร้างปะการังไปยังบริเวณหน้าหมู่บ้านและอำเภอต่าง ๆ อย่างต่อต่อเนื่องทุกปี ยกเว้นปี 2537 และ 2538 และขนาดของแท่งคอนกรีตยังเพิ่มขนาดขึ้นจากเดิมเป็น 1x1x1 ม.3 และขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.3 จำนวนปะการังเทียมจังหวัดปัตตานีระหว่างปี 2529-2544 ภายใต้โครงการของกรมประมงและโครงการพัฒนาที่ดิน มีจำนวนทั้งหมด 18 แห่ง และภายใต้โครงการขยายโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนของชุมชนยากจนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (United national Development Project UNDP) อีก 1 แห่ง รวมทั้งหมด 19 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 125 ตารางกิโลเมตร ใช้งบประมาณ 37.57 ล้านบาท

จากการติดตามผลการจัดสร้างปะการังเทียมขนาดใหญ่จังหวัดปัตตานีปี พ.ศ. 2536 โดยศึกษาอัตราการจับ และความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำจากเครื่องมือเบ็ดตกปลา ลอบหมึกอวนจมกุ้ง อวนจมปู อวนจมปลาทราย และอวนลอยปลาทู ที่ทำการประมงในบริเวณแหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรประมงรวม 208 เที่ยว ทั้งก่อนและหลังการจัดสร้างฯ (ปี 2536-2538) พบว่าหลังจากการจัดสร้างปะการังเทียม อัตราการจับสัตว์น้ำของอวนจมปลาทรายเพิ่มขึ้น 5 เท่า เครื่องมืออื่น ๆ เพิ่มขึ้น 2 เท่า ยกเว้นเบ็ดตกปลาเพิ่มขึ้น 1.3 เท่า จำนวนชนิดสัตว์น้ำที่จับได้เพิ่มขึ้นทุกเครื่องมือ อวนลอยปลาทูจับสัตว์น้ำได้จำนวนชนิดมากที่สุดในปี 2537 จำนวน 54 ชนิด อัตราการจัง 18.6 กิโลกรัม/เที่ยว องค์ประกองสัตว์น้ำก่อนและหลังการจัดสร้างฯ ทั้งชนิดและจำนวนสัตว์น้ำส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจนมีองค์ประกองสัตว์น้ำแตกต่างกันมาก (Bray-Curtis similarity น้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์) ได้แก่ อวนจมกุ้ง (58.36%) อวนจมปู (55.49%) อวนลอยปลาทู (51.17%)และเบ็ดตกปลา (52.38%) ส่วนอวนจมปลาทราย (80.88%) และลอบหมึก (86.45%) มีองค์ประกอบสัตว์น้ำทั้งก่อนและหลังจัดสร้างฯ คล้ายคลึงกัน

ผลจากการจัดสร้างปะการังเทียมตั้งแต่ปี 2529-2544 ทำให้มีการจัดสร้างปะการังเทียมเรื่อยมา โดยในปี 2545 กรมประมงได้จัดสร้างปะการังเทียมขึ้น 4 แห่ง ในเขตอำเภอสายบุรี จำนวน 5 จุด โดยใช้วัสดุตู้รถไฟจำนวน 208 ตู้ บริเวณหมูที่ 4 บ้านแฆแฆ ตำบลน้ำบ่อ อำเภอปะนาเระ หมู่ที่ 7 บ้านลุ่ม ตำบลปะเสยะวอ อำเภอสายบุรี และหมู่ที่ 3 บ้านละวาง ตำบลดอนทราย อำเภอแม่แก่น โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.3 รวม 857 แท่ง จากนั้นในปี 2547 ได้มีการจัดสร้างเพิ่มขึ้นอีก 5 แห่ง คือ เขตอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาแระ อำเภอสายบุรี และอำเภอไม้แก่น โดยใช้วัสดุตู้รถไฟจัดวางทั้งหมด 7 จุด รวม 160 ตู้ และบริเวณหมู่ 5 บ้านคาโต อำเภอปะนาเระ โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.3  รวม 730 แท่ง (กรมประมง, 2547ก)

ในปี 2548 มีการจัดสร้าง 1 แห่ง ภายใต้โครงการฟื้นฟูชายฝั่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริบริเวณบ้านบางเก่าทะเล หมู่ที่ 3 ตำบลบางเก่า อำเภอสายบุรี โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.3 รวม 630 แท่ง (กรมประมง, 2549) และในปี 2549 ได้มีการจัดสร้างเพิ่มขึ้นอีก 3 แห่งคือ บริเวณท่าเทียบเรือตำบลบานา อำเภอเมือง โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีต และอีก 2 แห่ง ภายใต้โครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ คือ บริเวณตำบลตะโล๊ะกาโปร์ อำเภอยะหริ่ง และตำบลปะเสยะวอ อำเภอสายบุรี โดยใช้วัสดุรถยนต์เก่ารวม 93 คัน และในปี 2550 อีก 40 คัน โดยจัดวางบริเวณตำบลปะเสยะวอ อำเภอสายบุรี ซึ่งรถยนต์ที่ใช้เป็นรถเก็บขยะมูลฝอยระบบอัดไฮโดรลิค ที่ได้รับมอบหมายจากกรุงเทพมหานคร

การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดนราธิวาส
การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดนราธิวาส มีขึ้นครั้งแรกในปี 2532 ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่งบประมาณ 15 ล้านบาท จัดสร้างด้วยวัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1x1x1 ม.3 และขนาด 2x2x2 ม.3 ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งอำเภอเมืองและอำเภอตากใบ จากนั้นได้ว่างเว้นจากการจัดสร้าง จนกระทั่งถึงปี 2539 จึงมีการจัดสร้างปะการังเทียมภายใต้โครงการพัฒนาประมงทะเลชายฝั่งพื้นบ้าน ซึ่งเป็นโครงการขนาดเล็กจำนวน 2 แห่ง ในเขตอำเภอเมือง ประมาณแห่งละ 1.5 ล้านบาท และในปี 2542 ได้มีการจัดสร้างปะการังเทียมภายใต้โครงการฟื้นฟูทะเลไทยด้วยงบประมาณ 3 ล้านบาท ซึ่งการจัดสร้างในปี 2542 นั้นอยู่ห่างจากฝั่งมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกบการจัดสร้างฯ ทุกแห่งในบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง คือห่างจากชายฝั่ง 19 กิโลเมตร

การจัดสร้างปะการังเทียมบริเวณจังหวัดนราธิวาส ทุกแห่งจัดสร้างด้วยวัสดุแท่งคอนกรีตเพียงแบบเดียว แต่มีหลายขนาดคือ 1x1x1 ม.3 1.5x1.5x1.5 ม.3 และขนาด 2x2x2 ม.3 ซึ่งการจัดสร้างปะการังเทียมระหว่างปี 2532-2544 รวมทั้งหมด 6 แห่ง เป็นเงินงบประมาณ 27 ล้านบาท พิกัดการจัดวางและรายละเอียดของปะการังเทียม จังหวัดนราธิวาสปี 2532-2544 (กรมประมง, 2547ข)

หลังจากนั้นในปี 2545 ได้มีการจัดสร้างปะการังเทียมอีก จำนวน 2 แห่ง ภายใต้โครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.3 จำนวน 700 แท่ง และท่อคอนกรีต จำนวน 486 ท่อ ส่วนการจัดสร้างปะการังเทียมด้วยตู้รถไฟในจังหวัดนราธิวาสเริ่มดำเนินการในปี 2546 โดยมีพื้นที่ดำเนินการ 2 แห่ง 4 จุด คือ บริเวณอำเภอเมือง 3 จุด คือ บริเวณตำบลโคกเคียน จำนวน 20 ตู้ ตำบลกะลุวอเหนือ จำนวน 15 ตู้ และตำบลบางนาค จำนวน 20 ตู้ อำเภอตากใบ 1 จุด คือ บริเวณตำบลไพรวัน จำนวน 20 ตู้ รวมทั้งหมด 75 ตู้ และในปี 2547 ได้มีการจัดสร้างปะการังเทียมด้วยตู้รถไฟขึ้นอีก 2 แห่ง 4 จุด คือ บริเวณอำเภอเมือง 3 จุด คือ บริเวณตำบลโคกเคียนจำนวน 30 ตู้ ตำบลกะลุวอเหนือ จำนวน 40 ตู้ และตำบลบางนาค จำนวน 30 ตู้ อำเภอตากใบ 1 จุด คือ บริเวณตำบลไพรวัน จำนวน 40 ตู้ รวมทั้งหมด 140 ตู้

สำหรับการจัดสร้างปะการังเทียมด้วยวัสดุแท่งคอนกรีต ในปี 2544-2547 มีทั้งหมด 5 แห่ง คือปี 2545 จัดสร้าง 1 แห่ง บริเวณชุมชนกาแลตาแป ตำบลบางนาค อำเภอเมือง ปี 2546 มีการจัดสร้าง 3 แห่ง แบ่งเป็น 2 โครงการคือ โครงการขนาดใหญ่ ครอบคลุมบริเวณอำเภอเมือง และอำเภอตากใบ รวมทั้งสิ้น 7 จุด และอีก 2 แห่งคือ บริเวณชุมชนแลตาแป ตำบลบางนาค และบ้านตือลาฆอปาลัส ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง ซึ่งเป็นโครงการขนาดเล็ก และในปี 2547 มีการจัดสร้าง 1 แห่งคือ บริเวณบ้านเกาะยาว ตำบลเจ๊ะเห อำเภอตากใบ นอกจากนี้ในปี 2545 กรมประมงได้จัดสร้างปะการังเทียมด้วยวัสดุท่อคอนกรีต จำนวน 486 ท่อ 1 แห่ง คือ บริเวณบ้านทอนฮึเล ตำบลโคกเคียน ซึ่งท่อคอนกรีตที่ใช้มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 0.6, 0.8 และ 1 เมตร

แหล่งปะการังเทียมในจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่ปี 2545-2547 มีทั้งหมด 20 แห่ง เป็นแหล่งอาศัยทะเลตู้รถไฟ 8 จุด ใช้ตู้รถไฟทั้งหมด 195 ตู้ ปะการังเทียมแท่งคอนกรีต 4 แห่ง เป็นแหล่งปะการังเทียมขนาดเล็กจำนวน 1 แห่ง และขนาดใหญ่จำนวน 3 แห่ง (7 จุด) และปะการังเทียมท่อคอนกรีต 1 แห่ง ต่อมาในปี 2549 ได้มีการจัดสร้างปะการังเทียมเพิ่มอีก 2 แห่ง ภายใต้โครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ คือ บริเวณตำบลบางนาค อำเภอเมือง และตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ โดยใช้วัสดุรถยนต์เก่ารวม 96 คัน ซึ่งรถยนต์ที่ใช้เป็นรถเก็บขยะมูลฝอยระบบอัดไฮโดรลิค ที่ได้รับมอบหมายจากกรุงเทพมหานคร  มีอีกจำนวน 160 ที่จัดวางในปี 2550

การจัดสร้างปะการังเทียม ในจังหวัดระนอง
การจัดสร้างปะการังเทียมบริเวณจังหวัดระนอง มีการจัดสร้างมาตั้งแต่ปี 2531-2542 รวมทั้งหมด 9 แหล่ง ซึ่งจากการสำรวจบริเวณแนวปะการังเทียมระนอง 3 (R 3) จำนวน 3 ครั้ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และธันวาคม 2535 และเมษายน 2536 พบว่ามีสัตว์ที่อาศัยอยู่บนพื้นผิวคอนกรีตรวม 7 ไฟลัม ได้แก่ Porifera, Coelenterata, Annelida, Echinodermata, Mollusca, Arthropoda และ Chordata โดยเมื่อดูจากน้ำหนักแห้งพบว่า หอยนางรม (Saccostrea spp.) เป็นพวกที่มีปริมาณมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีสาหร่าย (filamentous algae) และไบรโอซัว ขึ้นปกคลุมอยู่บนพื้นผิวจำนวนมาก และมีสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น Polycheate, isoped, ปู, กุ้ง และดาวเปราะ จำนวนมากที่หลบซ่อนอยู่ (Phongsuwuan et al.,1993) และพบปลาทั้งหมด 101 ชนิดจาก 42 วงศ์ โดยส่วนใหญ่พบว่าปลาที่พบเป็นปลาพวกที่เข้ามาอยู่อาศัย คิดเป็น 82% ของปลาที่พบทั้งหมด และเมื่อเปรียบเทียบกับแนวปะการังธรรมชาติในบริเวณใกล้เคียงพบว่าความอุดมสมบูรณ์ของชนิด ปริมาณ และความคล้ายคลึงของสังคม ค่าความหนาแน่นประชากรและจำนวนชนิดของปลาที่พบในแนวปะการังเทียมค่อนข้างต่ำกว่าในแหล่งธรรมชาติ แต่อย่างใดก็ตามแนวปะการังเทียมมีความโดดเด่นในแง่ที่มีสัดส่วนของปลาเศรษฐกิจสูงกว่า ได้แก่ปลากะพงแดงข้างแถว ปลากะพงเหลืองลายฟ้า ปลาสร้อยนกเขา ปลาสีกุน และปลาตะกรองเหลือง เป็นต้น (Satapoomin,1993)

ต่อมาในปี 2548 ได้มีการจัดสร้างปะการังเทียมขึ้นอีกครั้งโดยกรมประมง บริเวณหมู่ที่ 5 บ้านหาดทรายดำ ตำบลหงาว อำเภอเมือง จัดหวัดระนอง ใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.3 จำนวน 300 แท่ง โดยได้รับงบประมาณจากมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นเงินทั้งสิ้น 1,613,400 บาท จากนั้นในปี 2549 กรมประมงได้จัดสร้างปะการังเทียมขนาดใหญ่ขึ้นอีก 3 แหล่ง ใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท ขณะเดียวกันมีการจัดสร้างปะการังเทียมเพื่อเพิ่มแหล่งดำน้ำขึ้นอีก 1 แห่ง บริเวณเกาะร่ม โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง