พื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน

ปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน เกิดขึ้นน้อยครั้งมาก ในอดีตมีได้มีการบันทึกไว้ เนื่องจากเป็นการเกิดในพื้นที่แคบๆ ในช่วงระยะเวลาเพียง 3-4 วัน และไม่มีรายงานการเกิดผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง การจดบันทึกอย่างไม่เป็นทางการเริ่มในเดือนมีนาคม พ.ศ.2538 โดยได้รับแจ้งในพื้นที่อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ แต่สลายไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเดินทางไปถึง (ช่วงเวลาเพียง 1 วันนับจากได้รับแจ้ง) อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงได้มีความร่วมมือในการแจ้งเหตุจากท้องถิ่น และการจดบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ได้มีการดำเนินการในโครงการติดตามตรวจสอบสภาวะแวดล้อมชายฝั่งทะเล ที่มีการเก็บตัวอย่างน้ำทะเลและแพลงก์ตอนพืชเพื่อดำเนินการอย่างมี ระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกัน อย่างไรก็ตามการเกิดเหตุการณ์มักเป็นข้อมูลที่ได้จับแจ้งจากชุมชุน หรือเครือข่ายฯ โดยสถาบันฯ จัดส่งหน้าที่ออกไปตรวจสอบเมื่อได้รับแจ้งเหตุ โดยสถิติการเกิดน้ำทะเลเปลี่ยนสีทาง ฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่ที่มีการบันทึกในปี พ.ศ.2538 จนถึงปี พ.ศ.2549 พบการสะพรั่งน้อยครั้งมาก

ปี พ.ศ.2550 เป็นช่วงเดียวที่พบเหตุการณ์บ่อยครั้งผิดปกติ ซึ่งจะได้กล่าวแยกในลำดับต่อไป ส่วนปี พ.ศ.2551-2554 พบเพียง 2 ครั้ง ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต คือ ในปี พ.ศ.2553 เดือนเมษายน พบการสะพรั่งของ Oscillatoria sp. บริเวณอ่าวด้านหน้าสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ความหนาแน่นประมาณ 20 ล้านเซลล์ต่อลิตร ส่งผลให้เถิดเป็นคราบสีน้ำตาลบนผิวน้ำและส่งกลิ่นเหม็น แต่ก็กระจายตัวไปในเวลา 1-2 วัน ส่วนในปี พ.ศ.2554 พบเหตุการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ บริเวณตลอดแนวชายหาดป่าตอง คือมีการสะพรั่งของไดอะตอมสกุล Licmophora sp. ความหนาแน่นประมาณ 60 ล้านเซลล์ต่อลิตร ทำให้น้ำทะเลบริเวณชายฝั่งเปลี่ยนเป็นสีเขียว โดยเถิดร่วมกับการเพิ่มปริมาณของสาหร่ายแบบเส้นสายอย่างน้อย 2 สกุล ในช่วงดังกล่าวได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวว่ามีอาการระคายเคืองตามผิวหนังเมื่อเล่นน้ำบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้แพลงก์ตอนพืชและสาหร่ายที่สะพรั่งไม่เป็นชนิดที่สะสมพิษ อย่างไรก็ตามได้แจ้งหน่วยงานในพื้นที่เพื่อประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังการลงเล่นน้ำทะเลในพื้นที่ดังกล่าว

ปี พ.ศ.2550 นับเป็นปีที่เกิดสถานการณ์น้ำเปลี่ยนสีมากผิดปกติทางฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งก่อให้เกิดความแตกตื่นกับนักดำน้ำท่องเที่ยว ได้รับแจ้งการเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีในหลายพื้นที่ตลอดชายฝั่งทะเลอันดามัน ทั้งในบริเวณชายฝั่งและหมู่เกาะต่างๆ แต่จากการรับแจ้งและการเก็บข้อมูลมีการบันทึกเหตุการณ์ในพื้นที่เพียง 3 จังหวัด คือ พังงา ภูเก็ต และกระบี่ รวมการรับแจ้งเหตุจำนวน 16 ครั้ง เดือนมกราคม 1 ครั้ง เดือนกุมภาพันธ์ 3 ครั้ง เดือนมีนาคม 10 ครั้ง และเดือนเมษายน 2 ครั้ง แยกกล่าวรายจังหวัดดังนี้

จังหวัดพังงา เดือนมีนาคมพบไดโนแฟลกเจลเลท Ceratium furca ความหนาแน่นประมาณ 10 ล้านเซลล์ต่อลิตร หน้าหาดทับละมุถึงหมู่เกาะสิมิลัน และพบสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Oscillatoria erythreaum ความหนาแน่นประมาณ 50 ล้านเซลล์ต่อลิตร บริเวณเกาะไข่นอก แต่ไม่มีรายงานว่ามีผลกระทบต่อสัตว์น้ำ

จังหวัดภูเก็ต มักพบเหตุการณ์ในบริเวณหาดท่องเที่ยว เดือนมกราคมพบการสะพรั่งของสาหร่ายสีเขียว สกุล Enteromorpha และ Cladophora บริเวณหาดป่าตอง ร่วมกับการสะพรั่งของแพลงก์-ตอนพืชกลุ่มไดอะตอมชนิด Chaetoceros socialis ความหนาแน่นประมาณ 4 ล้านเซลล์ต่อลิตร ปลายเดือนกุมภาพันธ์พบ ปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีบริเวณเกาะเฮ 2 ครั้ง พบว่ามีแพลงก์ตอนพืชกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลทชนิด Ceratium furca ความหนาแน่น 5-10 ล้านเซลล์ต่อลิตร ในเดือนมีนาคมพบว่าที่หาดกะตะน้อยและหาด-กะรน มีการสะพรั่งของไดโนแฟลกเจลเลท Ceratium furca และที่หาดบางเทาพบสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Oscillatoria erythreaum ความหนาแน่นมากกว่า 100 ล้านเซลล์ต่อลิตร ส่วนในเดือนเมษายนพบการสะพรั่งของไดโนแฟลก เจลเลทชนิด Noctiluca scintillans ความหนาแน่นประมาณ 800 เซลล์/ลิตร ในแนวปะการังที่ความลึกประมาณ 5 เมตรของเกาะไม้ท่อน เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงสัปดาห์ และไม่พบความเสียหายต่อสัตว์น้ำ

ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีการสะพรั่งของสาหร่ายขนาดใหญ่ บ่อยครั้งบริเวณหาดด้านตะวันออกของเกาะ โดยเฉพาะหาดที่เป็นแหล่งหญ้าทะเลที่มีพื้นที่เชื่อมต่อกับป่าชายเลน เช่น หาดป่าคลอก เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีปริมาณสารอาหารในมวลน้ำสูง แต่ในต้นปี พ.ศ.2547 ได้เกิดการสะพรั่งของสาหร่ายสีเขียวที่หาดป่าตองซึ่งเป็นหาดท่องเที่ยวที่สำคัญและมีชุมชนหนาแน่นทางฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ต นับเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความแตกตื่นทั้งต่อนักท่องเที่ยว ชุมชน รวมทั้งสื่อต่างๆ และได้มีการแจ้งเหตุมายังหน่วยงานในพื้นที่ของ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ซึ่งได้รับข้อมูลว่าสาหร่ายที่สะพรั่งเป็นชนิดที่ไม่เป็นพิษ จึงได้ทำการกำจัด (ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุข) โดยใช้ตาข่ายล้อมและเก็บสาหร่ายดังกล่าวไปทิ้ง ทั้งนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ได้ชี้แจงถึงสาเหตุหลักของการสะพรั่งคือการที่มีปริมาณสารอาหารละลายในมวลน้ำชายฝั่งมากเกินปกติ ประกอบกับสภาวะที่มีแสงแดดจัด และคลื่นลมที่พัดพาให้สาหร่ายหลุดจากพื้นและซัดเข้าสู่ฝั่ง

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี พ.ศ.2548 (หลังเหตุการสึนามีในวันที่ 27 ธันวาคมพ.ศ.2547) ไม่พบการสะพรั่งของสาหร่ายที่หาดป่าตอง แต่กลับพบอีกในปี พ.ศ.2549 และ 2550 ซึ่งการท่องเที่ยวกลับคืนสู่ภาวะปกติ โดยทางท้องถิ่นดำเนินการกำจัดสาหร่ายโดยมิได้แจ้งให้สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่ง-ทะเล และป่าชายเลน หรือแจ้งสื่อใดๆ ทราบ

จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนเมษายน ได้รับแจ้งการเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีในหลายพื้นที่ทั้งในบริเวณชายฝั่ง และเกาะต่างๆ เช่น เกาะพีพี เกาะบิด๊ะนอก-ใน เกาะ-ไหง และหินม่วง หินแดง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริเวณจุดท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการัง โดยทางสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ได้ออกเก็บตัวอย่างน้ำในบริเวณที่ได้รับแจ้งหรือบางครั้งจะมีประชาชนหรือหน่วยงานท้องถิ่นเก็บตัวอย่างน้ำมาให้ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากไดโนแฟลกเจลเลทชนิด Ceratium furca มีความหนาแน่น 3,000-17,000 เซลล์ต่อลิตร ที่ระดับความลึก 10-30 เมตร ซึ่งถือว่ามีระดับความหนาแน่นของเซลล์สูง แต่ไม่จัดว่าเกิดสภาวะการสะพรั่งของแพลงก์ตอน ประมาณกลางเดือนมีนาคมมีการแจ้งเหตุสัตว์น้ำตายบริเวณหินม่วง-หินแดง โดยสาเหตุของการตายยังไม่ทราบแน่ชัด และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับการสะพรั่งของแพลงก์ตอนหรือไม่ ทั้งนี้เนื่องจากไม่พบการเน่าเหม็นของน้ำเนื่องจากปรากฏการณ์ และลักษณะของปลาและสัตว์น้ำที่ตายก็มิได้มีการอุดตันที่ซี่เหงือก แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นเพราะภาวะขาดออกซิเจนในตอนกลางคืนระหว่างที่มีการสะพรั่งของแพลงก์ตอน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้สำรวจโดยการดำน้ำบริเวณเกาะบิด๊ะในและหมู่เกาะพีพี พบว่ามี มวลน้ำสีน้ำตาลเข้มเคลื่อนเข้ามาที่ระดับพื้นในช่วงความลึก 20-30 เมตร ผลการตรวจสอบพบว่ามีแพลงก์ตอนพืชกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลทชนิด Ceratium furca เช่นเดียวกันมีความหนาแน่น 16,00-430,000 เซลล์ต่อลิตร นอกจากนี้ยังพบไดอะตอมชนิด Pseudonitzschia sp. และ Nitzschia sp. เป็นลำดับรองลงมาแต่มีจำนวนไม่มากนัก อนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่ง และป่าชายเลน ได้รับรายงานเกี่ยวกับมวลน้ำสีน้ำตาลที่เคลื่อนเข้ามาที่ระดับความลึกน้ำ จากระดับพื้นทะเลจนถึงกลางน้ำอยู่เนื่องๆ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจมีสาเหตุมาจากมวลน้ำดังกล่าวมีความหนาแน่นของแพลงก์ตอนพืชชนิดต่างๆ สูงเช่นเดียวกับที่ตรวจพบบริเวณเกาะบิด๊ะในและหมู่เกาะพีพี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2550 ได้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลก โดยคาดว่ามีภาวะการเคลื่อนตัวของมวลน้ำเย็นจากภายนอกฝั่งเข้ามาใกล้ฝั่งทำให้เกิดการสะพรั่งของแพลงก์ตอนดังกล่าว กอปรกับข้อมูลที่ได้รับจากนักดำน้ำของสถาบันฯ และชมรมดำน้ำว่าน้ำทะเลมีอุณหภูมิเย็นลงผิดปกติระหว่างในการดำน้ำช่วงเดือนมีนาคม และจากการที่พบมวลน้ำสีน้ำตาลดังกล่าวข้างต้น แต่เนื่องจากนักดำน้ำไม่มีมาตรวัดอุณหภูมิจึงไม่สามารถรายงานข้อมูลเป็นตัวเลข และโดยเฉพาะการที่ยังไม่มีฐานข้อมูลการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ำทะเลอย่างต่อเนื่องระยะยาวในพื้นที่เกิดเหตุ จึงไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่ก็ส่งผลให้มีการตื่นตัว และเห็นความสำคัญของจัดตั้งสถานีตรวจวัดอุณหภูมิน้ำในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น