เขตอ่าวไทยตอนบน

จากการได้รับแจ้งจากชุมชนชายฝั่ง และหน่วยงานต่างๆ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนพ.ศ.2550-สิงหาคม พ.ศ.2554 พบการเกิดปรากฎการณ์น้ำเปลี่ยนสีบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน รวมทั้งสิ้น 63 ครั้ง โดยพบสัตว์น้ำตายจำนวน 9 ครั้ง ของการเกิดน้ำเปลี่ยนสีทั้งหมด (คิดเป็นร้อยละ 14)

แนวโน้มการเกิดน้ำเปลี่ยนสี พบการเกิดน้ำเปลี่ยนสีมากที่สุดในปี พ.ศ.2551 จำนวน 20 ครั้ง และมีแนวโน้ม การเกิดน้ำเปลี่ยนสีลดลงในปี พ.ศ.2552 และปี พ.ศ.2553 ตามลำดับโดยพบการเกิดน้ำเปลี่ยนสีบ่อยครั้งในช่วงปลายปีถึงต้นปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

พื้นที่ที่ควรเฝ้าระวัง เมื่อพิจารณา จากสถิติการเกิดน้ำเปลี่ยนสีใน 7 จังหวัดชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน พบการเกิดน้ำเปลี่ยนสีสูงสุดในจังหวัดสมุทรสาคร (ร้อยละ 60) รองลงมาได้แก่ชายทะเลบางขุนเทียน กรุงเทพฯ (ร้อยละ 14) ซึ่งมีคลองสาขาเชื่อมต่อกับคลองในจังหวัดสมุทรสาคร โดยไม่พบน้ำเปลี่ยนสีในจังหวัดสมุทรสงคราม

ชนิดของแพลงก์ตอนพืชที่เป็นสาเหตุ พบว่า ร้อยละ 60 ของการเถิดน้ำเปลี่ยนสี มีสาเหตุจากการสะพรั่ง ร่วมกันของแพลงก์ตอนพืชมากกว่าสองชนิด รองลงมา ร้อยละ 17 เกิดจากแพลงก์ตอนพืชชนิด Noctiluca scintillans (ความหนาแน่น 225-70,000 เซลล์ต่อลิตร) และร้อยละ 10 เถิดจาก Ceratium furca (ความหนาแน่นประมาณ 450 ถึงมากกว่า 1 ล้านเซลล์ต่อลิตร) รองมาได้แก่ ไดอะตอมสกุล Skeletonema sp., Pseudonitzschia sp., Chaetoceros sp.  และไดโนแฟลกเจลเลทสกุล Peridinium sp.

แนวทางการแก้ไข หน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ควรทำงานร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อควบคุม และปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งที่ไม่ผ่านการบำบัดอย่างเหมาะสมซึ่งถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ โดยมีตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของมาตรการต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น ปริมาณสารอาหารในน้ำต้องลดลง ร้อยละ 20 ภายในระยะเวลา 6 เดือน เป็นต้น โดยจัดทำแผนการปฏิบัติงานทั้งในรูปแบบมาตรการระยะสั้น เช่น ติดตั้งบ่อดักไขมันฟรีในชุมชน บ้านเรือน หรือโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำซึ่งตั้งอยู่อย่างหนาแน่นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำลำคลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเกิดน้ำเปลี่ยนสีค่อนข้างบ่อย รวมทั้งกวดขันบังคับใช้กฎหมาย ควบคุมน้ำทิ้งจากแหล่งกำเนิดทุกประเภทอย่างจริงจัง หรือมาตรการระยะกลาง เช่น การส่งเสริมหรือจูงใจ โดยลดภาษีหากโรงงานลดการปล่อยน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ หรือมาตรการระยะยาว เช่น จัดทำระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน เป็นต้น