ปะการังเทียมอ่าวไทยฝั่งตะวันออก

การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดระยอง
การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดระยอง เริ่มขึ้นในปี 2521 โดยเป็นการทดลองเกี่ยวกับรูปแบบของปะการังเทียมที่เหมาะสมในการใช้งาน ที่คำนึงถึงอายุการใช้งานของวัสดุที่ใช้ต้องไม่แตกสลาย หรือจมพื้นทะเล มีน้ำหนักที่จะต้านทานแรงน้ำไหลและอวนลาก อวนรุนได้ ซึ่งเป็นการจัดสร้างที่ใช้งบประมาณและวัสดุเพียงเล็กน้อย เช่น การใช้วัสดุยางรถยนต์ คอนกรีตบล็อกสี่เหลี่ยม ปลอกบ่อ ท่อคอนกรีตเสริมเหล็ก (ท่อ ค.ส.ล.) หินและไม้ จัดวางบนพื้นท้องทะเลเป็นรูปแบบต่าง ๆ ทั้งแบบหนาแน่นและแบบกระจาย ในขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 15x90 ถึง 225x200 ตารางเมตร ระดับความลึกตั้งแต่ 4-18 เมตร เพื่อศึกษาความเหมาะสมของวัสดุ รูปแบบการจัดวาง ระดับความลึกที่เหมาะสม และพฤติกรรมบางประการของสัตว์น้ำเท่านั้น (สันติ, 2531; สันติ, 2535)

จากการติดตามผลการจัดสร้างปะการังเทียมจังหวัดระยองตั้งแต่ปี 2521-2530 รวมทั้งหมด 8 แห่ง โดยสันติ (2531) พบว่าปะการังเทียมที่จัดวางในบริเวณน้ำลึกและห่างจากฝั่ง จะถูกทำลายเป็นจำนวนมาก โดยกระแสน้ำ เครื่องมือประมงพาณิชย์ และการประมงโดยใช้วัตถุระเบิด ส่วนประสิทธิภาพของวัสดุพบว่าวัสดุยางรถยนต์และแท่งคอนกรีตรูปสี่เหลี่ยมมีอายุคงทนนานกว่า 9 ปี แต่ยางรถยนต์จะไม่ค่อยคงรูปแบบ เนื่องจากวัสดุผูกมัดจะเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 2 ปีครึ่ง และจากการประเมินผลการจัดสร้างโดยสันติ (2534) พบว่า รูปแบบของวัสดุมีผลต่อพฤติกรรมการเข้ามาอาศัยของสัตว์น้ำแต่ละกลุ่ม โดยบริเวณที่มีจำนวนวัสดุมากและอยู่ที่ระดับความลึกที่มากกว่า จะมีผลการจับสัตว์น้ำที่สูงกว่าบริเวณที่มีจำนวนวัสดุน้อย ๆ และอยู่ที่ระดับความลึกที่น้อยกว่า แต่อัตราการจับสัตว์น้ำจะมีสูงในระยะช่วงแรก ๆ เท่านั้น (ประมาณ 1-1.5 ปี) หลังจากนั้นอัตราการจับจะลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากวัสดุที่ใช้มีการเสื่อมสภาพลงทำให้สัตว์น้ำเข้าไปอยู่อาศัยได้น้อยลง นอกจากนี้ยังพบว่า วัสดุแท่งคอนกรีตสี่เหลี่ยมมีความคงทนและมีอายุการใช้งานมากกว่ายางรถยนต์รูปแบบประกอบ ปลอกบ่อคอนกรีต และท่อ ค.ส,ล.

ต่อมาในปี 2535 จึงมีการจัดสร้างปะการังเทียมขึ้นอีก 2 แหล่ง บริเวณทิศตะวันตกของเกาะมันใน-เกาะมันกลาง ภายใต้โครงการฟาร์มทะเล โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1x1x1 ม.จำนวน 4,000 แท่ง    และใช้งบประมาณ 4 ล้านบาท ซึ่งจากการติดตามผลการจัดสร้างโดยสันติ (2535) พบว่า มีชาวประมงที่เข้าไปใช้ประโยชน์บริเวณปะการังเทียมคิดเป็น 86.7% มีการใช้เครื่องมือทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ ลอบปลา เบ็ดมือ (ประกอบด้วยเบ็ดมือ เบ็ดโง้ง และเบ็ดตกหมึกหอม) อวนล้อมปลากะตัก ลอบหมึก เบ็ดตกปลาอินทรีย์และอวนจมปูม้า ซึ่งจากการสำรวจการจับสัตว์น้ำจากเครื่องมือประมง 5 ชนิด คือ ลอบปลา เบ็ดมือ เบ็ดโง้ง เบ็ดตกหมึก และอวนจมปูม้า พบว่าสามารถจับสัตว์น้ำได้ทั้งสิ้น 61 ชนิด แบ่งเป็นกลุ่มปู 1 ประเภท ได้แก่ ปูม้า (Portunus pelagicus) และปูทะเล (Scylla serrata) และกลุ่มปลา 3 ประเภทตามพฤติกรรมการอาศัยได้แก่ ประเภท A เป็นกลุ่มปลาที่ชอบอาศัยอยู่ในช่องหรือชิดกับวัสดุจัดสร้าง เช่น กลุ่มปลากะรัง (Serranidae) กลุ่มปลาปักเป้า (Diodontidae) และกลุ่มปลาวัว (Balistidae) เป็นต้น ประเภท B เป็นกลุ่มปลาที่ชอบอาศัยอยู่รอบ ๆ วัสดุในแนวระดับกับวัสดุเหนือวัสดุเล็กน้อย เช่น กลุ่มปลากะพง (Lutianidae) กลุ่มปลาทรายแดง (Nemipteridae) และปลาหมูสี (Lerthrinidae) เป็นต้น ประเภท C เป็นกลุ่มปลาที่ชอบอาศัยอยู่เหนือวัสดุ เช่น กลุ่มปลาทู-ลัง (Scombridae) กลุ่มปลาสีกุน-หางแข็ง (Carangidae) และปลากะตัก (Engraulidae) เป็นต้น โดยประเภทที่สามารถจับได้มากที่สุดคือ ประเภท A จับได้ 47.2% รองลงมาคือ ประเภท B และประเภท C เท่ากับ 23.1%, 22.1% และ 7.7% ตามลำดับ

จากนั้นกรมประมงจึงมีการทดลองใช้วัสดุคอนกรีตเสริมเหล็กแบบทรงสี่เหลี่ยมโปร่งขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.จัดสร้างปะการังเทียมในทะเลที่ความลึกมากกว่า 6 เมตร เพื่อดูความเหมาะสมและเปรียบเทียบกับแท่งคอนกรีตขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.เป็นวัสดุที่มีขนาดและน้ำหนักมากกว่าขนาด 1x1x1 ม.3 ทำให้มีการเปลี่ยนมาใช้วัสดุรูปแบบดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน

การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดจันทบุรี
การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดจันทบุรี เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2525 โดยกรมประมงได้จัดสร้างแนวหินเทียมบริเวณอ่าวคุ้งกระเบน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนตุลาคม 2525 ใช้วัสดุยางรถบรรทุกจำนวน 1,000 เส้น แบ่งการจัดวางออกเป็น 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 2-3 กิโลเมตร ที่ระดับน้ำลึกประมาณ 10 เมตร โดยมีวัตถุประสงค์การสร้างเพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งทำการประมงทะเลของชาวประมงพื้นบ้าน (ตาบทิพย์, 2530)

ต่อมาในปี 2536 กรมประมง ได้จัดสร้างปะการังเทียมขึ้นอีกครั้ง ภายใต้โครงการพัฒนาประมงทะเลชายฝั่งพื้นบ้าน โดยจัดสร้างเป็นแหล่งปะการังเทียมขนาดใหญ่ ในพื้นที่บริเวณหน้าอ่าวคุ้งกระเบน ตั้งแต่แหลมน้อยหน่าจรดหาดคุ้งวิมาน และแหลมเสด็จจรดหาดจ้าวหลาว ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร ใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 บริเวณ คือแหล่งปะการังเทียมจันทบุรี 1 และจันทบุรี 2 มีรูปแบบการจัดสร้างและผังการจัดวางที่เหมือนกัน โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตทรงสี่เหลี่ยมขนาด 1x1x1 ม.พื้นที่หน้าตัด 0.12 เมตร จำนวน 420 แท่ง และขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.พื้นที่หน้าตัด 0.17 เมตร จำนวน 780 แท่ง วางเป็นกลุ่มตามแบบแปลน รวม 46 กลุ่ม และมีทุ่นลอยแสดงขอบเขตตำแหน่ง ส่วนจุดที่สร้างเป็นแหล่งทำการประมงจะอยู่ภายในบริเวณปะการังเทียมจันทบุรี 1 จำนวน 2 แท่ง และจันทบุรี 2 แห่ง รวม 4 แท่ง มีผังการจัดสร้างที่เหมือนกัน เป็นรูปที่เหลี่ยมจัตุรัส ครอบคลุมพื้นที่ขนาด 200x200 ตารางเมตร โดยใช้แท่งคอนกรีตขนาด 1x1x1 ม.จำนวน 1,765 แท่ง และขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.จำนวน 60 แท่ง วางอยู่ภายในจุดศูนย์กลาง ล้อมกรอบทั้ง 4 มุม ด้วยกลุ่มแท่งคอนกรีตขนาด 1x1x1 ม.3 จำนวน 4 กลุ่ม กลุ่มละ 100 แท่ง (กรวิทย์ และเปรมสุข, 2540)

จากการติดตามผลการจัดสร้างปะการังเทียมจันทบุรี 1 และจันทบุรี 2 หลังการจัดสร้างเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยใช้เครื่องมือลอบปลา (ขนาดกว้าง 100 ซม. ยาว 180 ซม. สูง 50 ซม.) ซึ่งเป็นเครื่องมือประจำที่สำคัญชนิดหนึ่งที่ชาวประมงนิยมใช้ในการทำประมงในบริเวณที่มีการจัดสร้างปะการังเทียม โดยนำลอบปลาไปวางในบริเวณแหล่งทำการประมงของแนวปะการังเทียมจันทบุรี 1 และจันทบุรี 2 รวม 4 สถานี ๆ ละ 5 ใบ รวม 20 ใบ พบว่ามีสัตว์น้ำที่จับได้ทั้งหมด 36 ชนิด โดยถูกจับได้ในช่วง 6 เดือนแรก 28 ชนิด และ 6 เดือนหลัง 29 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้มีสัตว์น้ำ 21 ชนิด ที่ถูกจับได้ทั้งสองช่วงเวลา โดยแบ่งเป็นปลาในกลุ่มปลาหน้าดิน 33 ชนิด ซึ่งมีจำนวนชนิดมากกว่าที่พบจากการลากอวนก่อนการจัดสร้างปะการังเทียมและปลาผิวน้ำ 3 ชนิดที่ถูกจับได้มากที่สุดคือ ปลาสลิดหิน (Siganus spp.) ปลาสีมง (Carrangoides spp.) และปลากะพงข้างเหลือง (Lutjanus Lineolatus) และเมื่อพิจารณาค่าลงแรงการประมง (Catch Per Unit Effort:CPUE เป็นราย 3 เดือน ของสัตว์น้ำที่สำคัญ 8 ชนิด พบว่ามีสัตว์น้ำ 3 ชนิดที่มีแนวโน้มว่าสามารถมีการจับเพิ่มขึ้นในปะการังเทียม คือ ปลาทรายขาว (Scolopsis spp.)ปลากะพงข้างเหลือง (Lutjfanus Lineolatus) และปลากะรังดอกน้ำตาล (Epinephelus malabaricus) และขนาดของปลาที่ที่จับได้โดยลอบปลาในแนวปะการังดอกน้ำตาล (Epinephelus malabaricus) และขนาดของปลาที่จับได้โดยลอบปลาในแนวปะการังเทียมที่มีขนาดใหญ่เล็กสุดนั้นมีขนาด 7.5 ซม. และใหญ่สุด 46.5 ซม. แสดงว่าสัตว์น้ำที่พบในแนวปะการังเทียมน่าจะมีขนาดของปลาที่เข้ามาอาศัยหลายขนาด ทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งทำการประมง และสร้างรายได้ให้แก่ชาวประมงเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.70 (วิชาญ, 2539)

นอกจากนี้การวิเคราะห์ผลการจัดสร้างฯ ของกรวิทย์ และเปรมสุข (2540) โดยใช้เครื่องมือเบ็ดมือรวมทั้งสิ้น 7 เที่ยวเรือ จำนวน 201 สายเบ็ด พบองค์ประกอบสัตว์น้ำคล้ายคลึงกันทุกสถานี และมีสัตว์น้ำที่ถูกจับได้ด้วยเครื่องมือเบ็ดมือรวม 27 ชนิด เป็นปลาผิวน้ำ 6 ชนิด และปลาหน้าดิน 21 ชนิด ซึ่งพบชุกชุมมี 6 ชนิด ได้แก่ ปลาหมูสี (Lethrinus spp.) ปลาทรายแดง (Nemipterus spp.) ปลากะพงข้างเหลือง (Lutfjnus Linolatus) ปลากะพงเหลืองขมิ้น (Lutjanus vita) ปลาทรายขาว (Scolopsts spp.) และปลาสายรุ้ง (Pentopadus setosus) ตามลำดับ โดยมีจำนวนรวมกันประมาณร้อยละ 80 ของจำนวนตัวที่พบในแต่ละสถานี และมีปริมาณการจับรวมกันประมาณร้อยละ 70 ของน้ำหนักรวมในแต่ละสถานี แต่เป็นสัตว์น้ำที่ยังมีขนาดเล็ก โดยมีน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวประมาณ 50 กรัม และมีความยาวเฉลี่ยต่อตัวประมาณ 15 ซม. ส่วนสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีราคาดีคือ ปลากะรังดอกน้ำตาล (Eptnephelus malabaricus) และปลากะรังจุดเหลือง (E.Eleekert) แต่ก็ยังมีขนาดเล็ก หากปล่อยให้สัตว์น้ำเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตต่อไป ก็จะกลายเป็นแหล่งทำการประมงที่มีความสำคัญ

เห็นได้ว่าปะการังเทียมมีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อชาวประมงในพื้นที่ในด้านของการดึงดูดสัตว์น้ำให้มาอาศัยในบริเวณนี้และยังเป็นแนวป้องกันเครื่องมือประมงประเภทอวนลาก และอวนรุนได้ดี ทำให้ชาวประมงขอให้ทางราชการจัดสร้างปะการังเทียมให้อีกเป็นจำนวนหลายแห่ง ต่อมาจึงมีการจัดสร้างปะการังเทียมเพิ่มเติมเรื่อยมาเกือบทุกปีจนถึงปัจจุบัน โดยจัดสร้างปะการังเทียมในรูปแบบมาตรฐาน โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตเสริมเหล็กรูปลูกบาศก์เมตร ขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.หนา 17 เซนติเมตร และมีการจัดวางด้วยแพขนานยนต์ ประกอบกับเครื่องหาพิกัดด้วยดาวเทียม (GPS) เพื่อจัดวางตามแบบแปลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (http://www.fisheries.go.th/mf-emdee/AR/chonburi.htm

การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดตราด
การจัดสร้างปะการังเทียมในจังหวัดตราด เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2530 บริเวณบ้านหัวเขาล้าน และหัวเขาแมว ตำบลไม้รูด โดยใช้วัสดุยางรถยนต์ จากนั้นในปี 2533 กรมประมงได้จัดสร้างปะการังเทียมขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 50 ตร.กม. บริเวณปากแม่น้ำตราด จรดแหลมกลัด ใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตเสริมเหล็กแบบทรงสี่เหลี่ยมโปร่ง ขนาด 2x2x2 ม.3 จำนวน971 แท่ง และขนาด 1x1x1 ม.3  จำนวน 14,493 แท่ง จากนั้นจึงมีการจัดสร้างเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยใช้วัสดุแท่งคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 1.5x1.5x1.5 ม.จัดวางในทะเลที่มีความลึกไม่ต่ำกว่า 6 เมตร มีระยะห่างฝั่งตามความเหมาะสม สำหรับการจัดสร้างปะการังเทียมขนาดเล็กนั้น จะมีพื้นที่ที่วางแท่งคอนกรีตแห่งละไม่เกิน 1 ตร.กม. ใช้แท่งคอนกรีตแท่งละประมาณ 500-800 แท่ง